หากการแสดงความรักชาตินั้นหาได้ออกมาจากจิตใจหรือเจตจำนงในความรักชาติอันแท้จริงแล้วการกระทำดังกล่าวก็หาได้มีความหมายไม่
การประกาศใช้ร่างพ.ร.บ.ธง เหมาะสมหรือขัดกับหลักเสรีภาพหรือไม่?
จากการที่สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ จะทำการเสนอ ร่างพระราชบัญญัติธง ฉบับใหม่ ที่จะมีเนื้อหาเพิ่มเติมจากเดิม โดยที่ร่างพระราชบัญญัติธงฉบับนี้
จะกำหนดให้สถานที่ราชการ หน่วยงานของรัฐ และโรงเรียน ต้องชักธงชาติในเวลา 8 และ 18 นาฬิกา ซึ่งแต่เดิม ข้อกำหนดนี้เป็นระเบียบของสำนักนายกรัฐมนตรี
ที่ไม่ได้มีบทลงโทษ แต่ร่าง พรบ นี้ จะกำหนดบทลงโทษในกรณีที่ฝ่าฝืน คือโทษจำคุกสองปี ปรับไม่เกินสี่พันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
นอกจากนี้ ในมาตรา ที่ 45/4 ยังได้กำหนดไว้ว่า
"เมื่อได้เห็นการชักธงชาติขึ้นและลงจากเสาธง ในกรณีดังต่อไปนี้
1 ตามเวลาปกติที่มีบัญญัติไว้ในมาตรา 45/1
2 เมื่อมีการชักธงชาติขึ้นหรือลง ในพิธีการต่างๆ
ให้แสดงความเคารพโดยการหยุดนิ่งยืนตรงหันไปทางเสาธง อาคาร หรือสถานที่ ที่มีการชักธงชาติขึ้นและลง จนกว่าจะเสร็จการ"
หากผู้ใดฝ่าฝืน จะต้องถูกลงโทษ ตามมาตรา 48 เช่นเดียวกันกับข้างบน คือจำคุกสองปี ปรับไม่เกินสี่พันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
และมาตราที่ 45/5 เขียนไว้ดังนี้
"ในกรณีที่ได้ยินเสียงเพลงชาติหรือสัญญาณชักธงชาติ จะเห็นหรือไม่เห็นการชักธงชาติก็ตาม ให้แสดงความเคารพโดยการหยุดนิ่งยืนตรงหันหน้าไปทางธงชาติหรือ
ทางที่เสียงเพลงชาติดัง ในกรณีอยู่ในอาคารให้หยุดนิ่งยืนตรงดังกล่าวด้วย หากไม่สามารถยืนแสดงความเคารพได้ ให้แสดงความเคารพโดยการหยุดนิ่งในอาการสำรวม
ในกรณีอยู่ในยานพาหนะ ให้หยุดยานพาหนะจนกว่าการชักธงชาติหรือเสียงเพลงชาติหรือสัญญาณการชักธงชาติจะสิ้นสุดลง เว้นแต่กรณีอยู่ในยานพาหนะที่สัญจรบนทางด่วน
ทางรถไฟ ทางน้ำ หรือทางอื่นที่ไม่อาจหยุดยานพาหนะได้ ตามรายละเอียดที่กำหนดในกฎกระทรวง"
โดยมาตรา 48 ได้ระวางโทษให้ผู้ที่ฝ่าฝืนมาตรา 45 เหล่านี้ จำคุกสองปี ปรับไม่เกินสี่พันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
เมื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวข้าพเจ้ามีความคิดเห็นว่า การกำหนดโทษในกรณีที่มีการฝ่าฝืนบทบัญญัติดังกล่าวข้างต้น มีลักษณะที่เป็นการจำกัดสิทธิเสรีภาพ
ส่วนบุคคลในการที่จะแสดงความเคารพธงชาติ ซึ่งเป็นการก้าวล่วงสิทธิเสรีภาพส่วนบุคคลเกินความจำเป็น โดยอาศัยการออกกฎหมายมาเป็นเครื่องมือในการกำหนดข้อ
ปฏิบัติ และบทลงโทษ ด้วยเหตุที่ประชาชนทุกคนต่างมีสิทธิและเสรีภาพ ในการกระทำการต่างๆไดตราบเท่าที่การกระทำดังกล่าวไม่เป็นการกระทำที่ไปกระทบกระเทือนต่อ
สิทธิหรือเสรีภาพของบุคคลอื่น ฉนั้น รัฐ จึงไม่สามารถที่จะเข้าไปกำหนดสิทธิหรือเสรีภาพดังกล่าวได้ไม่ ถึงแม้ว่าจะมีการให้อำนาจไว้ก็ตาม แต่การกำหนดสิทธิหรือเสรีภาพ
ดังกล่าว รัฐใช้ได้ตามเท่าที่จำเป็นเท่านั้น
อนึ่งในเรื่องของการแสดงความเคารพธงชาตินั้นแม้การกระทำดังกล่าวจะเป็นการแสดงออกซึ่งความรักติก็ตาม แต่หากการแสดงความรักชาตินั้นหาได้ออกมาจากจิตใจหรือ
เจตจำนงในความรักชาติอันแท้จริงแล้ว การกระทำดังกล่าวก็หาได้มีความหมายไม่ หากเมื่อเปียบเทียบคนที่รักชาติอย่างแท้จริง พร้อมพลีชีพเพื่อชาติแต่ไม่ไม่ได้ยืนตรง
เคารพธงชาติ กับ คนที่รักชาติโดยการยืนเคารพธงชาติ แต่ไม่มีจิตใจที่จะธำรงไว้ซึ่งชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ความรักชาติของคนดังกล่าวก็หาได้มีความสำคัญหรือ
มีความหมายมากไปกว่าการยืนเฉยๆ เพื่อไม่ให้เสียค่าปรับหรือถูกจับ ข้าพเจ้าคิดว่าน่าจะมีวิธีการอื่นที่จะสามารถให้คนรักชาติ ได้ดีและง่ายกว่าการออกกฎหมายบังคับ
ให้คนยืนตรงเมื่อได้ยินเพลงชาติ ถึงแม้ว่าจะเป็นการแสดงออกที่เห็นได้ชัดเจนก็ตาม เราควรที่จะปลูกฝังความรักชาติ ตั้งแต่ในสถาบันครอบครัว โรงเรียน หรือสถาบันทาง
สังคมอื่นๆ ให้ฝังลึกถึงรากเหง้าของจิตใจให้ตระหนักในความเป็นตัวตน ความเป็นคนชาติ มากกว่า
ดังนั้นข้าพเจ้าจึงไม่เห็นด้วยกับร่างพระราชบัญญัติธง ที่จะออกมาใช้บังคับนี้ เนื่องจากข้าพเจ้ามีความคิดเห็นว่าการแดงออกซึ่งความเคารพ หรือความรัก ต่อชาติหรือไม่ว่าจะ
ต่อสิ่งใดก็ตามต้องออกมาจากจิตใจ และเจตจำนงที่จะแสดงออกมาอย่างแท้จริงมากกว่าการแสดงออกมาโดยการถูกบังคับด้วยเหตุทีกฎหมายมิใช่การแก้ปัญหาที่แท้จริง
การแก้ปญหาที่แท้จริงต้องเริ่มที่จิตใจของคนเรามากกว่า