เมื่อภาพที่เรามองเห็น จากใบหน้า ความรู้สึกของผู้คน เกิดคำถามขึ้นมา จากระยะของความงดงาม กับระยะความเป็นส่วนตัว เรื่องราวของชีวิต ผู้คน ความงดงาม การมองดู พื้นที่ส่วนตัว พื้นที่สาธารณะ จึงกลายเป็นเรื่องราวเดียวกัน ในท่ามกลางการมองดูหรือการจับจ้อง

จับจ้องกับมองดู

อ้างอิง - ภาพ http://www.lomography.com/folkways

ทุกครั้งในยามมองผู้คน

ผมพยายามจะไม่จับจ้องมองดู

จะเรียกว่าแอบมองหรือชำเลืองมองก็ใช่

สำหรับการเฝ้ามองกิริยาอาการ ท่าทีท่าทางของผู้คนเหล่านั้น บางครั้งแอบมองรอยยิ้มที่ปรากฎยามเขาเหล่านั้นนั่งคุยกับเพื่อนฝูง บางครั้งก็มองยามนั่งฟังคนอื่นพูด ยามคุยโทรศัพท์ หรือมองทิวทัศน์รอบข้าง ไม่จำกัดเฉพาะผู้หญิงหรือผู้ชาย สำหรับกฏเกณฑ์ส่วนตัวในการมองผู้คน

ยิ่งผู้ชายยิ่งแล้วใหญ่

บางครั้งอาการจับจ้องเขาเหล่านั้น

อาจหมายถึงการล่วงล้ำก้ำเกินอาณาเขตในชีวิตเขา

เหมือนเช่นคำเตือนของสารคดีสัตว์ป่า เวลาที่เราก้าวล่วงในพื้นที่ของสัตว์อื่น อาณาเขตของเขา เส้นทางของเขา และชีวิตของเขา บ่อยครั้งผมพยายามจะหลบตามนุษย์เพศชาย เมื่อไปนั่งดื่มยามข้ามคืน นึกว่าตัวเองเหมือนนักวิจัยลิงกอริลล่า ยามถูกลิงยักษ์กระโจนเข้าใส่ ต้องก้มหน้าอย่าสบตา อย่าทำให้ลิงยักษ์ตัวนั้นคิดว่าเราพร้อมจะต่อสู้

ถ้าเราถูกเหยียบเท้าก็เพียงยิ้มหวาน

แล้วพูดอย่างรวดเร็วว่าขอโทษครับทันที

นึกเสมือนหนึ่งว่า กำลังเผชิญอยู่กับลิงตัวโต

หรือบางทีหากเป็นไปได้ ในกรณีที่สามารถยิ้มให้ เมื่อไม่สามารถหลบตาชายเหล่านั้นผมก็จะยิ้มให้ แต่ยังคงต้องพิจารณาเพิ่มเติมไปอีกว่า หากยิ้มให้แล้วจะไม่ได้รับความรุนแรงยามค่ำคืน หรือถูกตีความว่ามีรสนิยมในบุรุษเพศ

เรื่องราวของการมองดู

จึงเป็นหนึ่งในความระมัดระวังชีวิต

ยามเห็นผู้คน และเห็นความงาม

ส่วนในการจับจ้องมองดูผู้หญิง ผมยิ่งคิดว่า เป็นการดีที่เราจะมองโดยเธอเหล่านั้นไม่รู้ตัว ไม่พยายามทำให้เธอเหล่านั้นรู้สึกถูกคุกคามด้วยสายตา ผู้หญิงหลายคนล้วนน่ามอง ทั้งใบหน้า การแต่งกาย กิริยาอาการ หรือกระทั่งแววตายามเธอมองสิ่งอื่น เป็นความงดงามอย่างหนึ่ง หากเราจะไม่ก้าวล่วงชีวิตเข้าไป

ทุกครั้งที่เห็นผู้หญิงสวย

ผมจะพยายามมองว่า ทำไมจึงรู้สึกว่าเธอสวย

เธอสวยที่แววตา สวยที่เรียวขา ใบหน้า หรือท่อนแขน

หรือเพียงเครื่องแต่งกาย  อากัปกิริยาแทบทุกอย่างล้วนมีคำตอบในความรู้สึกพึงใจของเรา ด้วยการมองอย่างสุภาพ ไม่พยายามให้เธอรับรู้ว่าถูกจับจ้องมองดู สิ่งที่ทำได้อย่างดีที่สุด สุภาพที่สุด คือการเฝ้าแอบมอง

 

เช่นเดียวกันในหลายครั้งของการเดินทาง

ความสุขอย่างหนึ่งคือการได้มอง

มองเห็นผู้คน ทิวทัศน์ และชีวิตอันแวดล้อม

มองโดยไม่จับจ้อง มองด้วยมิตรภาพและรอยยิ้ม หากเราจะไม่ทำให้เขาเหล่านั้นรู้สึกอึดอัดใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งก่อนจะยกกล้องขึ้นบันทึกภาพประทับใจ ผมยิ่งจะต้องมอง และเฝ้ามองว่า เราไม่ได้ก้าวล่วงเข้าไป เพื่อทำให้ชีวิตของผู้คนเหล่านั้น เกิดความรู้สึกว่าถูกคุกคาม

ผมไม่อยากเห็นความงามในความคิดของตัว

เข้าไปคุกคามชีวิตอันสงบของเขา

การแอบถ่ายเพื่อเห็นความงาม

จึงกลายเป็นหนึ่งในการแอบมองชีวิต จากรอยทางแต่ละครั้งของชีวิต เมื่อเราทอดสายตามอง เมื่อแอบยกกล้องเก็บภาพอันงดงาม โดยไม่ได้ทำร้ายทำลายความรู้สึกอันงดงามของผู้คนเหล่านั้น ไม่ได้ฉกฉวยความสุขแต่เพียงลำพัง จากการได้มองเห็นความงามของชีวิต

เรื่องราวหนึ่งในความประทับใจ

อาจคลับคล้ายคลับครา

เหมือนได้อ่านความรู้สึกรับรู้ร่วมกัน

เมื่อผมเปิดอ่านหนังสือ รวมผลงานเขียนของ ม.ล. ปริญญากร วรวรรณ และ วรพจน์ พันธุ์พงศ์ ในงานหนังสือรวมเล่มเรื่อง โลกของเราขาวไม่เท่ากัน ในงานชิ้นนี้ พี่เชน นำงานเขียนในนิตยสารสารคดี ซึ่งเขียนถึงบทหนึ่งในการเดินทางไปอินเดีย ในเรื่องบันไดกับประตู

โดยกล่าวความงดงาม จากการจับจ้องมองดูผู้คน

ด้วยดวงตาช่างภาพสัตว์ป่า

ซึ่งเขียนบอกเล่าว่า

ผู้คนที่ผมบันทึกภาพส่วนใหญ่ไม่รู้ตัว ผมพบตัวเองนั่งนิ่งๆอยู่มุมใดมุมหนึ่ง เฝ้ารอให้มีภาพอันน่าสนใจผ่านมา หรือไม่ก็รออยู่ในมุมที่แสงสวยงามรอให้มีอะไรมาอยู่ในมุมที่กำหนดไว้

ในความเป็นชีวิต

ผมได้เรียนรู้ว่าทั้งคนและสัตว์ป่า

มีสิ่งที่เหมือนกันขณะถูกบันทึกภาพ

สัตว์ป่าหากรู้ตัวจะตื่นหนี ส่วนคน ความเป็นจริงในบุคลิกจะหายไป ความแข็งแกร่งเข้ามาแทนที่ กฎของการบันทึกภาพสัตว์ป่าอีกประการหนึ่งคือ ไม่สมควรเข้าใกล้เกินระยะที่พวกเขากำหนด การบันทึกภาพคน ไม่ควรก้าวล้ำเกินระยะอนุญาตเช่นกัน

สำหรับคำตอบเดียวกัน

ยามผมมองเห็น ความงดงามของผู้คน

ผมไม่อยากก้าวล้ำระยะอันงดงาม