ผมขอขอบคุณผู้ชมที่ให้ความเมตตา ขอบคุณผู้ที่เห็นคุณค่ามาหานักเพลงอย่างพวกเราถึงที่ โดยไม่มีหยามหมิ่น มีแต่ความเป็นมิตรที่ดีและให้ความกรุณาอย่างสุดซึ้ง

 

เพลงอีแซว

สายเลือดสุพรรณฯ

บนถนนสายวัฒนธรรม

ตอนที่ 7คนประณามหยามหมิ่น

ชำเลือง  มณีวงษ์ 

         เป็นเรื่องที่ยากมาก การที่จะทำให้คนอื่นหันมาเข้าใจเราก็เพราะว่าในหัวใจใคร ใครก็ไม่อาจที่จะหยั่งรู้ได้ (รู้หน้า ไม่รู้ใจ) คำพูดนี้ดูจะเป็นความจริงเอาเสียแล้วเพราะการพบกันจะมองที่หน้าตาก่อนเลยว่าเป็นอย่างไร ส่วนหัวใจอยู่ข้างในไม่มีใครเห็นได้บางคนคบกันมาตั้งนานกว่าที่อีกคนหนึ่งจะงัดเอาธาตุแท้ออกมาให้เห็นว่า เขาคือคนชั้นล่าง (ต่ำ) เท่านั้น บางคนคบกันไปเป็นเวลานานก็ยังคงเส้นคงวา (เสมอต้นเสมอปลาย) 

          ประณาม  เป็นลักษณะของคนที่ ชอบใส่ร้าย กล่าวร้ายให้ผู้อื่นเสียหาย  มีความคิดจิตใจคับแคบและ ถือตนเป็นอัตตา ไม่ยอมรับในความคิดเห็นของคนอื่น รับไม่ได้ที่มีคนทำดีกว่าตน ด่ากระทบ ขับไล่อย่างไร้เหตุผล อาจจะเกิดขึ้นเมื่อคนเราขาดสติ หรืออาจต้องการที่จะแสดงความสำคัญของตนเพื่อข่มคนอื่นให้ดูลดต่ำลง หวังที่จะยกระดับฐานะของตนเองขึ้นไป 

          หยามหมิ่น เป็นการดูถูกดูแคลนผู้อื่น สร้างความขัดแย้ง แสดงอาการดูถูกกันจ้องที่จะเอาชนะกันบางทีไร้เหตุผลเสียด้วยซ้ำ เช่นเดียวกันกับการเหลิงไปกับคำเยินยอของพวกเอาอกเอาใจ คำเยินยอ หากใช้ด้วยความจริงใจก็เป็นสิ่งที่ดี เช่นเดียวกันกับคำตำหนิ หากใช้ด้วยความคิดสร้างสรรค์ก็เป็นสิ่งที่ดีมีคุณค่ามากมายมหาศาล แต่ถ้านำเอาไปใช้ผิดที่ผิดเวลา ผิดโอกาส สักวันหนึ่งคำที่ตนเองพ่นออกไปโดยหวังเพียงที่จะข่มผู้อื่นมันก็อาจจะย้อนกลับมาสนองตัวเขาเสียเอง 

                

          บนถนนสายวัฒนธรรมเส้นนี้ มีผู้คนเดินกันมากมาย เดินตามกันก็มี เดินสวนทางกันก็มี เดินแซงกันไปเพราะเดินเร็วกว่าก็มี เดินไม่ไหวต้องหยุดเดินทางไปก็มีมาก หากเป็นถนนคนเดิน คนที่ขึ้น-ลงอยู่บนถนนสายนี้ จะต้องเป็นผู้ที่ดำเนินรอยตามวิถีชีวิตของหมู่คณะ  ผมหมายถึงรักพวกพ้อง มีความสนิทสนมกลมเกลียว เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน มิใช่มีชีวิตเพื่อการแตกแยกสร้างความโดดเด่นให้กับตนเองโดยการข่มผู้อื่นให้ดูเศร้าหมอง หรือเปรอะเปื้อนโดยที่ผู้นั้นไม่เคยสร้างปัญหาให้ต้องไปกระทบใครเลยด้วยซ้ำ  ผมขอนำเอาพฤติกรรมของเพื่อน ๆ ที่คบกันมานาน ๆ และเป็นคนที่อยู่ในวงการเดียวกัน หยิบขึ้นมาเล่าในบทความนี้ เพื่อเรียนรู้เอาไว้เตือนใจตนเองและระวังคำพูดของคนรอบข้าง เพื่อที่จะได้ไม่ให้ไปกระทบผู้อื่นโดยไม่จำเป็น  

         คำที่พูดประณามคนอื่น มักจะออกมาเป็นประโยคสั้น ๆ ได้แก่  

                -   ไปดูมาแล้ว ไม่เห็นจะมีอะไรเลย มีแต่น้ำ หาเนื้อหาสาระไม่ได้ ไม่เป็นชิ้นเป็นอัน

         -   หมดรุ่นนี้ก็หมดแล้ว  ไม่มีนักร้องเสียงดี ๆ จึงไม่กล้าที่จะนำเด็กไปประกวดอีกแล้ว

         -  เวลาแข่งขันแพ้เขาได้ข่าวว่า ร้องไห้กันทั้งวงเลยไม่เป็นอันจะเดินทางกลับเจ็บไปเลย

         -   มีอยู่คนหนึ่ง มันหยิ่งเวลาเจอหน้าไม่ทักไม่ทาย ไม่ยกมือไหว้ ต้องรอให้มีคนอื่นบอก

         -  ร้องก็ไม่เห็นจะดี มีแต่ลูกเอื้อน ไม่ร้องให้ชัดเจนฟังไม่รู้เรื่องว่า ว่าร้องอะไรออกไป

         -   ลูกศิษย์อาจารย์ ทำเป็นเรียบร้อย นักเล่นเพลงจริงมันต้อง (11รด ไม่งั้นเล่นไม่ได้) 

                คำพูดทั้งหมด แสดงถึงการไม่ยอมรับของบุคคลคนหนึ่งหรือหลายคนที่มีต่อบุคคลอีกคนหนึ่งหรือกลุ่มหนึ่ง แต่ท่านผู้อ่านเชื่อไหมครับว่า คนทั้งสองกลุ่ม ความจริงต่างคนต่างก็ทำหน้าที่ของตนไป ไม่ต้องมาข้องแวะกันเลยก็ได้ แล้วทำไมจึงต้องมาประณาม (กล่าวให้ร้าย) กันด้วย ผมไม่ต้องพูดอธิบายให้เด็ก ๆ ในวงเพลงฟังเลย ผมถามเด็ก ๆ กลับไปว่า แล้วทำไมเขาไม่ไปกล่าวร้ายวงอื่นละลูก เด็ก ๆ ตอบว่า ถ้าเขาไปใส่ร้ายวงอื่น เขาก็ไม่มีโอกาสดังนะซีค่ะ อาจารย์  

          คำที่พูดหยามหมิ่นคนอื่น ที่มักจะออกมาเป็นประโยคสั้น ๆ ได้แก่ 

           -   อุปกรณ์เยอะแยะ ขนเอาไปจมเลย  ทำเป็นว่าทีมงานใหญ่ จะอวดเขาซี

          -    ตะโพนมีก็ไม่ใช้ ทำเป็นเอากลองไฟฟ้าไปตี ไม่เห็นที่จะเข้าท่า ไม่ได้เรื่องเลย

          -    พี่แกนะเก่ง แต่น่าที่จะสอนให้เด็กรู้จักแพ้ รู้จักชนะ ยอมรับในความเป็นจริงบ้าง

          -    ร้องเสียงสูงมาก ฟังไม่ได้ โชว์แต่เสียงร้อง เล่นก็งั้น ๆ อาศัยว่าแต่งตัวเก่ง

          -   วันก่อนไปดูเล่นมา คนดูน้อย ก็ไม่มีเหมือนกัน ใครจะมานะไปยืนขาแข็งดูอยู่ โถ่

          -    ลูกศิษย์อาจารย์ชำเลืองไม่ใช่มืออาชีพวงเราจึงจะใช่ มันต้องมืออาชีพมาตั้งแต่เกิด 

                 คำพูดทั้งหมด แสดงถึงการดูถูกดูแคลน มันตรงกันข้ามกับความเป็นจริง จ้องที่จะเอาชนะกันแบบไร้เหตุผล เป็นการไม่ยอมรับของบุคคลคนหนึ่งหรือหลายคนที่มีต่อบุคคลอีกคนหนึ่งหรือกลุ่มหนึ่ง แต่ท่านผู้อ่านเชื่อไหมครับว่า คนทั้งสองกลุ่ม ความจริงต่างคนต่างก็ทำหน้าที่ของตนไป ไม่ต้องมาข้องแวะกันเลยก็ได้ แล้วทำไมจึงต้องมาหยามหมิ่น (ดูถูก) กันด้วย ผมไม่ต้องพูดอธิบายให้เด็ก ๆ ในวงเพลงฟังเลย ผมถามเด็ก ๆ กลับไปว่า แล้วทำไมเขาไม่ไปดูถูกวงอื่นละลูก เด็ก ๆ ตอบว่า ถ้าเขาไปดูถูกวงอื่น เขาก็ไม่มีโอกาสดังนะซีครับ อาจารย์ 

                

                 ความจริงคำ 2 คำนี้ มักจะนำเอามาใช้เป็นคำเปรียบเปรย โดยใช้กล่าวควบกันไปเลยว่า เป็นคนที่ชอบ ประณามหยามหมิ่น ผู้อื่น ความเป็นจริงมันก็เป็นคำไทย ๆ ที่รับฟังได้และยิ่งเป็นคำพูด ที่ตรงกันข้ามกับความเป็นจริงด้วยแล้ว ผมไม่ถือหรอกครับ ทนฟังได้ จึงบอกกับเด็ก ๆ ว่า หนูมีหน้าที่คิดสร้างสรรค์ผลงานกันต่อไป ส่วนครูจะขอเป็นผู้รับหน้าเสื่อเองลูก ผมขอตอบคำประณามที่มีผู้กล่าวให้ร้ายเอาไว้ตามที่ผมยกขึ้นมาซึ่งเป็นความจริงทุกประโยคดังนี้ 

       1. ไปดูมาแล้ว ไม่เห็นจะมีอะไรเลย มีแต่น้ำ หาเนื้อหาสาระก็ไม่ได้ ไม่เป็นชิ้นเป็นอัน

    - ความเป็นจริงเราเล่นด้วยเนื้อหาสาระหนัก ๆ ล้วน ๆ เลยครับ ทุกบทมีแทรกคติสอนใจด้วย  จึงทำให้มีผู้ติดตามชม ติดต่อไปแสดงในหลาย ๆ สถานที่ ศรัทธาจากประชาชนมาเอง

    2. หมดรุ่นนี้ก็หมดแล้ว  ไม่มีนักร้องเสียงดี ๆ จึงไม่กล้าที่จะนำเด็กไปประกวดอีกแล้ว

    - หมดคนจริง ๆ ครับแต่เดี๋ยวก็มีตัวแทนเพราะผมทำวงมา 16-17 ปีแล้ว ยังคงอยู่อย่างถาวร

    3. เวลาแข่งขันแพ้เขา ได้ข่าวว่า ร้องไห้กันทั้งวงเลย ไม่เป็นอันจะเดินทางกลับ เจ็บไปเลย

    - ไม่ได้เกี่ยวกับการแพ้ชนะ แต่มันเกิดจากคนหน้าอย่างใจอย่าง เด็กเข้าไปถามหาความจริง    กลับด่าฝากมาให้ครู ด้วยคำพูดที่เด็ก ๆ ก็รู้ว่ามันเสียสติ ไม่สมควรที่จะคบมากกว่า

    4. มีอยู่คนหนึ่ง มันหยิ่งเวลาเจอหน้าไม่ทักไม่ทาย ไม่ยกมือไหว้ ต้องรอให้มีคนอื่นบอก

    - ถ้าเขาเป็นคนที่น่าเคารพน่านับถือ เด็กมันคงทักทายเข้าไปไหว้เอง ข้อนี้แก้ไขที่ตัวเขาได้

    5. ร้องก็ไม่เห็นจะดี มีแต่ลูกเอื้อน ร้องก็ไม่ชัดเจนฟังไม่รู้เรื่องว่า ว่าร้องอะไรออกไป

    - ข้อนี้ ผู้ที่พูดมา ประเมินตนเองผิดพลาดมาก เพราะว่าตัวเขาเองนั้น ไม่มีงานเพลงเล่นเลย

    6. ลูกศิษย์อาจารย์ ทำเป็นเรียบร้อย นักเล่นเพลงจริงมันต้อง (11รด ไม่งั้นเล่นไม่ได้)

    - ผมสอนให้เด็ก ๆ เขาทำตัวตามบทบาท ชีวิตจริงคือความจริง เมื่ออยู่หน้าเวทีต้องทำให้  เต็มที่ เมื่อเลิกแสดงแล้วเราคือคนปกติ ที่มีสติ สัมปชัญญะมั่นคง ไม่หลงตนเองจนน่าละอาย

    7. อุปกรณ์เยอะแยะ ขนเอาไปจมเลย  ทำเป็นว่าทีมงานใหญ่ จะอวดเขาซี

    - ความเป็นจริงเราต้องพัฒนาวงเพลงไปสู่ความเป็นมืออาชีพ เมื่อมีคนจ้างวานต้องทำให้คุ้มค่า

    8. ตะโพนมีก็ไม่ใช้ ทำเป็นเอากลองไฟฟ้าไปตี ไม่เห็นที่จะเข้าท่า ไม่ได้เรื่อง

    - ความเป็นจริง เราทำตามใจเจ้าภาพ และเราเล่นเพลงหลายชนิด ใช้เครื่องมือที่เป็นกลาง    ลงทุนน้อย ใช้ตีให้จังหวะได้ทุกชนิด ลิเกก็ได้ ลำตัด ฉ่อย พวงมาลัย แหล่ เสภา ได้หมด

    9.  พี่แกนะเก่ง แต่น่าที่จะสอนให้เด็กรู้จักแพ้ รู้จักชนะ ยอมรับในความเป็นจริงบ้าง

   - ขอบคุณที่ชม เรื่องการแข่งขันผมสอนใจเด็กอยู่เสมอให้เขาเตรียมการยอมรับภาพลวงให้ได้   แต่คนพูดอาจที่จะหวังผลอะไรสักอย่างเพื่อยกระดับตนเองขึ้นไป (ยกขึ้นหรือตกต่ำลงมากว่าเดิม)

    10. ร้องเสียงสูงมาก ฟังไม่ได้ โชว์แต่เสียงร้อง เล่นก็งั้น ๆ อาศัยว่าแต่งตัวเก่ง

    - ร้องสุดคำมันจึงต้องร้องสุดเสียงจึงจะได้แก้วเสียงที่แจ่มใสชัดเจน เรื่องแต่งตัวต้องสวยที่สุด

   11.วันก่อนไปดูเล่นมา คนดูน้อย ก็ไม่มีเหมือนกัน ใครจะมานะไปยืนขาแข็งดูอยู่ได้ โถ่

    - เรื่องของคนดูเพลงวงเรามีทั้งมากและน้อย บางงานก็เกือบไม่มีเลยตอนใกล้จะเลิก แต่บางงาน  (หลาย ๆ งาน) คนดูให้กำลังใจมาก ที่ฮอล 7 เมืองทองธานี ไม่มีที่จะให้ยืนชม  สังเกตได้  จากภาพที่บันทึกมาลงในบทความ มีข้อมูลที่แท้จริงยืนยันได้

   12. ลูกศิษย์อาจารย์ชำเลือง ไม่ใช่มืออาชีพ วงเราจึงจะใช่ มันต้องมืออาชีพมาตั้งแต่เกิด

   - จะเป็นมืออาชีพได้ปากหอยปากปูคงไม่ควรที่จะยกตนเองต้องรอจนกว่า ความจริงจะปรากฏ 

                 จะด้วยสิ่งใดก็แล้วแต่ คำพูดทุกประโยคที่ผมได้รับฟังมา ถึงแม้ว่าจะเป็นคำเย้ยหยันส่อเสียด หยามหมิ่นน้ำใจกันไปบ้างก็ตาม แต่นั้นก็คือ กระจกส่องให้เห็นตัวเราว่า มีจุดบกพร่องอะไรบ้างที่เราจะต้องปรับแก้ไข ผมถือว่าทุกข้อเสนอแนะเป็นสิ่งที่ดี ไม่ว่าจะออกมาจากใจจริงหรือหยอกเย้า ยังพอรับได้ ทั้งที่สุขภาพไม่ค่อยดีนัก  

           ส่วนทุกท่านที่ติดตามชมการแสดงของเด็ก ๆ ผมขอขอบคุณผู้ชมที่ให้ความเมตตา ขอบคุณผู้ที่เห็นคุณค่ามาหานักเพลงอย่างพวกเราถึงที่  โดยไม่มีหยามหมิ่น มีแต่ความเป็นมิตรที่ดีและให้ความกรุณาอย่างสุดซึ้ง 

ชำเลือง มณีวงษ์. เพลงอีแซว สายเลือดสุพรรณฯ บนถนนสายวัฒนธรรม  คนประณามหยามหมิ่น