• บริเวณนี้เป็นดงกุหลาบพันปี    โดยจะขึ้นอยู่ตามหน้าผาเป็นแนว....ในสมัยก่อนที่บริเวณนี้ถือเป็นจุดชมกุหลาบพันปีที่สวยที่สุด    เรียกว่าได้รับผลกระทบเต็มๆทีเดียว  มาคราวนี้ก็เฝ้าลุ้นว่าต้นกุหลาบเหล่านี้จะมีโอกาสฟื้นตัวได้ในเร็ววัน

  • เดินต่อมาสิ่งที่พบคือ.....

  • ดอกกุหลาบพันปีสีแดงสดพบตั้งสองดอก  จะมีให้เห็นก่อนพื้นที่ด้านนอก  ภาพนี้ต้องใช้ความพยายามพอสมควร  เพราะความงามมักมาคู่กับอันตราย  เพราะต้นนี้ยื่นออกไปด้านนอกมากเลย....(แต่ไม่ต้องเป็นห่วงค่ะ เพราะภาพนี้ใช้ราณีถ่ายให้ อิอิ)

  • ระหว่างทางได้พบดอกบัวทองอินทนนท์สีเหลือง  เห็นหยดน้ำฝนเกาะอยู่ตามใบ

  • พบเจอพรรณไม้หลายชนิดที่จำได้ไม่หมดเนื่องจากต้องระมัดระวังเวลาเดินด้วย   ไหนจะถ่ายรูป  ไหนจะจดจำชื่อพรรณไม้ 

  •                       ดอกบ้างม่วง

  • มะยมดอยพบเจอได้ตามกิ่ว  ลองชิมแล้วกรอบๆ แต่ไม่มีรสชาติอะไร

  • ต้นนี้จำไม่ได้จริงๆค่ะ  รู้สึกจะชื่อคุ้นๆแต่มีคำต่อท้ายว่า "ป่า"

  •                 สมุนไพรชื่อ "มะแคว่น"

  • เจอจุดต่อไปขอถ่ายรูปกับผู้นำทางสักหน่อย  เพราะฝนเริ่มตกอีกแล้ว

  • เส้นทางที่ต้องระวังมากๆที่สุด  มีไม้กั้นอยู่เพียงบางส่วนเท่านั้น  เลยถือโอกาสถ่ายรูปไว้สักหน่อย

  • เส้นทางซึ่งตอนถ่ายรูปมีแต่หมอก  แต่กลับมีภาพออกมาแบบนี้

  • รูปสุดท้ายที่บันทึกได้เพราะแบตฯหมดพอดี   ได้ยินพี่ศรเรียกว่า "ม่วงดอกลาย"

  • จากนั้นก็สิ้นสุดเส้นทางกิ่วแล้ว  เรากำลังจะกลับเข้าสู่ป่าดิบภูเขากันอีกครั้ง   แต่ก็เห็นเนินสูงอยู่ข้างหน้า   เหมาะแก่คนอยากรู้อยากเห็นอย่างเราเป็นยิ่งนัก

  • ปีนขึ้นไปแล้วก็เห็นมีไม้ไผ่ขัดขวางทางไว้  พี่เขาบอกว่า" เอาไว้กันควายเข้ามา"  เผอิญว่าเราไม่ใช่ควายเลยเอาไม้ออกซะ   จุดที่เรายืนกันอยู่ตรงนี้เป็นจุดที่มองเห็นพระธาตุนี้ในอีกมุมมองหนึ่ง

  • บริเวณนี้นอกจากจะมีควายหลงเข้ามาแล้ว    ยังมีชาวบ้านใช้เป็นเส้นทางขึ้นมาหาของป่าด้วยค่ะ

  • จากนั้นพี่ศรเตือนว่าเราต้องกลับเข้าสู่ป่าดิบภูเขาอีกแล้วนะ    ช่วงนี้จะเป็นช่วงทดสอบกำลังขาของเราว่าแข็งแรงหรือไม่

  • ช่วงนี้ต้องเดินขึ้นตลอด   ระหว่างทางจะมีจุดให้นั่งพักเป็นระยะๆ  คนขับรถต้องหาไม้มาไว้ให้เราค้ำยันไว้เวลาเดินขึ้นที่ชัน

  • บริเวณนี้สำหรับผู้ที่ชื่นชอบการดูนกสามารถมาเฝ้าดูได้ค่ะ

  • เดินมาถึงจุดหนึ่งเราบอกว่าไม่ไหวแล้วขอนั่งพักสักนิดนึง   พอเรานั่งพักปรากฏว่าได้ยินเสียงดังมาก  หันไปดูเส้นทางที่เรากำลังจะเดินไปมีต้นไม้ใหญ่ล้มพาดเส้นทางพอดี

  • พี่ศรบอกว่าบริเวณนี้มีกิ่งไม้เปราะเยอะ  เท่านั้นแหล่ะ ลืมเหนื่อยทันที  รีบเดินกันใหญ่ทีเดียว เพราะความกลัวตาย อิอิ...

  • จากนั้นเลยเดินรวดเดียวถึงทางออกเลย  เส้นทางเหล่านี้ถ้าไม่แวะศึกษาธรรมชาติอะไรมากก็ใช้เวลาไม่นาน  แต่ถ้าแวะสังเกตรายทางก็จะใช้เวลาหลายชั่วโมงหน่อยค่ะ

  • กลับมาแล้วมีเรื่องสารภาพคือว่า...ลืมจ่ายค่านำทางให้พี่ศรค่ะ   ไว้ปีหน้าละกันนะคะ