ชาวบ้านไทบรูคนหนึ่ง สร้างกิจกรรมที่เป็นองค์ประกอบการพึ่งตนเองที่ยอดเยี่ยมมาก ไม่ว่าการขยายผักหวานจากการใช้วิธีตัดราก การตอน การเพาะเมล็ด การไปแบกก้อนหินมาวางไว้โคนต้นผักหวานป่า เพราะชาวบ้านคนนี้เห็นต้นผักหวานในป่านั้นมันมักโตอยู่ใกล้ก้อนหิน

ชาวบ้านคนนี้เรียนรู้ว่า หมูมันชอบใช้จมูกดุนพื้นดินกินโน่นนี่จนหญ้าแหลกลาญ จึงสร้างคอกหมูแบบเคลื่อนที่ได้ แล้วก็ให้หมูทำหน้าที่เป็นเครื่องตัดหญ้า ไม่ต้องเสียแรงคนตัดมัน หมูทำหน้าที่เรียบร้อย แล้วย้ายไปที่ใกล้เคียงเพื่อกำจัดหญ้าที่ยาว ที่เป็นคอกหมูเดิมก็ปลูกพริก งามซะไม่เมียะ
ชาวบ้านคนนี้เรียนรู้อีกว่าเจ้าคอกหมูเคลื่อนที่นี้จัดโซนให้หมุน ไม่ย้ายไปรอบทั่วบ้าน มีบางส่วนที่ปล่อยให้หญ้าขึ้นรกเหมือนเดิม นักเกษตรที่ไหนมาก็ต้องบอกว่าชาวบ้านคนนี้ขี้เกียจ ไม่ถางหญ้าให้เตียนน่าดูน่าชม ปล่อยหญ้าให้รกทึบ แต่เหตุผลคือ เคยปล่อยหมูไปเป็นเครื่องตัดหญ้าแต่พบว่าเจ้าหมู 3 ตัวในคอกมันกินหอยป่าที่มันกระดึ๊บกระดึ๊บอยู่ในป่าหญ้ารกนั้นจนหมดเกลี้ยง หอยป่าที่เลี้ยงไว้กินและขายไม่เหลือหรอ จึงจัดโซนใหม่ นอกจากหญ้าที่ขึ้นรกนั้นจะเป็นที่อยู่ของหอยป่าแล้ว เขียดตะปาดที่เลี้ยงไว้ก็อาศัยหญ้านั่นเป็นที่หากินด้วย ก่อนที่จะกลับไปวางไข่ในถังน้ำซีเมนต์ในสวนที่สร้างให้เป็นบ้านมัน

จอมปลวกในสวนไม่มีตัวปลวกแล้ว ชาวบ้านคนนี้สังเกตเห็นว่ามีผึ้งเข้าไปทำรังในจอมปลวกโดยมีทางเข้าเล็กนิดเดียว ก็คิดว่าน่าจะทำรังเทียมให้มันบ้างอาจจะมีผึ้งป่ามาอาศัยบ้าง จึงไปซื้อกระถางดินเผา ที่ตูดมีรูเอามาคว่ำทิ้งไว้ในสวน 10 แห่ง พบว่าอีกสามเดือนต่อมามีผึ้งป่าเข้าไปทำรัง 3 แห่ง
ที่เถียงในสวนของชาวบ้านคนนี้นั้นเป็นที่นอนด้วย บอกว่ารำคาญเจ้าค้างคาวมันบินมาเกาะขื่อตูบน้อยแล้วทิ้งอาหารของมันเกลื่อนมุ้งเก่าๆ แถมเยี่ยวใส่และถ่ายมูลอีก เคยเอาไม้ไล่ตีมันแต่ไม่เคยตีถูกมันเลย แต่วันหนึ่งไปเก็บมุ้งไปทำความสอาด พบว่า อาหารที่ค้างคาวเอามากินแล้วปล่อยทิ้งลงบนหลังคามุ้นนั้นเป็นผีเสื้อกลางคืน ที่เป็นศัตรูพืชในสวนนั่นเอง มูลของมันก็มีพอสมควร คิดว่าหากเอาผ้าพลาสติกมากางทับบนหลังคามุ้งเก็บมูลค้างคาวก็น่าจะได้ประโยชน์ เอาไปทำปุ๋ยซะเลย และตอนนี้อยากให้มากันหลายๆตัว ไม่ตีมันแล้วมันจะได้ช่วยทำลายผีเสื้อกลางคืนที่เป็นศัตรูพืช และได้ปุ๋ยชั้นเลิศอีก...

ชาวบ้านคนนี้ “เรียนรู้จากการสังเกตธรรมชาติรอบๆข้าง” แล้วก็ดัดแปลงมาปฏิบัติ เมื่อ 20 ปีที่ผ่านมาตรงนี้ไม่มีต้นไม้สักต้น แต่วันนี้เป็นป่าครอบครัวที่พึ่งตนเองได้ และเหลือขายด้วยพืชผักมากกว่า 70 ชนิด....ตลอดปี
ชาวบ้านคนนี้ไม่ใช่นักพูด
ไม่สามารถสรุปออกมาเป็นกฏเกณฑ์เป็นข้อๆได้
ไม่อาจเขียนออกมาเป็นวิชาการได้
แต่ทำมากับมือและเกิดผลที่พึงพอใจและใครๆก็ยอมรับ
เรื่องจริงผ่านบล็อคนี้เรียนรู้ว่า หลักการ หรือสูตรสำเร็จเป็นเพียงข้อสรุปในการเรียนลัดเท่านั้น เราต้องเป็นนักปฏิบัติที่ต่อยอด “ต่อ” ภายใต้เงื่อนไข หรือบริบทของเราเอง
ความสำเร็จอยู่ที่การปฏิบัติจริงๆ และ “พัฒนาหลักการขึ้นจากการกระทำของเราเอง” ความสำเร็จมิใช่อยู่บนหลักการสำเร็จรูป
แม้ว่า “หลักการ” มาจากการปฏิบัติจริง แต่การปฏิบัติจริงก็ต้องอยู่บนเงื่อนไขหรือบริบทที่แตกต่างกัน ระบบนิเวศเกษตรวัฒนธรรมที่แตกต่างกัน
ต้องสร้างขึ้นเองและพัฒนาเอง
ระบบอุดมศึกษา "จบหลักการ" แต่ทำงานอะไรไม่ค่อยเป็น
ระบบอุดมศึกษา "ผ่านเกณฑ์การตอบคำถาม" แต่คิดอะไรไม่อยู่บนความเป็นจริง
“คนที่ทำจริงกับมือ ย่อมรู้สาระและความเกี่ยวเนื่องต่างๆของสาระ”(subject areas) ยิ่งทดลองทำ ยิ่งเรียนรู้ โดยไม่ต้องเข้าห้องเรียน และรู้มากกว่าห้องเรียนด้วยซ้ำไป

ชาวบ้านคนนี้ไม่ได้เข้าห้องเรียนเรื่องการทำการเกษตรผสมผสาน ไม่ได้ผ่านการฝึกอบรมเรื่องการพึ่งตนเอง แต่เรียนรู้จากการปฏิบัติและสังเกตธรรมชาติรอบข้าง
นี่คือเรื่องราวของชาวบ้านธรรมดา..ชื่อพ่อแสน วงษ์กะโซ่ ที่ดงหลวง...
สวัสดีครับ ท่านบางทราย
สวัสดีค่ะ
พี่คะ อย่างนี้ต้องยกให้เป็นระดับด็อกเตอร์ ที่ทำมากกว่าพูด อยากให้ทุกคนหันมาสนใจสิ่งดีๆ ของคนที่ผ่านการเรียนชีวิตจริง ผ่านกาลเวลา และมีผลงานออกมาให้ชื่นชม มากกว่า จะเป็นความรู้ จากตำรา ตีความ แต่หาแก่สารที่เป็นรูปธรรมไม่ได้
ขอเป็นกำลังใจให้แก่ผู้กำลังทำความดีทุกท่าน และผู้ที่เชิดชูผู้ทำความดี ให้โลกประจักษ์ด้วยค่ะ
ไปที่ มสธ. ทุกคนบ่นอยากพบ และคิดถึงพี่บางทรายมาก อยากคุย อยากเห็นหน้า จะได้รู้ทุกข์ สุขกันค่ะ
สวัสดีครับ ท่าน
1. เกษตรยะลา
เมื่อ ส. 01 ธ.ค. 2550 @ 21:31 478028 [ลบ]
<p class="content"> สวัสดีครับ ท่านบางทราย</p><div class="content"><ul>
</ul></div><p>ตอบ: ก่อนหน้านี้พ่อแสนก็คือชาวบ้านแก่ๆคนหนึ่งเท่านั้น แต่เมื่อเข้ามาเป็นสมาชิกเครือข่ายไทบรูแล้วเราไปเยี่ยมแปลง เยี่ยมสวนกัน พูดคุยกัน ผมละเป็นทึ่งกับชาวบ้านที่เราเองคิดไม่ถึง</p><p>นี่แหละที่เขาว่า เบื้องหลังใบหน้ามีประวัติศาสตร์มากมายซ่อนอยู่</p><p>บุคลิกพ่อแสนแบบยิ้มแย้มตลอด ดูเหมือนพ่อไม่เคยโกรธใคร เอาแต่ยิ้มรับ พูดจาช้าๆ จนหากเราไม่รู้จัก ก็อึดอัด กว่าจะจบเรื่องได้ ใจเราไปไกลแล้ว แต่เมื่อเราเข้าใจพ่อ เราจะต้องยอมรับความเป็นธรรมชาติของคนครับ เพราะเราเอาตัวเราไปเทียบจึงเห็นพ่อเป็นอย่างนั้นอย่างนี้</p><p>ผมไม่คิดว่าช้างเผือกจะอยู่ในป่าเช่นพ่อแสน เมื่อเราพบ พ่อแสนก็มีสุขที่ได้แลกเปลี่ยนกับคนอื่นๆ พ่อแสนเป็นคนเรียนรู้ที่ดีด้วยครับ ใจเย็น ฟังอย่างสงบ และเอาไปทำ</p><p>อย่างท่านว่า มีอีกหลายเรื่องที่ผมไม่ได้เอามาเล่า เช่น พ่อแสนรู้ว่าเห็ดชอบขึ้นกับโคนต้นไม้ป่าชนิดหนึ่ง พ่อก็เอาต้นไม้นั้นมาปลูก เอาเห็ดนั้นมาป่นผสมน้ำแล้วก็โรยรอบโคนต้นไม้ เท่านั้นแหละ รอเวลา ใจเย็นๆ เมื่อทุกอย่างพอดี เห็ดก็ออกมาเต็มไปหมด นี่ก็เป็นอีกอย่างที่พ่อแสนเรียนรู้จากธรรมชาติ แล้วดัดแปลงธรรมชาติมาใช้ให้เกิดประโยชน์ พ่อแสนเป็นแบบอย่างการเรียนรู้ธรรมชาติ และนักสังเกตธรรมชาติและนักปฏิบัติตัวจริง</p><p>ขอบคุณครับ</p>
สวัสดีครับน้องรุ่ง
ที่คิดถึง 2. ตันติราพันธ์
เมื่อ ส. 01 ธ.ค. 2550 @ 22:06 478074 [ลบ]
<div class="content">
สวัสดีค่ะ
พี่คะ อย่างนี้ต้องยกให้เป็นระดับด็อกเตอร์ ที่ทำมากกว่าพูด อยากให้ทุกคนหันมาสนใจสิ่งดีๆ ของคนที่ผ่านการเรียนชีวิตจริง ผ่านกาลเวลา และมีผลงานออกมาให้ชื่นชม มากกว่า จะเป็นความรู้ จากตำรา ตีความ แต่หาแก่สารที่เป็นรูปธรรมไม่ได้
ขอเป็นกำลังใจให้แก่ผู้กำลังทำความดีทุกท่าน และผู้ที่เชิดชูผู้ทำความดี ให้โลกประจักษ์ด้วยค่ะ
ไปที่ มสธ. ทุกคนบ่นอยากพบ และคิดถึงพี่บางทรายมาก อยากคุย อยากเห็นหน้า จะได้รู้ทุกข์ สุขกันค่ะ
ตอบ: อยากจะเรียกว่า พ่อแสนเรียนจบมหาวิทยาลัยชีวิตระดับดอกเตอร์อย่างน้องรุ่งกล่าว
พ่อแสนน่ารักขนาดไหน ในรูปจะเห็นกระดึงไม้ หรือเกราะไม้ ใช้สำหรับเคาะส่งเสียง พี่เห็นมันห้อยอยู่ข้างบ้าน นึกไม่ถึงว่านี่คือ "ออด" หรือ "กริ่ง" ที่คนในเมืองใช้เรียกคนที่อยู่ในบ้านให้มาเปิดประตูหน้าบ้าน พ่อแสนอธิบายว่า เวลาทำงานในสวนก็เดินไปไกลจากบ้านบ้าง และเพลินกับทำโน่นทำนี่ จิตใจอยู่กับงาน หากมีใครมาหาก็จะไม่พบเพราะไปอยู่ในสวนป่า แขกก็จะใช้วิธีเคาะเกราะ หรือกระดึงใหญ่นี้ เคาะดัง โป๊ก โป๊ก...พ่อแสนอยู่ไกลแค่ไหนก้ได้ยินเสียง กริ่งลูกทุ่งนี่ ก็รู้ว่ามรคนมาพบ ก็เดินกลับมาพบแขก.....
ดูซิพ่อแสนเป็นคนแบบไหน
เป็นทึ่งจริงๆ
น้องรุ่งครับ พี่อยากมาที่ มสธ แต่งานปิดสำนักงานมีหลายอย่างต้องทำ มากเกินกว่าเวลาที่กะไว้ เลยไม่มีจังหวะจะปลีกตัวมาได้ พี่กะไว้ว่าจะลงมาวันที่ 30 และอยู่กรุงเทพฯต่อไปเลย เพราะวันที่ 4 มีประชุมที่กรุงเทพฯ วันที่ 7 ก็มีประชุมที่กรุงเทพฯ วันที่ 8-9 ไปที่ห้วยขาแข้ง ชัยนาท และนครสวรรค์ เป็นวันมรดกโลก จะต้องไปร่วมงาน เพราะเคยทำงานที่นั่นและพี่พี่ที่นั่นเรียกร้องให้ไปพบกันหน่อย แก่ๆกันแล้ว
แต่ทำไม่ได้ งานไม่เสร็จ เลยต้องลงมาในเย็นวันที่ 2 ซึ่งงานจบไปแล้ว จริงๆเราก็ไม่สามารถทำอะไรได้ทุกอย่างตามต้องการนะครับ
คิดถึงน้องรุ่ง คิดถึงน้องหมู คิดถึงพวกเราครับ
</div>
สวัสดีครับ
3. บัวชูฝัก เมื่อ ส. 01 ธ.ค. 2550 @ 22:12 478082 [ลบ]
<div class="comment_item">
ตอบ: พ่อแสนเหมาะที่จะเป็นภูมิปัญญาชาวบ้านในด้านป่าครอบครัวกับการพึ่งตนเอง
ครับ ความรู้ในตัวเรานั่นสำคัญมาก บางทีเราต้องใช้วิธีแบบรุกจึงจะรู้จักชาวบ้านแบบพ่อแสนนี่ ครับ
ขอบคุณครับ
</div>
สวัสดีครับ คุณ
7. สุวรรณา เมื่อ อา. 02 ธ.ค. 2550 @ 06:48 478239 [ลบ]
<div class="comment_item">
ตอบ: ผมคิดเช่นเดียวกับคุณสุวรรณาครับที่ว่าธรรมชาติจัดสรรลงตัวครับ ลงตัวตามจังหวะเวลา ตามฤดูกาล มีเกิดขึ้นใหม่ มีล้มหายตายจากไป
เหลือแต่ว่าเราจะเรียนรู้ธรรมชาติเหล่านี้มากน้อยแค่ไหน แล้วเอามาปรับใช้กับชีวิตมนุษย์ หรือเราปรับตัวเราให้เข้ากับธรรมชาติ
ชีวิตคนในเมืองต่างหากที่เรามาดัดแปลงธรรมชาติให้ได้ตามที่ "ใจ" เราต้องการ แต่ฝืนระบบธรรมชาติ มันอยู่ได้เพราะยังมีทรัพยากรธรรมชาติที่เอามาปรับตามที่ใจมนุษย์ต้องการ แต่ก็ส่อแววว่าวิกฤติกำลังมาแล้ว..เจ้ามนุษย์ผู้อหังการ์ เอ๋ย โจทย์ใหญ่รออยู่ข้างหน้าที่เจ้าจะต้องแก้ไขเอง เจ้าเป็นคนทำเอง
พ่อแสนอยู่กับธรรมชาติ เรียนรู้กับธรรมชาติและปรับเอาใช้กับชีวิต 3-4 คน แบบพอเพียง ไม่ได้แสวงหาความร่ำรวยเงินตรา แต่พ่อแสนร่ำรวยความเป็นธรรมชาติครับ
กรณีพ่อแสนสอนใจเราดีแท้ครับคุณสุวรรณาครับ
ขอบคุณครับ
</div>
คิดถิงแสนคิดถิง
ตอนนี้พี่องุ่นคนสวยกำลังถูกบังคับให้เรียนรู้จากธรรมชาติ อย่างสมัครใจค่ะ
1 ปี กับโครงการเศรษฐกิจพอเพียงอย่างจริงจังค่ะ
ห้ามตัวเองว่าไม่ให้อ่าน Blog ของท่านบางทราย & พี่ Paleeyon เพราะน้องออตขู่ว่า เดี๋ยวเจ๊ต้องน้ำตาล่วง แน่นอน
สวัสดีครับ
9. พี่องุ่นคนสวย เมื่อ อา. 02 ธ.ค. 2550 @ 14:01 478647 [ลบ]
<div class="content">
คิดถิงแสนคิดถิง
ตอนนี้พี่องุ่นคนสวยกำลังถูกบังคับให้เรียนรู้จากธรรมชาติ อย่างสมัครใจค่ะ
1 ปี กับโครงการเศรษฐกิจพอเพียงอย่างจริงจังค่ะ
ห้ามตัวเองว่าไม่ให้อ่าน Blog ของท่านบางทราย & พี่ Paleeyon เพราะน้องออตขู่ว่า เดี๋ยวเจ๊ต้องน้ำตาล่วง แน่นอน
-------------------------------------------------------
ถึงครูองุ่นคนสวยครับ
พี่บางทรายเก็บจานของพี่จุ๋มไว้แล้วครับอยู่ที่บ้านขอนแก่น ยังไม่รู้ว่าจะเอาให้คุณพี่จุ๋มอย่างไรก็เก็บไว้ก่อน ว่าจะส่งทางไปรษณีย์นะครับ
และมีน้ำหมากเม่า 1 ลังเก็บเอาไว้ให้ครูองุ่นด้วย เป็นการ ขอบคุณ... ขอบคุณในน้ำใจที่ช่วยรับผิดชอบเรื่องอาหารจนสำเร็จลุล่วงไปด้วยดียิ่ง
พี่เก็บเอาไว้ที่บ้านของแก่นเช่นกัน ยังไม่มีเวลาเอาไปให้ที่มหาสารคาม ครับ
คอยเดี๋ยวนะครับ
คิดถึงทุกคนมากเช่นกัน
</div>
สวัสดีค่ะพี่บางทราย
ฟังเรื่องราวของพ่อแสนแล้วชื่นชมกับความช่างสังเกตของพ่อแสน ในอดีตก็คงมีชาวบ้านที่ช่างสังเกต ช่างคิด เช่นพ่อแสน จึงทำให้เกิดภูมิปัญยาไทย เกิดนวตกรรม ข้าวของเครื่องใช้ที่มีมาอย่างเหมาะสม และใช้กันสืบทอดมา
แต่ปัจจุบัน เรามีคนเช่นพ่อแสนน้อยลงรึปล่าวอันนี้ไม่แน่ใจ และกระบวนการในการพัฒนาคน พัฒนาสังคมของเรามีส่วนหรือมีอิทธิพลต่อการเปลี่ยนแปลงลักษณะเหล่านี้หรือไม่อย่างไร? อันนี้ขอถามความคิดเห็นพี่บางทรายค่ะ
ที่ มสธ เราหลายคนคาดว่าจะได้พบพี่บางทรายค่ะ...ตอนนี้สรุปยังค่ะ ว่างานต่อไปของพี่บางทราย อยู่ที่ไหน?
สวัสดีครับอาจารย์แป๋ว ครับ
<div class="info">สวัสดีค่ะพี่บางทราย</div><div class="content">
ฟังเรื่องราวของพ่อแสนแล้วชื่นชมกับความช่างสังเกตของพ่อแสน ในอดีตก็คงมีชาวบ้านที่ช่างสังเกต ช่างคิด เช่นพ่อแสน จึงทำให้เกิดภูมิปัญยาไทย เกิดนวตกรรม ข้าวของเครื่องใช้ที่มีมาอย่างเหมาะสม และใช้กันสืบทอดมา
ตอบครับ: ผมเห็นเช่นเดียวกัยอาจารย์แป๋วครับว่าในอดีตคงมีชาวบ้านที่ช่างสังเกตแบบพ่อแสน จนเกิดนวตกรรมต่างๆแบบภูมิปัญญาไทยมากมาย และสืบต่อกันมา เห็นด้วยว่าเป็นเช่นนั้นครับ
แต่ปัจจุบัน เรามีคนเช่นพ่อแสนน้อยลงรึปล่าวอันนี้ไม่แน่ใจ และกระบวนการในการพัฒนาคน พัฒนาสังคมของเรามีส่วนหรือมีอิทธิพลต่อการเปลี่ยนแปลงลักษณะเหล่านี้หรือไม่อย่างไร? อันนี้ขอถามความคิดเห็นพี่บางทรายค่ะ
ตอบครับ: ปัจจุบันมีคนแบบพ่อแนน้อยลง (ผมเดาเอานะ ) เพราะว่าวิถีชีวิตเปลี่ยนไป สภาพแวดล้อมเปลี่ยนไป
วันก่อนผมขับรถผ่านทุ่งนาที่ชาวบ้านกำลังเกี่ยวข้าว ขนข้าวกัน ภาพที่ปรากฏ(เสียดายกล้องติดไปกับรถคันอื่น)คือชาวบ้านใช้ ปิคอัพขนข้าวจากนาไปบ้าน ไม่ใช่เกวียน หรือล้อ(เป็นภาษาภากกลางคล้ายๆอีแต๊ก)ขนข้าวแล้ว ? เพราะเกวียนหมดแล้ว และรถปิคอัพสะดวกกว่ามาก แต่ไม่ได้มองในมุมอื่นนะครับ
อีกภาพหนึ่งริมถนน มีมอเตอร์ไซด์จอดเป็นแถวสัก 10 คัน ปรากฏว่าเป็นชาวบ้านขับมอเตอร์ไซด์มารับจ้างเกี่ยวข้าวกันครับ แทนที่จะเดินมา หรือนั่งรถปิคอัพมาคันเดียว
เมื่อวิถีชีวิตเปลี่ยน คนห่างออกมาจากธรรมชาติมากขึ้น มีสิ่งอำนวยความสดวกมากขึ้นก็ไม่จำเป็นต้องคิดอะไรแล้ว ตั้งหน้าหาเงิน ซื้อเครื่องจักร์เครื่องมือเท่านั้น "นี่คือผลการพัฒนาสังคม" อย่างชัดเจนของเราครับ
บังเอิญว่าดงหลวงป่ายังมี และพ่อแสนคลุกคลีกับป่าและวิถีแบบโบราณจึงมีโอกาสเรียนรู้ธรรมชาติมากกครับ
ที่ มสธ เราหลายคนคาดว่าจะได้พบพี่บางทรายค่ะ...ตอนนี้สรุปยังค่ะ ว่างานต่อไปของพี่บางทราย อยู่ที่ไหน?
ตอบครับ: เสียดายครับผมไปร่วมไม่ได้เพราะงานไม่เสร็จ อยากไปจะตาย ตอนนี้ยังไม่สรุปว่าจะอยู่ที่ไหนครับ วันพรุ่งนี้เข้าบริษัทที่กรุงเทพฯจึงไปคุยกันว่าจะไปอยู่ไหน และวันที่ 4 ประชุมโครงการที่ ส.ป.ก.ก็อาจจะมีข้อมูลคืบหน้า และวันที่ 7 ก็ประชุมอีกที่กรุงเทพฯก็อาจจะมีข้อมูลคืบหน้าอีกครับ
ขอบคุณครับอาจารย์แป๋วครับ
</div>
สวัสดีครับน้องสิงห์