ครอบครัวพี่น้องผมนัดกันไปชุมนุมกันที่ชุมพรทุกปี     เพื่อทำบุญเนื่องในวันถึงแก่กรรมของพ่อ นายดำริ พานิช ซึ่งถึงแก่กรรมเมื่อวันที่ 1 พ.ย. 2547 อายุ 89 ปี      เรานัดกันล่วงหน้าทีละปี     เมื่อปลายปีที่แล้วเราก็นัดกันว่าวันทำบุญปีนี้คือวันที่ 3 พ.ย. 50    และเราก็นัดกันแล้วว่าปีหน้าจะเป็นวันที่ 24 ต.ค. 51    คือนัดวันที่ทุกคนสะดวกมากที่สุด และใกล้กับวันถึงแก่กรรมของพ่อให้มากที่สุด     เราถือเป็นวันรวมญาติและเยี่ยมแม่ไปในตัว     แม่อายุ 86 แล้ว

         น้องชายที่ทำอาชีพเกษตรกรรม 3 คนอยู่ที่จังหวัดชุมพรอยู่แล้ว      ส่วนพี่น้องที่เป็นหมอ 3 คนแยกย้ายกันไปอยู่ใน 3 จังหวัด คือเชียงราย กรุงเทพ และสุราษฎร์ธานี

         นพ. วิชัย พานิช น้องชายคนรองจากผม ซึ่งอยู่เชียงรายมาถึงเป็นครอบครัวแรก     โดยที่เพิ่งกลับจากไปทัวร์เมืองจีน กลับมาวันเดียวกับที่ผมกลับจากอเมริกา คือวันที่ 31 ต.ค. 50     วันรุ่งขึ้นก็ขับรถลงไปชุมพร     ส่วนครอบครัวผมลงไปวันที่ 2 พ.ย.   และครอบครัวน้องชายคนเล็ก นพ. วิโรจน์ พานิช ขึ้นมาวันที่ 3 พ.ย.

         นพ. วิชัย พานิช เป็นคนที่คุยเก่งและคุยสนุกที่สุดในหมู่พี่น้อง     มาคราวนี้ก็คุยเรื่องไปเที่ยวเมืองจีนมา 2 หนแล้ว      คราวนี้ไป 8 วัน ไปหลายที่ในมณฑลเสฉวนของเล่าปี่ในสมัยสามก๊ก รวมทั้งจิ่วไจ้โกว  ง้อไบ๊     เขาบอกว่าไปเที่ยวมาแล้วต้องกลับมาอ่านหนังสือสามก๊กและมังกรหยกใหม่ จะสนุกขึ้นมาก    มณฑลเสฉวนนี้อยู่ทางตะวันตกของประเทศจีน ถัดไปก็เป็นทิเบต     แต่ในมณฑลเสฉวนก็มีคนทิเบตอยู่เยอะ    นพ. วิชัยไปทัวร์มาแล้วหลายประเทศ บอกว่าไปเมืองจีนคุ้มค่าเงินที่สุด    แต่ก็ต้องทำใจว่าทางทัวร์เขาจะต้องพาไปซื้อของ     เพราะเป็นข้อบังคับของรัฐบาลจีน    เขาให้ดูให้ชิม เราก็ดูและชิมหมด แต่เราจะซื้อหรือไม่ไม่มีใครบังคับ     นพ. วิชัย มีวิธีเล่าเรื่องที่ให้ความเพลิดเพลินสนุกสนานที่ลูกๆ ของผมชอบมาก     เพราะพ่อของเขาไม่มีพรสวรรค์ในด้านนี้    

         นายวิเชียร พานิช น้องชายคนที่ 4 (หากนับว่าผมเป็นคนที่ 1) คุยเรื่องประวัติของต้นตระกูล     เพราะเป็นผู้รับมรดกเอกสารและของเก่าของตระกูลมามากที่สุด    และเวลานี้ก็เป็นคนเลี้ยงดูแม่     ต้นตระกูลที่เป็นที่กล่าวขวัญถึงเสมอคือนายยง บุษราทิจ หรือหลงจู๊กีหยง บุษราทิจ     ท่านผู้นี้คือปู่ของ ศ. นพ. สมพร บุษราทิจ จิตแพทย์ที่เป็นที่นับถือกันมากที่สุดคนหนึ่งของประเทศไทย     และเป็นบิดาของนางคุ้ม พานิช ซึ่งเป็นย่าของผม    นางคุ้ม พานิช เป็นพี่สาวของนายเกียรติ บุษราทิจ บิดาของ ศ. นพ. สมพร

         นายวิเชียร พานิช เล่าว่าตอนที่แม่ย้ายห้องลงมานอนชั้นล่าง ในตอนต้นปีนี้เอง    ได้ค้นพบเอกสารเก่าหลายอย่าง และอ่านหมดแล้ว และทำหายเสียแล้ว     เอกสารอย่างหนึ่งคือพินัยกรรมของนายเพี้ยน เลาหเรณู ยกที่ดินในตำบลท่ายาง ให้นายกีหยง บุษราทิจ      เพราะว่านายเพี้ยนย้ายไปทำมาหากินอยู่ที่อำเภอบางสะพาน จังหวัดประจวบฯ      นายเพี้ยน เลาหเรณู เป็นลูกพี่ลูกน้องกับนายกีหยง โดยแม่เป็นพี่กับน้อง      นายเพี้ยน เลาหเรณู มีลูกสาวที่โด่งดังมาก คือคุณนายดัด ประจวบเหมาะ     มารดาของท่านอดีตรัฐมนตรี นุกูล ประจวบเหมาะ     คุณนายดัด ประจวบเหมาะ ถือเป็นผู้หญิงเก่งคนหนึ่งของอำเภอบางสะพาน

         นายกีหยง มีพ่อเป็นจีน แม่เป็นไทย อายุได้ 6 ขวบพ่อตาย     แม่หอบลูก 3 คนไปพึ่งญาติคือคุณหญิงของพระยากำเนิดนพคุณ เจ้าเมืองไชยา     พระยากำเนิดนพคุณมีลูกคนหนึ่งที่ต่อมาเป็นพระยาวจีสัตยารักษ์ เจ้าเมืองไชยา    พระยาวจีสัตยารักษ์มีลูกสาวคนหนึ่งชื่อคุณชื่น ศรียาภัย  เป็นผู้ให้กำเนิดโรงเรียน ศรียาภัย ที่จังหวัดชุมพร

          พระยาวจีสัตยารักษ์ส่งนายกีหยงจากไชยาไปดูแลกิจการสัมปทานรังนกนางแอ่นที่ชุมพร     และตอนนั้นตัวจังหวัดชุมพรอยู่ที่ตำบลท่ายาง      นายกีหยงจึงไปแต่งงาน (กับนางเลี่ยน) ตั้งรกรากที่ตำบลท่ายาง     เมื่อฐานะดีเป็นปึกแผ่นก็มุ่งให้การศึกษาแก่ลูกและหลาน     ได้ส่งลูกชายคือนายเกียรติ ไปเรียนมัธยมที่ปีนัง     ส่งนายขุ้น รจนา หลานชายคนโต (เกิดจากนางจิ๋น ลูกสาวคนโตของนายกีหยง กับ “เจ๊กเหมียน” – เหมียน คือเสมียน) ไปเรียนที่กรุงเทพที่โรงเรียนอัสสัมชัญ  จนจบ ม. 8     แต่นายขุ้นสุขภาพไม่ดีไม่เรียนต่อ     ต่อมาเมื่อนายกีหยงทำโรงสี ก็ส่งนายขุ้นไปฝึกการจัดการโรงสีที่เพชรบุรี    เมื่อผมจำความได้ผมเรียกท่านผู้นี้ว่า แปะขุ้น  ท่านอายุมากกว่าพ่อของผม 10 ปี    และรักพ่อผมเหมือนน้องชายเพราะเป็นกำพร้าเหมือนกัน     คือแปะขุ้นกำพร้าพ่อ  ส่วนพ่อผมกำพร้าแม่   

         นายขุ้น รจนา มีชีวิตอยู่แบบสมถะ เมื่อผมโตขึ้นและจำความได้ ท่านไม่ได้ทำงานหาเลี้ยงชีพ     คงจะเพราะมีมรดกเพียงพอและท่านไม่ต้องการอะไรมาก     เทียบพ่อของผมซึ่งมีงานยุ่งอยู่ตลอดเวลา กับแปะขุ้นซึ่งวันๆ ไม่ต้องทำอะไร    ผมแปลกใจมาแต่เด็กว่าชีวิตแบบไหนที่ดีกว่ากัน     แปะขุ้นเคยไปนอนที่บ้านผมที่หาดใหญ่เพื่อตรวจโรค     เพราะท่านเป็นโรคขาดอาหาร เนื่องจากเป็นคนที่กินอาหารทั่วไปไม่ได้     กินอาหารอยู่ไม่กี่อย่าง     ท่านอาภัพเรื่องลูก เพราะมีลูกชาย 2 คน ตายหมด     จึงชวนน้องชายของผม (นพ. วิชัย) ตอนอายุสัก 2 – 3 ขวบ ไปอยู่ด้วย     ต่อมาน้องชายผอมลงๆ และเจ็บออดๆ แอดๆ     พ่อของผมกลัวน้องจะตายลงอีกคน จึงเอาตัวกลับมา      ท่านรัก นพ. วิชัยมาก และเข้าใจว่าจะทำพินัยกรรมให้มรดกบางชิ้นก่อนที่ท่านจะเสียชีวิต     เรื่องมรดกนี้ผมไม่ชอบเข้าไปเกี่ยวข้อง จึงไม่ค่อยรู้ว่าใครได้มรดกอะไรจากใคร     ผมสงสัยว่าชีวิตแปะขุ้นคงจะได้รับอิทธิพลจากการเป็นหลานคนโตของเศรษฐี และการมีมรดกเพียงพอที่จะไม่ต้องทำงานหาเลี้ยงชีพ

         ในความเป็นจริงคนเรามีญาติพี่น้องมากมาย     ทั้งที่เป็นญาติทางสายโลหิต และเป็นญาติทางมิตรภาพหรือการช่วยเหลือเกื้อกูลกัน    ญาติทางสายโลหิตจะห่างกันไปหลังจากเพียง  3 - 4 ชั่วคน     และไม่สามารถนับญาติกันได้     อย่างตระกูลศรียาภัย  ประจวบเหมาะ  เลาหเรณู ครอบครัวผมไม่มีการติดต่อกันฉันท์ญาติเลย    เพราะไม่มีอะไรเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวกันไว้     ต่างกับตระกูลพานิช ซึ่งมีนามสกุลเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวเข้าหากัน    เพราะนามสกุลนี้ทำให้ดูเหมือนผมใกล้ชิดกับสวนโมกข์ ทั้งๆ ที่จริงๆ แล้ว ผมไม่ใกล้ชิดกับท่านพุทธทาสและสวนโมกข์เลย

         ผมเกิดความรู้สึกว่าบ้านเมืองของเรายังมีความอุดมสมบูรณ์อยู่มาก     น้องสะใภ้ คือ กัลยา พานิช (ภรรยาของวิเชียร) ซื้ออาหารทะเล มาทำเลี้ยงในการรวมญาติ     เราได้กินปูม้าต้ม  กุ้งแชบ๊วยเผา    ปูทะเลผัด  แกงไก่เหมงมะพร้าว  แกงส้มหัวมะพร้าวกับกุ้ง  ใบเหรียงผัดไข่  และอาหารอื่นๆ มากมาย     อาหารทะเลเหล่านี้สด ตัวขนาดโตพอดี และอร่อยมากและราคาไม่แพง เช่น ปูทะเลเราเคยต้องซื้อกินที่ภัตตาคารในกรุงเทพกิโลละ 900 บาท  แต่ที่นี่ซื้อมากิโลละ 240 บาท    ในเย็นวันที่สองของการชุมนุม มีปลากระเบนเผาจิ้มน้ำปลาหวานลูกมะกอก     เป็นอาหารที่เราเคยกินตอนเป็นเด็กและไม่ได้กินมาหลายสิบปี     เราจึงตั้งตารอคอย แต่พอได้กินก็ผิดหวัง เพราะเนื้อปลาไม่สด     ไม่สามารถลอกออกมาเป็นมัดกล้ามเนื้อเป็นมัดแบนๆ เรียงเป็นตับ     กินไม่อร่อยอย่างที่เราเคยกินตอนเป็นเด็ก  

         นพ. วิโรจน์ พานิช (น้องชายคนเล็ก) กับ พ.ญ. สุภาภรณ์ พานิช ภรรยา มีลูกชายอายุ 9 ขวบชื่อหมิง      เมื่อตอนเป็นเด็กเล็กๆ มีปัญหาด้านพัฒนาการ     คล้ายๆ เป็น ออทิสติค แต่ตอนนี้เรียนอยู่ ป. 3 และสอบได้ที่ 1     แต่หมิงก็ยังคงมีลักษณะของเด็กที่มีลักษณะพิเศษ คือมีความสามารถพิเศษบางอย่าง และมีความไม่สันทัดบางอย่าง      ความสามารถพิเศษคือ visual imagery หรือ visual imagination     หมิงสามารถเขียนตัว ฮ นกฮูก สองตัวที่เป็น mirror image กัน มองเป็นภาพหน้านกฮูกจริงๆ     สามารถวาดการ์ตูนใบหน้าคนแต่ละคนแสดงจุดเด่นบนใบหน้า     โดยที่เขาคิดวิธีวาดขึ้นเอง     สรุปคือหมิงมีความสร้างสรรค์สุดๆ และไม่ชอบทำในสิ่งที่มีรูปแบบตายตัวอยู่แล้ว     ตอนเด็กมากๆ หมิงขาด social skill     แต่ด้วยความช่วยเหลือของพ่อแม่และครู หมิงสามารถปรับความสามารถในการเข้าสังคมกับคนอื่นได้จนเกือบจะปกติแล้ว     การมีลูกแบบหมิงทำให้สองหมอผัวเมียต้องศึกษาเรื่องสมอง เรื่อง child development และเรื่องเด็กพิเศษ     และผมก็พลอยได้เรียนรู้ไปด้วย    

         ผมสารภาพกับ นพ. วิโรจน์ – พญ. สุภาภรณ์ ว่า ผมลืมเอาหนังสือ “สมอง – เรียน - รู้” เขียนโดย นพ. อัครภูมิ จารุภากร และ พรพิไล เลิศวิชา ที่ผมได้รับจากสถาบันวิทยาการการเรียนรู้ มาให้     ทั้งๆ ที่ตั้งใจไว้เป็นมั่นเป็นเหมาะว่าจะเอาติดรถมาให้     ผมจึงต้องผลัดเป็นส่งทางไปรษณีย์ไปให้แทน     สถาบันวิทยาการการเรียนรู้เคยตีพิมพ์หนังสือเรื่องสมองกับการเรียนรู้มาแล้ว 2 เล่ม และผมเคยส่งไปให้น้องทั้งสองแล้ว คือ “สมองวัยเริ่มเรียนรู้” และ “ออกแบบกระบวนการเรียนรู้โดยเข้าใจสมอง”     น้องทั้งสองบอกว่าเป็นหนังสือที่ช่วยให้เขาเข้าใจหมิงได้มากขึ้น เป็นประโยชน์มาก

         ลูกๆ ในวัยเรียน วัยหนุ่มสาว ก็ได้มีโอกาสคุยกัน ปรึกษาหารือเรื่องการเอ็นท์เข้ามหาวิทยาลัย  การเรียนต่อระดับบัณฑิตศึกษา   และปรึกษาปัญหาหัวใจ     มีการเย้าแหย่สนุกสนานครึกครื้นมาก    แม่ของผมบอกว่าครึกครื้นดีมาก

         น.ส. วิรงรอง (แอ้) พานิช ลูกสาวคนโตของนายวิจัย พานิช น้องชายคนที่ 5     เป็นตัวอย่างของเด็กที่ชีวิตเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิงเมื่อได้เรียนสาขาวิชาที่ตรงกับความชอบและความถนัด     ตอนเรียนชั้น ม. ปลาย แอ้เรียนไม่เก่ง แม้จะมานะพยายาม      แอ้เรียนสายคณิต-วิทย์  และไม่ชอบทั้งคณิตและวิทย์ และมีความทุกข์ทรมานจากการเรียนมาก     เมื่อจะเข้ามหาวิทยาลัยจึงตัดสินใจเรียนด้านจิตวิทยาที่ มศว. เพราะคิดว่าตนชอบ      ตอนนี้แอ้เรียนอยู่ปี 3 และกำลังลุ้นเกียรตินิยมอันดับ 1 เพราะเวลานี้ได้ GPA 3.6    เธอกลายเป็นความภูมิใจของพ่อแม่     ผมถามว่าคิดจะเรียนปริญญาโทต่อเลยไหม     เธอบอกว่ากำลังคิดอยู่     ผมถามว่าถ้าจะเรียนต่อโท จะเรียนที่ไหน     โดยผมแนะนำว่าไม่ควรเรียนที่เดิมเพราะจะทำให้ความคิดไม่กว้าง (inbreeding of ideas)      เธอตอบว่ากำลังคิดว่าน่าจะเรียนที่ ม. มหิดล เพราะมีสถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว ที่วิชาการแข็ง     หลังจากกลับไปคิดคืนหนึ่งผมกลับไปแนะนำเธอและพ่อแม่ของเธอ (แม่คือนางสุพร พานิช – แอ๋ว) ว่าควรเรียนต่อระดับปริญญาเอกเลย     โดยตั้งเป้าให้ได้ทุนปริญญาเอกกาญจนาภิเษก (คปก.) ของ สกว.    โดยระหว่างนี้ต้องศึกษาไว้ว่ามีอาจารย์ที่สถาบันเพื่อการพัฒนาเด็กฯ คนไหนบ้างที่จะได้รับทุน คปก.     ก่อนผมเดินทางกลับกรุงเทพตอนเช้ามืดวันที่ 4 พ.ย. แอ๋วมาบอกผมว่า      ในงานชุมนุมปีหน้าจะขอหารือเรื่องเรียนต่อของแอ้อย่างละเอียด

         ผมเป็นคนห่างญาติพี่น้อง  ได้มีโอกาสพบก็หาทางทำประโยชน์โดยคุยเรื่องความรู้ เรื่องการศึกษา ที่ผมคลุกคลีอยู่     และให้คำแนะนำวิธีคิด ซึ่งบางครั้งก็เป็นประโยชน์    บางครั้งน้องๆ หรือหลานๆ ก็ไม่เอา    

         พิธีทำบุญเป็นแบบสองวัฒนธรรม     คือเริ่มตั้งแต่ 9.00 น. เป็นการไหว้บรรพบุรุษแบบจีน     ซึ่งเดิมบ้านผมไม่เคยไหว้เจ้า     แต่มีคุณวิโรจน์ ที่อยู่จังหวัดชัยนาท และรักกันเหมือนญาติ โทรศัพท์มาบอกแม่ว่าขอให้ไหว้เจ้าด้วย     ผมซึ่งเดิมไม่ศรัทธาในการไหว้เจ้า คิดว่าเป็นเรื่องเหลวไหล     เพราะวิญญาณบรรพบุรุษไม่มี     ตายแล้วก็สูญไป ไม่มีวิญญาณเหลืออยู่     แต่ตอนนี้ผมเปลี่ยนวิธีคิด    คิดว่ามีวิญญาณของบรรพบุรุษเหลืออยู่จริงๆ คืออยู่ในใจของเรา     ถ้าเราคิดถึงก็จะมี     และการคิดถึง ถือเป็นการกตัญญูรู้คุณของบรรพบุรุษ    เพราะถ้าไม่มีบรรพบุรุษก็ไม่มีเรา ตัวเราจะไม่ได้เป็นอย่างที่เป็นอยู่      การไหว้บรรพบุรุษคือวิธีการกล่อมเกลาจิตใจของเราเอง ให้รู้จักกตัญญูรู้คุณ    

         พอใกล้ 11 น. พระที่นิมนต์ไว้ก็มาถึง และมีพิธีสวดพระปริตต์ เพื่อเป็นศิริมงคล      ตามด้วยการเลี้ยงพระเพล    และเลี้ยงกันในหมู่ญาติมิตร     อาหารมากมายทำและจัดกันเองอย่างง่ายๆ แต่ก็อร่อยและสวยงาม     ปีนี้คนน้อยกว่าปีที่แล้วเพราะวันนัดเป็นช่วงเปิดเทอม     ลูกหลานหลายคนติดเรียน มาไม่ได้     ปีหน้าเราจึงนัดกันช่วงปิดเทอม  

         ในช่วงวันที่ 2 – 3 พ.ย. 50 ฝนตกหนักเป็นช่วงๆ และอากาศเย็นสบาย    แต่ตอนเดินทางกลับฝนไม่ตกเลย    ผมมีข้อสังเกตว่าปีนี้น้องๆ ของผมที่ทำสวน ต่างก็มีรายได้ดีกันถ้วนหน้า      เพราะยางและน้ำมันปาล์มราคาดี    ยางพาราเคยขึ้นไปถึงกิโลกรัมละ 100 บาท และเวลานี้ 87 บาท     น้ำมันปาล์มแม้ราคาจะลดลงมาบ้าง ก็ยังอยู่ที่ 5 บาท     นายวิจัย (ตี๋) ที่เคยปลูกผลไม้มาก ก็ค่อยๆ เปลี่ยนไปปลูกยางและปาล์มน้ำมันแทน    ตี๋และแอ๋วอุตส่าห์กวนทุเรียนฝากพวกเรากลับกรุงเทพเพราะแต้วอยากกินและตั้มอยากเอาไปฝากเพื่อน     เป็นทุเรียนกวนที่อร่อยที่สุดที่ผมเคยกิน แต่มีน้อย เพราะเวลานี้เขาปลูกทุเรียนไม่มาก

         คนที่ขับรถกลับกรุงเทพมี 2 ครอบครัว คือผมกับ นพ. วิชัย    ผมชวน นพ. วิชัยไปกินอาหารอร่อย (และราคาไม่แพง) ที่ภัตตาคารเรือนวารี ที่สมุทรสงคราม    แล้วเราก็แยกกันกลับบ้าน     นพ. วิชัยจะต้องขับรถขึ้นไปเชียงรายในวันรุ่งขึ้น

วิจารณ์ พานิช
5 พ.ย. 50