ปัญหาร่างพระราชบัญญัติ ธง...

<p>ปัญหากรณีร่างพระราชบัญญัติธง พ.ศ. …</p><p>จากกรณีที่พล.อ.ปรีชา โรจนเสน ประธานคณะกรรมมาธิการการศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม และคณะเป็นผู้เสนอหลักการ ที่มีเนื้อหาในบางมาตราเป็นปัญหา มีการถกเถียงกันคือมาตรา 45 ซึ่งมีประเด็นปัญหามากคือในส่วนมาตรา45/5 ที่ให้หยุดพาหนะจนกว่าการชักธงหรือเสียงเพลงชาติจะสิ้นสุดลง จนมีการตั้งคณะกรรมมาธิการศึกษาในกรณีปัญหาดังกล่าว</p>ในมาตรา45/5ในกรณีที่ได้ยินเสียงเพลงชาติหรือสัญญาณการชักธงชาติ จะเห็นหรือไม่เห็นการชักธงชาติก็ตาม ให้แสดงความเคารพโดยการหยุดนิ่งยืนตรงหันหน้าไปทางธงชาติหรือทางที่เสียง เพลงชาติดัง ในกรณีอยู่ในอาคารให้หยุดนิ่งยืนตรงดังกล่าวด้วย หากไม่สามารถยืนแสดงความเคารพได้ ให้แสดงความเคารพโดยหยุดนิ่งในอาการสำรวม ในกรณีอยู่ในยานพาหนะ ให้หยุดยานพาหนะจนกว่าการชักธงชาติหรือเสียงเพลงชาติ หรือสัญญาณการชักธงชาติจะสิ้นสุดลง เว้นแต่กรณีอยู่ในยานพาหนะที่สัญจรบนทางด่วน ทางรถไฟ ทางรถไฟฟ้า ทางน้ำ หรือทางอื่นที่ไม่อาจหยุดยานพาหนะได้ ตามรายละเอียดที่กำหนดในกฎกระทรวง” จากมาตราข้างต้นเมื่อนำมาพิจารณาประกอบกับหลักการของกฎหมายสิทธิมนุษยชน เพื่อพิจารณาว่ามาตราดังกล่าวจะมีปัญหาและขัดกับกฎหมายสิทธิมนุษยชนหรือไม่ อย่างไร อธิบายได้ดังนี้ <p>หลักการหนึ่งในกฎหมายสิทธิมนุษยชน คือ หลักการจำกัดเสรีภาพของประชาชน เป็นสิทธิที่ไม่เด็ดขาด คือหมายความว่าเป็นสิทธิที่ถูกจำกัดได้ แต่การที่จะถูกจำกัด ก็จะต้องพิจารณา ดังต่อไปนี้</p>1.การจำกัดต้องกระทำโดยกฎหมาย/สอดคล้องกับกฎหมาย <p>2.ต้องมีความจำเป็นกับสังคมประชาธิปไตย</p>

3.ต้องมีสัดส่วนที่สมเหตุสมผล เหมาะสมกับวัตถุประสงค์ในการกระทำ

</font><p>จากหลักการข้างต้น เมื่อนำมาพิจารณากับมาตรา45/5 ในประเด็นที่กล่าวมาในตอนต้น  ปรับได้ว่า กรณีการให้หยุดพาหนะนั้น หากกฎหมายมีผลบังคับแล้วก็ย่อมที่จะจำกัดสิทธิของประชาชนได้ตามข้อพิจารณาแรก กฎหมายในที่นี้จะต้องเป็นกฎหมายที่มีความหมายตามรัฐธรรมนูญ ในกรณีนี้คือร่างพระราชบัญญัติ เมื่อมีการบังคับใช้ก็จะเป็นพระราชบัญญัติ เป็นไปตามความหมายของรัฐธรรมนูญ</p>ลำดับต่อมา การพิจารณาถึงความจำเป็นเพื่อการบรรลุของเป้าหมาย ซึ่งมาตรา45/5นี้ ให้ทุกคนให้ความสำคัญกับธงในฐานะที่เป็นสัญลักษณ์ที่สำคัญของชาติ แต่หากพิจารณากับความเป็นจริง การที่บุคคลจะเคารพและให้ความสำคัญนั้น ควรจะเน้นย้ำไปที่การปลูกจิตสำนึก เพราะมิฉะนั้นก็จะเป็นกรณีที่คล้ายกับการฝ่าฝืนกฎจราจร ที่มีกฎหมายออกมาแต่คนก็ยังขาดจิตสำนึก ยังฝ่าฝืนกันจนเห็นได้ทั่วไป จึงเห็นว่ายังไม่ควรมีการบังคับใช้มาตราดังกล่าว เพราะอาจเกิดปัญหาตามมามากมาย จนอาจเป็นผลเสียมากกว่าผลดีต่อสังคมได้ อีกทั้งหากว่ามีพาหนะขับไปในเส้นทางที่กฎหหมายมิได้ยกเว้นให้ไม่ต้องหยุดแล้วผู้ขับขี่ไม่ได้เปิดวิทยุในพาหนะหรือไม่ได้ยินเสียง ก็อาจจะกลายเป็นการฝ่าฝืน จนอาจมีการเกิดอุบัติเหตุ มีปัญหาต่าๆตามมามากมาย หากจะใช้มาตรานี้ก็อาจจะต้องออกกฎหมาย มาตรการ ข้องบังคับ มารองรับ เช่น ติดลำโพงกระจายเสียงทั่วประเทศ ตั้งเสาธงเป็นระยะทุกเส้นทางที่ไม่อยู่ในข้อยกเว้นของมาตรา45/5 เป็นต้น ซึ่งจะทำให้สิ้นเปลืองงบประมาณที่จะนำไปแก้ปัญหาที่สำคัญในด้านอื่นๆ อีกทั้งที่วิธีการทำให้ประชาชนรักชาติยังมีวิธีการอื่นอยู่ เช่นการรณรงค์ การปลูกจิตสำนึก เป็นต้น ซึ่งอาจน่าจะใช้งบประมาณและส่งผลกระทบในด่านต่างๆเช่น ปัญหาอุบัติเหตุ การจราจร งบประมาณที่ต้องใช้ในการควบคุมดูแล เป็นต้นน้อยกว่าการออกกฎหมายที่มีเนื้อหาตามมาตรา45/5ก็เป็นได้ <p>นอกจากนี้ สิ่งที่ยังต้องพิจารณา คือ ความสมเหตุสมผล และความเหมาะสมของมาตรการตามมาตรา45/5ด้วยว่ามีความสมเหตุสมผลและมีความเหมาะสม เพียงพอหรือไม่ เพื่อมิให้มีการริดรอนสิทธิเสรีภาพของประชาชนเกินสมควร ซึ่งเมื่อพิจารณา อธิบายได้ว่า การออกกฎหมายโดยขาดความสมเหตุสมผลและความเหมาะสม คือมาตราดังกล่าว เป็นการขัดกับสภาพความเป็นจริงของสังคมไทยในปัจจุบัน เช่นปัญหาการจราจรติดขัด สภาพเศรษฐกิจ การเงินของประเทศ เป็นต้น ก็ย่อมเห็นว่ามาตราดังกล่าวยังไม่เหมาะสม และสมเหตุสมผลพอที่จะออกมาบังคับใช้ในสภาพปัจจุบัน ด้วยเหตุผลที่อธิบายมาตั้งแต่ต้น<p>ดังนั้นเมื่อพิจารณาประกอบหลักการในกฎหมายสิทธิมนุษยชน สรุปได้ว่า มาตรา45/5 นี้จัดได้ว่า ขัดต่อกฎหมายสิทธิมนุษยชนเพราะ แม้จะถือเป็นกฎหมายที่มีความหมายตามรัฐธรรมนูญ ก็ก็ยังไม่มีความจำเป็นเพียงพอ และขาดความเหมาะสมกับสภาพของสังคมไทยในปัจจุบัน หากต้องการให้บรรลุเป้าหมายที่แท้จริง ก็ยังสามารถใช้วิธีอื่นที่สามารถทำได้และมีความสำคัญ คือ ควรที่จะปลูกจิตสำนึกความรักชาติ เห็นธงชาติเป็นสิ่งที่ควรให้ความสำคัญ เพราะแสดงถึงเอกลักษณ์และสัญลักษณ์ที่สำคัญของชาติ ,ใช้การรณรงค์ ,การส่งเสริม เป็นต้น</p></p>