วันนี้ดิฉันกลับเข้าประจำการ ณ ที่ตั้ง มน. พิษณุโลก อีกครั้ง หลังจากไปร่วมมหกรรมการจัดการความรู้แห่งชาติ ครั้งที่ 4 ณ ศูนย์การแสดงสินค้าและการประชุม อิมแพ็คเมืองทองธานี กทม. โดยเดินทางจาก พล - กทม. ตั้งแต่เย็นวันที่ 29 พ.ย. และร่วมงานตลอดทั้งวันในวันที่ 30 พ.ย. แล้วก็เดินทางกลับเย็นวันดังกล่าวเลย
งานนี้จัดได้เยี่ยมยอดดังเช่นเคย แต่ดิฉันยังไม่มีกะจิตกะใจจะเล่าในบันทึกนี้นะคะ เหตุก็เพราะ เช้าวันนี้เมื่อดิฉันเปิดแฟ้ม e-office เพื่อตรวจตราภารกิจประจำ ก็พบเรื่องด่วนที่สุด ที่สำคัญมาก เรื่องหนึ่ง นั่นก็คือ.....
ท่านรองคณบดีฝ่ายบริหาร (อาจารย์สุวรรณา ถาวรรุ่งโรจน์) แจ้งให้ดิฉันทราบใน e-office ว่า มหาวิทยาลัยเรียกตัวเข้าประชุมแทนคณบดีด่วน เพื่อแจ้งให้ทราบว่า จากการที่พระราชบัญญัติของ มน ได้เข้าสู่สภานิติบัญญัติ (สนช) แล้วนั้น สนช ให้ มน กลับมาทำประชาพิจารณ์อีกครั้งหนึ่ง แล้วจึงยื่นให้กับ รมต ใน วันอังคารที่จะถึงนี้ (4ธ.ค. 50)
มหาวิทยาลัยจึงจะจัดประชาพิจารณ์ร่าง พ.ร.บ. มน. แก่บุคลากรทุกคนในมหาวิทยาลัยอีกครั้ง ในวันจันทร์ที่ 3 ธันวาคม เวลา 9.00-12.00 ณ โรงละคร อาคารเฉลิมพระเกียรติ์ จึงขอให้ผู้บริหารคณะฯ กลับไปถามความเห็นของบุคคลากรในคณะวิชาว่า เห็นด้วย หรือไม่เห็นด้วย ต่อการร่าง พ.ร.บ. ในประเด็น ดังนี้
- อธิการ รองอธิการและ ผู้ช่วยอธิการเท่านั้นที่ถูกบังคับโดย พ.ร.บ. ให้ออก (จากการเป็นข้าราชการ) นอกนั้นมีสิทธิเลือก
- เพิ่มสิทธิประโยชน์อย่างเป็นลายลักษณ์อักษร ในเรื่องการเพิ่มเงินเดือนพนักงานเมื่อข้าราชการได้เงินเพิ่มด้วย
- ลดจำนวนกรรมการสภาฯ ที่เป็นบุคคลภายนอก แต่เพิ่มจำนวนผู้บริหาร พนักงานสายบริการ และนายกสมาคมศิษย์เก่า
- ตำแหน่งวิชาการสามารถเพิ่มได้ เช่น ศ พิเศษ ศ เกียรติคุณ เป็นต้น
ถึงวันนี้ บุคลากรของคณะสหเวชฯ ที่ให้ความคิดเห็นในเรื่องนี้มีเพียง 3 ท่าน จากจำนวนทั้งสิ้นราว 60 กว่าท่าน ส่วนที่แสดงความคิดเห็น ดิฉันก็ไม่แน่ใจว่าท่านเหล่านั้นได้เคยศึกษาข้อมูลมาแล้วมากน้อยเพียงใด
วันนี้ (30 พ.ย.) ดิฉันจึงจำเป็นต้องเขียนข้อคิดเห็นและให้ข้อมูลเพิ่มเติมแก่บุคลากรในคณะฯ และประชาสัมพันธ์โดยด่วนที่สุด ผ่าน e-office ของคณะ (หวังว่าจะได้อ่านกันทัน ก่อนตัดสินใจ) ดังนี้
เรียนบุคลากรคณะสหเวชศาสตร์ทุกท่าน
ในฐานะผู้นำองค์การของคณะสหเวชศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร ดิฉันขอเสนอข้อคิดเห็นเกี่ยวกับ ร่างพ.ร.บ. มหาวิทยาลัยในกำกับของ มน. ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นการเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจแก่ทุกๆ ท่านด้วย หวังว่าจะเป็นประโยชน์ในการใช้ประกอบการตัดสินใจ ร่วมกับวิจารณญานอันรอบคอบของท่าน ขอท่านโปรดคิดและตัดสินใจด้วยหลักของเหตุและผล และเพื่อสิทธิประโยชน์ของตัวท่านเองอย่างมองการณ์ไกล ( ข้อความข้างล่างต่อไปนี้ เรียบเรียงมาจากหลายบทความ ใน http://gotoknow.org/blog/council ของ ศ.นพ.วิจารณ์ พานิช : นายกสภามหาวิทยาลัยมหิดล มหาวิทยาลัยที่ออกนอกระบบไปแล้ว)
-
เหตุใดจึงต้องสนับสนุนให้นำ พ.ร.บ. เข้าพิจารณาในสภานิติบัญญัติแห่งชาติในช่วงเวลานี้
(๑) เพื่อให้เสร็จทันอายุของสภานิติบัญญัติแห่งชาติชุดนี้ มิฉะนั้นอาจต้องรอต่อไปอีกหลายปี ก่อผลเสียหายต่อโอกาสมีความคล่องตัวยืดหยุ่นในการพัฒนามหาวิทยาลัย
(๒) หากต้องการผลตามข้อ ๑ ต้องเลือกดำเนินการในขั้นตอนที่ลัดสั้นที่สุด ผ่านขั้นตอนน้อยที่สุด ต้องไม่เสนอร่าง พ.ร.บ. ใหม่ที่ต้องกลับไปผ่านคณะกรรมการกฤษฎีกา ซึ่งจะใช้เวลานานมาก (อาจหลายปี) และขั้นตอนอื่นๆ ก็มากขึ้นด้วย
(๓) ต้องตระหนักว่า การเสนอร่าง พ.ร.บ. ไปจากมหาวิทยาลัยนั้น ไม่ใช่ว่าจะได้กฎหมายตามที่เราเสนอ จะมีขั้นตอนที่มีการแก้ไขโดยคนหลายกลุ่ม ดังนั้น ในขั้นตอนการออกกฎหมายนี้ควรมุ่งหวังเฉพาะหลักใหญ่ๆ ก่อน ส่วนรายละเอียดยอมประนีประนอมบ้าง หวังไปแก้รายละเอียดบางอย่างในภายหน้าเมื่อมีการดำเนินการและสังคมยอมรับหลักการใหม่ๆ มากขึ้น
(๔) หวังไปแก้ไขรายละเอียดบางอย่างที่ประชาคมนเรศวรต้องการ และคณะทำงานของสภามหาวิทยาลัยพิจารณาแล้วเห็นเหมาะสมในขั้นตอนของคณะกรรมาธิการวิสามัญของสภานิติบัญญัติ โดยที่สภาจะมีมติแต่งตั้งผู้แทนไปอยู่ในคณะกรรมาธิการดังกล่าว
(๕) ทันที่ที่ยื่น พ.ร.บ. เข้าสู่ สนช. แล้ว สภามหาวิทยาลัยจะต้องแต่งตั้งคณะทำงานพิจารณารายละเอียด และรับฟังข้อคิดเห็นเพื่อเตรียมประเด็นไปขอแก้ไขร่าง พ.ร.บ. ในชั้นกรรมาธิการฯ
การออกจากระบบราชการ ไปเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับรัฐนั้น ก็เพื่อสร้างโอกาสในการทำงานสร้างสรรค์หลากหลายให้แก่สังคม ผ่านความเป็นอิสระ (แต่มีความรับผิดชอบ) ใน 3 ด้าน คือ
1. ด้านการเงิน
2. ด้านการบริหารคน
3. ด้านการบริหารวิชาการแต่ถึงจะออกไปมีอิสระ มหาวิทยาลัยเหล่านี้ก็ยังต้องการการสนับสนุนด้านการเงินจากภาครัฐ สำหรับทำงานวิชาการยากๆ ให้แก่สังคม
ภาพความเป็นจริงที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน ก็คือ
แม้ยังอยู่ในระบบราชการ แต่มหาวิทยาลัยก็ถูกรัฐบาลและกลไกต่างๆ ล่อให้ออกไปอยู่นอกระบบราชการกระแสหลักตั้งเกือบครึ่งตัวแล้ว
ออกหรือไม่ออกจากระบบราชการก็วิกฤตอยู่แล้ว มหาวิทยาลัยของรัฐจะต้องปรับตัวรวมพลังกันเต็มที่ เพื่อรับมือกับแรงบีบคั้นรอบด้าน เพื่อทำหน้าที่แก่บ้านเมืองให้ดีที่สุด
-
เรื่องค่าตอบแทน
(ก) หลักการในร่างกฎหมายแม่ (พ.ร.บ.)
การออกข้อบังคับว่าด้วยการบริหารงานบุคคลของมหาวิทยาลัยต้องเป็นไปเพื่อความเป็นธรรม สร้างขวัญและกำลังใจ โดยได้รับฟังความคิดเห็นของพนักงานและลูกจ้างมหาวิทยาลัยประกอบด้วย"
(ข) หลักการในการออกกฎหมายลูก (ข้อบังคับ)
ค่าตอบแทนในการทำงานมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ มี ๖ ส่วน
๑. เงินเดือน
๒. เงินประจำตำแหน่ง
๓. เงินสวัสดิการ ได้แก่ ค่ารักษาพยาบาล ค่าเล่าเรียนบุตร ฯลฯ
๔. เงินเพิ่มจากการทำงานพิเศษ เช่น การวิจัย การบริการ วิชาการ
๕. การได้ทำงานที่ตนมีความสุข ความพึงพอใจ ตามแรงบันดาลใจ
๖. การได้อยู่ในบรรยากาศวิชาการ มีเครื่องอำนวยความสะดวกในการใช้ชีวิตวิชาการ ในการสร้างผลงานที่ตนใฝ่ฝัน
ข้อ ๑ – ๔ เป็นค่าตอบแทน in cash ข้อ ๕ – ๖ เป็นค่าตอบแทน in kind
มหาวิทยาลัยที่เคยเป็นส่วนราชการ เมื่อออกไปเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ จะต้องรับประกันว่า ค่าตอบแทนข้อ ๑ – ๓ รวมกันต้องไม่น้อยกว่าเมื่ออยู่ในระบบราชการ
แต่เมื่อได้ความคล่องตัวในการบริหารจัดการมาจากการไม่เป็นส่วนราชการ ก็จะต้องช่วยกันทำให้ค่าตอบแทนข้อ ๔ – ๖ เพิ่มขึ้น
สำหรับคนเก่งและขยันเป็นพิเศษ ค่าตอบแทนข้อ ๔ จะมากกว่าค่าตอบแทนข้อ ๑ และ ๒ รวมกัน และในหลายคนอาจสูงถึง ๒ เท่า
แนวทางการจัดสวัสดิการแก่บุคลากรทุกประเภท ควรยึดหลักการว่าสมาชิกแต่ละคนได้รับสิทธิประโยชน์ไม่น้อยกว่าที่ได้รับอยู่เดิม ฝ่ายบริหารและสภาฯ ต้องระมัดระวังมากว่าจะจัดให้ได้จริงตามสัญญา คือต้องมีการทำวิจัยทำนายอนาคตในหลากหลาย scenario เอาตัวเลขมาดู โดยระบบที่กำหนดมีการคำนึงถึงทั้งประโยชน์ส่วนบุคคล และขีดความสามารถในการจ่ายของมหาวิทยาลัยด้วย มีคู่มือวิธีใช้สวัสดิการของบุคลากรแต่ละประเภทออกมาช่วยให้แต่ละคนรู้วิธีใช้สิทธิประโยชน์อย่าง “พอเพียง” บุคลากรแต่ละกลุ่ม จะได้รับสิทธิประโยชน์ต่างกัน แต่ยึดหลัก ใช้ระบบประกันสังคมให้มากที่สุด บุคลากร ๔ กลุ่มของมหาวิทยาลัยนเรศวร ได้แก่
(๑) พนักงานมหาวิทยาลัยสายวิชาการ
(๒) พนักงานมหาวิทยาลัยสายบริการ
(๓) พนักงานราชการ
(๔) พนักงานที่เปลี่ยนสภาพมาจากข้าราชการและลูกจ้าง
-
เรื่องการสรรหาผู้บริหาร
(ก) หลักการในกฎหมายแม่ (พ.ร.บ.)
ต้องแสดงเจตนารมณ์ว่าผู้บริหารต้องเป็นผู้ที่ไม่ใช่ข้าราชการ กล่าวคือ ผู้บริหารในปัจจุบัน (อธิการบดี รองอธิการบดี ผู้ช่วยอธิการบดี) ต้องแสดงความจำนงออกจากการเป็นข้าราชการภายใน ๖๐ วัน นับจากวันที่ พ.ร.บ.ประกาศใช้ จึงจะสามารถดำรงตำแหน่งต่อจนครบวาระ หากท่านใดไม่ออกจากการเป็นข้าราชการก็จะหมดวาระดำรงตำแหน่งโดยปริยาย
(ข) หลักการ (บางประการ) ในการออกกฎหมายลูก (ข้อบังคับ)
ข้อบังคับว่าด้วยการสรรหาคณบดี ควรระบุให้ผู้มีสิทธิได้รับการสรรหาเป็นใครก็ได้ที่มีคุณสมบัติตามต้องการ ไม่จำเป็นต้องเป็นพนักงานของมหาวิทยาลัยมาก่อน กล่าวคือ เปิดกว้างยืดหยุ่น เพื่อให้มหาวิทยาลัยสามารถดึงดูดคนเก่งเข้ามาทำงานในตำแหน่งสำคัญได้ โดยดึงดูดได้จากทั่วประเทศไทย และทั่วโลก
จึงเรียนมาเพื่อโปรดพิจารณา
<p> ดิฉันมีความรู้ในเรื่องกฎหมายแค่หางอึ่ง แต่ก็ได้พยายามศึกษาเรื่องการออกนอกระบบจากผู้รู้หลายๆแหล่งเพิ่มเติม เพราะ ณ เวลานี้ เรื่องสำคัญอย่างนี้ ความรู้เป็นสิ่งจำเป็นต่อการตัดสินใจ ยิ่งเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับความมั่นคงในอาชีพการงาน ก็ยิ่งต้องสนใจ ดังนั้น แม้จะสื่อสารกับบุคลากรในคณะฯแล้ว ดิฉันก็ยังหวังไว้เล็กๆ ว่า จะมีบุคลากรบางท่านใน มน. (ต่างคณะฯ) ได้อ่านด้วย จึงบันทึกผ่าน Blog อีกทางหนึ่ง</p><p> โดยเฉพาะบุคลากรที่เป็นพนักงานมหาวิทยาลัย ของมหาวิทยาลัยนเรศวร กลุ่มบุคคลผู้ซึ่งอาจกล่าวได้ว่า แทบไม่รู้ร้อนรู้หนาว เอาเสียเลย กับการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้</p><p> ดิฉันสงสัยอยู่เสมอว่าเพราะเหตุใดจึงเป็นเช่นนี้ แต่เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ดิฉันได้มีโอกาสฟังคำสัมภาษณ์ของพนักงานมหาวิทยาลัยที่เป็นทั้งอาจารย์และเจ้าหน้าที่ของมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง จึงได้ถึงบางอ้อว่า…ทำไม พนักงานมหาวิทยาลัยนเรศวร จึงไม่รู้ร้อนรู้หนาว กับการออกนอกระบบของมหาวิทยาลัย</p><p> ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะ พนักงานมหาวิทยาลัยของมหาวิทยาลัยนเรศวร มีสิทธิ สวัสดิการ และค่าตอบแทนต่างๆ ล้นเหลือ ไม่ต่างจากข้าราชการ (หรือมากกว่าด้วยซ้ำ) ในขณะที่ มหาวิทยาลัยแห่งอื่นๆ มีน้อยกว่า หรือไม่มีเลย โดยเฉพาะอย่างยิ่งสิ่งที่มีค่าเหนือกว่าเงินทอง นั่นก็คือความเป็นอิสระและความเสมอภาคทางความคิดเห็น โอกาสในการออกความคิดเห็นต่างๆ ตลอดจนสิทธิในการบริหารงานทุกระดับ</p><h3 align="center">แต่จะเป็นอย่างนี้ตลอดไปหรือเปล่าไม่รู้นะ</h3><h3 align="center">เพราะถึงอย่างไรก็เป็นคนนอกกฎหมาย</h3><p></p><p> ถ้าท่านต้องตกอยู่ในสภาพที่ไม่เท่าเทียมดังกล่าว และต้องทนอยู่ในระบบนั้นอย่างหวานอมขมกลืน เพราะไม่มีทางไป หรือไม่มีทางเลือกที่ดีกว่า ท่านคงโหยหา และเรียกร้องมากกว่านี้</p><p> </p><hr><hr><h2 align="center">โอกาสที่ท่านยังสามารถต่อรองได้....</h2><h2 align="center">โอกาสที่ท่านจะเลือกทางเดินของท่านได้เอง...</h2><h2 align="center">เหลือไม่มากนักแล้วนะคะ.....</h2><h2 align="center">การรอคอย....</h2><h2 align="center">ไม่ได้รับประกันว่า....</h2><h2 align="center">โอกาสนั้นจะหวลกลับมาหาอีก.....</h2><h2 align="center">ถ้าไม่รีบคว้าไว้.....</h2><p> </p><hr><hr><p> </p><p> </p>
สวัสดีครับ .. อาจารย์มาลินี
ขอบคุณครับ ... ยาวไปหน่อย :)
ขอบคุณ คุณ Wasawat Deemarn มากนะคะ ที่เข้ามาอ่าน และให้ความเห็น
ดิฉันได้รับความคิดเห็นจากบุคคลภายนอกที่ไม่มีส่วนได้ส่วนเสียมาโดยตลอด อย่างน้อยก็ช่วยให้ดิฉันรู้สึกคลายความโดดเดี่ยวไปได้บ้าง
ขออนุญาตตอบทักทายเพียงเล็กน้อยนะคะ
เพราะตอนนี้ดิฉันกำลังเศร้าสุดๆ
เอ้า อาจารย์ ... เศร้าทำไมกันครับ
แวะมาให้กำลังใจดีกว่าครับ
ยิ้ม ๆ
บุญรักษา ครับ :)
เสียใจด้วยนะครับฝันค้างกลางฤดูหนาว
ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ดูเหมือนว่า การออกนอกระบบของมหาวิทยาลัยแห่งนี้จะเป็นไปด้วยความราบรื่น และไม่มีปัญหาอะไรปรากฏสู่สายตาของบุคคลภายนอก แต่ความจริงก็คือ การออกนอกระบบของม.มหิดลไม่ได้สวยหรูอย่างที่หลายคนวาดฝันไว้ ยิ่งกับบรรดา “พนักงานมหาวิทยาลัย” ด้วยแล้ว ยิ่งต้องบอกว่า ถึงขั้นช้ำใจเลยทีเดียว
แหล่งข่าวระดับสูงในม.มหิดลให้ข้อมูลว่า ขณะนี้ภายในมหาวิทยาลัยมีปัญหาและข้อขัดแย้งเกิดขึ้นหลายประการ เนื่องจาก พ.ร.บ.ม.มหิดล พ.ศ.2550 ที่ผ่านความเห็นชอบจากสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ดำเนินการอย่างเร่งรีบ ไม่ได้มีการให้ข้อมูลกับประชาคมเกี่ยวกับการบริหารจัดการหลังการออกนอกระบบอย่างชัดเจนเเละรอบด้าน รวมทั้งไม่สอบถามความคิดเห็นจากประชาคมอย่างเพียงพอ ขณะที่การออกกฎหมายลูก ผู้บริหารดำเนินการเองโดยไม่ได้มีตัวแทนของพนักงานมหาวิทยาลัยเข้าไปมีส่วนร่วมในการร่างข้อบังคับ ทำให้ขณะนี้สภาพการบริหารงานภายในเต็มไปด้วยปัญหา สับสน เพราะขาดการเตรียมพร้อมที่ดีพอและไม่มีใครทราบว่า อนาคตจะเป็นอย่างไร
ทั้งนี้ ประเด็นสำคัญที่สุดก็คือ การเปลี่ยนแปลงของข้าราชการและพนักงานมหาวิทยาลัยเกี่ยวกับสิทธิและสวัสดิการในการรักษาพยาบาล กล่าวคือ ในพ.ร.บ.ม.มหิดล ไม่ได้กำหนดชัดเจนเกี่ยวกับสิทธิประโยชน์และสวัสดิการในการรักษาพยาบาล ของพนักงานมหาวิทยาลัย เพียงเเต่กำหนดในหลักการว่าผู้ที่เลือกเป็นข้าราชการต่อไปก็จะยังคงได้รับสิทธิและสวัสดิการในการรักษาพยาบาลเหมือนเดิม ส่วนผู้ที่เป็นพนักงานมหาวิทยาลัยจะได้รับสิทธิประโยชน์ต่างๆและสวัสดิการไม่น้อยกว่าเดิม แต่ขณะนี้ผู้บริหารกลับตัดสินแทนพนักงานมหาวิทยาลัยให้ไปใช้สิทธิประกันสังคมทั้งหมด โดยที่ไม่เคยมีการให้ข้อมูลเเละรับฟังความเห็นของพนักงานก่อน โดยส่งรายชื่อพนักงานมหาวิทยาลัยเงินอุดหนุนทั้งหมดให้ไปใช้สิทธิประกันสังคมตั้งเเต่วันที่ 17 ต.ค.50
“เดิมในส่วนของพนักงานมหาวิทยาลัยเงินอุดหนุนประจำจะถูกหักเงินเดือน 10% เพื่อจัดสวัสดิการรักษาพยาบาลให้เหมือนข้าราชการทุกอย่างคือ เบิกได้ทั้งตนเอง พ่อแม่และลูก แต่เมื่อดันให้ไปเข้าประกันสังคมก็หมายความว่า ต่อไปนี้จะเบิกได้เฉพาะตัวเองคนเดียวซึ่งมีข้อจำกัดมากมาย เมื่อมีการต่อต้าน ผู้บริหารก็เสนอเพิ่มเติมเข้ามาว่า นอกจากสิทธิประกันสังคมแล้ว พนักงานจะสามารถเบิกเงินจากกองทุนสวัสดิการได้ 2 หมื่นบาทต่อปี แต่ถ้าเกินจากนั้นก็จะต้องร่วมกันจ่ายคนละครึ่งแต่ไม่เกิน 5 หมื่นบาทต่อปี แต่เมื่อนำไปเปิดเผยกับประชาคมทั้งที่ ศาลายา รามาฯและศิริราชก็ถูกโจมตีอย่างหนัก”
แหล่งข่าวกล่าวเพิ่มเติมว่า จากการรับฟังความเห็นที่ผ่านมา ประชาคมต้องการให้มีการบริหารจัดการเรื่องการรักษาพยาบาลเองภายในมหาวิทยาลัยเพื่อความคล่องตัวในการทำงานและน่าจะดูแลพนักงานได้ดีกว่าประกันสังคม เนื่องจากมหาวิทยาลัยมีโรงพยาบาลในสังกัดถึง 4 แห่งคือศิริราช รามาธิบดี โรงพยาบาลคณะเวชศาสตร์เขตร้อน และศูนย์การแพทย์กาญจนาภิเษกที่ศาลายา เเต่ก็ไม่เคยได้รับการชี้เเจงจากผู้บริหาร ซึ่งถ้าม.มหิดลบริหารจัดการเรื่องการรักษาพยาบาลเองได้ มหาวิทยาลัยอื่นก็สามารถใช้เป็นเเนวทางได้
สำหรับพนักงานมหาวิทยาลัยของม.มหิดลนั้น แบ่งออกเป็นหลายประเภทเเละมีจำนวนเกินกว่า 10,000 คน
“เราเป็นมหาวิทยาลัยทางการแพทย์ ไม่มีเหตุผลที่จะทำเรื่องนี้ไม่ได้ ทำไมไม่ไปดูแบบอย่างจาก ม.เทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรีที่เขาออกนอกระบบไปก่อนเราเเละเขาจัดสวัสดิการให้พนักงานมหาวิทยาลัย เหมือนข้าราชการทุกอย่างได้โดยไม่เข้าประกันสังคม พวกเราดูแล้วเหมือนกับว่า ทำอย่างไรก็ได้ให้ออกนอกระบบไว้ก่อน ส่วนจะมีปัญหาอะไรค่อยไปว่ากันทีหลัง”
“เท่าที่ทราบตอนนี้พนักงานที่รามาฯ ได้ล่ารายชื่อยื่นให้กับมหาวิทยาลัยไปแล้วว่า ต้องได้สิทธิไม่น้อยกว่าเดิม ซึ่งไม่ทราบว่าทางผู้บริหารได้นำมาพิจารณาหรือเปล่า และล่าสุดทราบว่านำเข้าสภามหาวิทยาลัยไปประมาณ 2 อาทิตย์แล้ว พวกเราก็ยังไม่ทราบเหมือนกันว่าจะออกมาอย่างไรเพราะตอนที่แก้ไม่ได้นำมาเปิดเผยให้ประชาคมดูก่อน”
แหล่งข่าวกล่าวด้วยว่า เรื่องอัตราเงินเดือนที่จะเพิ่มขึ้นก็ไม่เป็นไปอย่างที่เคยนำเสนอมาก่อนหน้านี้ กล่าวคือก่อนที่จะออกนอกระบบนั้น ผู้บริหารแจ้งให้ทราบว่า ผู้ที่เป็นอาจารย์จะได้รับเงินเดือนเพิ่มขึ้นจากเดิม 1.7 เท่า ขณะที่พนักงานกลุ่มอื่นๆ จะได้รับเงินเดือนเพิ่มขึ้นจากเดิม 1.5 เท่า แต่เมื่อกฎหมายผ่านสนช.มาแล้ว ผู้บริหารกลับมาบอกว่าอัตราเงินเดือนใหม่คือ อาจารย์ลดลงเหลือไม่เกิน 1.5 เท่าและพนักงานอื่นๆ ลดเหลือไม่เกิน 1.3 เท่า เเต่ขณะนี้ก็ยังไม่เเน่นอนอยู่ดี อาจจะลดลงไปอีกก็ได้
“ตอนแรกผู้บริหารอ้างว่าที่ต้องลดการเพิ่มเงินเดือนเพราะได้รับงบประมาณมาน้อย แต่พอซักไปซักมาก็บอกใหม่ว่า มหาวิทยาลัยยังไม่รู้ว่ากระทรวงการคลังจะให้งบประมาณมาเมื่อไหร่ จำนวนกี่มากน้อย ซึ่งเป็นเรื่องที่ตลกมาก เพราะความจริงกฎหมายเข้าสู่การพิจารณาของ สนช.ตั้งแต่ต้นปี เเละผ่านวาระ 2 เเละ 3 ตั้งเเต่กลางเดือนส.ค. เเละมีผลบังคับใช้ เมื่อกลางเดือนต.ค.ไม่ใช่เพิ่งเสร็จ ทำไมถึงไม่มีการสอบถามหรือตรวจสอบกับสำนักงบประมาณ จากรัฐบาลเกี่ยวกับเรื่องนี้ล่วงหน้า”
“ความจริงพวกเราไม่เคยคัดค้านการออกนอกระบบเพราะเชื่อว่าน่าจะมีผลดีมากกว่าผลเสีย เเต่ผู้บริหารที่เราไว้วางใจมาตลอดว่าจะดูเเลพนักงานเเละมหาวิทยาลัยเป็นอย่างดีกลับไม่น่าไว้วางใจอีกต่อไป เราไม่อยากใช้ความรุนแรงด้วยการเดินขบวนประท้วงหรือหยุดงาน เพราะไม่เป็นผลดีกับทุกฝ่าย เราอยากมีส่วนร่วมในการรับรู้เเละให้ข้อมูลต่างๆด้วยการพูดคุยกันอย่างมีเหตุผล แต่ถ้ายังไม่รับฟังความเห็นของประชาคมเช่นนี้ต่อไป ก็คงต้องใช้เหมือนกัน”แหล่งข่าวรายเดิมกล่าว
ดังนั้น จึงอยากจะขอเตือนให้มหาวิทยาลัยอื่นๆ ที่ยังไม่ได้ออกนอกระบบให้ทำอย่างรอบคอบ คำนึงถึงการมีส่วนร่วมของประชาคมอย่างจริงใจและถ้าเป็นไปได้ให้ชะลอการออกกฎหมายเอาไว้ก่อนจนกว่าจะมีรัฐบาลชุดใหม่ และมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภามาช่วยกลั่นกรองอีกชั้นหนึ่งก่อน