เมื่อเจ้าหน้าที่ที่เป็น Best Practice มารวมกัน ประมาณ 30 คน เพื่อเล่าประสบการณ์การทำงานส่งเสริมการเกษตรที่เกิดขึ้นจริงอยู่ในขณะนี้ของพื้นที่ของตนเอง แต่ละคนมีรูปแบบและวิธีการและเทคนิคการเล่าที่แตกต่างกัน ส่วนใหญ่เป็นการบอกกล่าวข้อเท็จจริงของความเป็นอยู่และการปฏิบัติที่ตนเองได้กระทำกับเกษตรกรและกับงานส่งเสริมการเกษตร
เนื้อหาสาระและข้อเท็จจริงที่ออกมาจากปากและคำพูดของแต่ละคนทำให้เห็นความมุ่งมั่นและความตั้งใจของคนที่เรียกตนเองว่า "นักส่งเสริมการเกษตร" หรือ "เกษตรตำบล" ที่เป็นขวัญใจของชาวบ้าน และเป็นคนที่นั่งอยู่ในใจของเกษตรกร
ถ้าเปรียบคนที่ทำงานอยู่ในพื้นที่กับคนส่วนกลางนั้นแล้ว ย่อมจะเห็นความแตกต่างได้ชัดเจน เช่น คนส่วนกลางทำหน้าที่ประสานและกระจายงานของตนเองออกสู่พื้นที่เพื่อให้พื้นที่ปฏิบัติให้เกิดผล การสนับสนุนก็แล้วแต่ทรัพยากรที่มีอยู่ ส่วนคนที่อยู่พื้นที่เปรียบเสมือนทหารที่ต้องป้องกันองค์กร คอยจับปืนสู้รบกับกองกำลังต่าง ๆ เพื่อให้ส่วนกลางอยู่รอดได้ และทรัพยากรที่แต่ละคนนำมาใช้นั้นก็ต้องอาศัยการประสานงานจากกองหนุนต่าง ๆ โดยเฉพาะพันธมิตรที่มีงบประมาณเป็นของตนเองและเครือข่ายที่สามารถพึ่งพาความรู้มาร่วมทำงานด้วยกันได้ จึงทำให้คนแนวหน้ามีความเก่งกล้าและทักษะการเอาตัวรอดให้ได้จากคนที่อยู่รอบทิศ
วันหนึ่งเกษตรตำบล หรือ นักส่งเสริมการเกษตร ที่อยู่ในพื้นที่ได้รับความสนใจและมีคนมองเห็นความสำคัญถึงประสบการณ์ที่มีคุณค่าที่แต่ละคนได้สั่งสมมา เลยมีการเชิญมาเวทีกลางเพื่อให้ได้เล่าเนื้อหาสาระและข้อมูลที่เกิดขึ้นจริงกับการทำงานส่งเสริมการเกษตรที่เป็นอยู่ในพื้นที่ขณะนี้ ความผกผันของความคิดกับการปฏิบัติที่ได้รับฟัง ก็ยิ่งทำให้เห็นถึง "ความจงรักภักดี" ที่นักส่งเสริมการเกษตรมีให้กับเกษตรกร ฉะนั้น สิ่งที่เขาเหล่านั้นกำลังทำอยู่ก็เพื่อปกป้องอาชีพการเกษตรให้กับเกษตรกร.....หาใช่สิ่งอื่นใดไม่ ซึ่งตรงกับท่าน อาจารย์ระพี สาคริก ที่ท่านได้สอนลูกศิษย์เกษตร อยู่เสมอว่า "เรามีหน้าที่...ดูแลเกษตรกร"
ดังนั้น นักส่งเสริมการเกษตรที่ได้มาเล่าประสบกาณ์จริงในการทำงานในพื้นที่ให้ฟังนั้น เป็นผลจากการใช้ KM เป็นเครื่องมือในการทำงาน เพื่อปรับปรุงและพัฒนางานส่งเสริมการเกษตรขององค์กร เสมือนกับ From Fram to Table.
(หนังหน้าไฟ(สำ) น. ผู้ต้องรับหน้า เมื่อคราเกิดความเดือดร้อน)