การให้ความหมายกับสิ่งที่ประสบ

สุพัฒน์  สมจิตรสกุล

๘  กุมภาพันธ์ ๒๕๔๙

            การเรียนรู้ชีวิต สามารถเรียนรู้ได้ทุกหนแห่ง สิ่งที่เราประสบพบเห็นจนชินตา แต่หากเรานิ่งและครุ่นคิดกับสิ่งนั้นๆ จะสามารถนำมาเรียนรู้เพื่อให้เกิดปัญญาได้

            เช้าวันนี้เหมือนกับทุกวัน ที่เราเองต้องเดินตรวจเยี่ยมเพื่อไปพบและรับฟังน้องๆที่ได้ทำงานตลอดคืนที่ผ่านมา เพื่อเราจะได้เก็บมาเป็นข้อมูลในการตัดสินใจปรับเปลี่ยนกระบวนการทำงาน หรือใช้สำหรับให้เราได้ชื่นชมน้องๆที่ได้ทำงาน ตลอดวันที่ผ่านมา วันนี้เราได้เดินเข้าไปห้องที่แผนกหลังคลอด โรงพยาบาลของเราได้แยกผู้ป่วยออกเป็นผู้ป่วยรอคลอด และ หลังคลอด กรณีที่ผู้ป่วยที่มีกรณีเกี่ยวกับสูติกรรมก็ต้องให้พักในบริเวณเดียวกัน เมื่อเราเดินเข้ามา โดยปกติเราจะให้ความสนใจกับผู้ป่วยรอคลอดก่อนเสมอ เพราะผู้ป่วยเหล่านี้จะอยู่ในอาการของการเจ็บป่วย และมักจะมีคำถามให้เราได้ตอบและเรียนรู้เสมอ วันนี้เราได้พบหญิงอายุประมาณสัก ๓๐ ปี นอนอยู่บนเตียงรอคลอด ดูท่าทางเหนื่อยอ่อนเพลีย ใบหน้าซีดขาว บริเวณริมฝีปากสีซีดขาว คล้ายจะเสียเลือดมาก สอบถามจากญาติการพูดคุยพบว่า ผู้ป่วยตั้งครรภ์ที่ ๒ ได้ประมาณ ๑๐ สัปดาห์และบอกว่า ได้แท้งบุตร เราเองได้พูดกับ เมื่อถามว่า เป็นลูกคนที่เท่าไหร่ ญาติจะเป็นผู้ตอบเอง ส่วนถามว่าแท้งอย่างไร เด็กออกมาครบหรือไม่ ญาติและผู้ป่วยไม่ตอบ เมื่อถามถึงสามี ก็บอกว่า ได้โทรศัพท์บอกแล้ว แต่ยังเดินทางมาไม่ถึง เราเองก็คิดว่า ผู้ป่วยคงเหนื่อย และเสียใจกับบุตรที่เสียชีวิต เราจึงได้พูดคุยให้กำลังใจกับผู้ป่วยและญาติว่า หากสุขภาพดีขึ้นก็สามารถมีบุตรใหม่ได้ เมื่อเราพูดเสร็จ ญาติกลับมองหน้ากันแล้วไม่พูดอะไร  เราเดินกลับที่ Nurse Station เราพูดคุยกับ น้องพยาบาลที่ดูแลผู้ป่วยในแผนก น้องบอกว่าผู้ป่วยรายนี้ไปทำแท้งมา แล้วตกเลือด จึงมาที่โรงพยาบาล เราจึงเข้าใจในท่าทีของพวกเขา
            หลังจากนั้นเราจึงเดินที่ทางด้านหลังคลอด มีมารดาหลังคลอด คลอดได้เมื่อคืนที่ผ่านมา เราไปพูดคุย สอบถามถึงลูกที่คลอดออกมา เธอพูดคุยกับเราด้วยใบหน้าที่ยิ้มแย้มแม้ดูว่าจะอิดโรยจากการคลอด เธอบอกว่า เป็นลูกคนที่ ๒ ห่างจากลูกคนแรกร่วม ๑๐ ปี ไม่คิดว่า จะมีอีกเพราะอายุก็ร่วม ๓๗ ปีแล้ว แต่ก็ดีใจ ข้างๆเธอมีสามีและคุณแม่ของเธอนั่งข้างๆ จากนั้นเราได้พูดคุยถึงการเลี้ยงดูลูกที่เพิ่งเกิด เธอและสามีดูตั้งใจฟัง และสอบถามเป็นระยะ ๆ

            วันนี้เรามีความรู้สึก ๒ อย่างในเวลาเดียวกัน รู้สึกทุกข์ที่เห็นผู้ป่วยที่ไปทำแท้ง เราไม่ทราบเหตุผลของเธอ แต่เราคงไม่สามารถสรุปเป็นผิดถูก เพราะทุกคนก็มักมีเหตุผลของตนเองในการกระทำ และอีกความรู้สึกสุขที่เห็นครอบครัวที่รอคอยบุตรคนที่ ๒ มานานร่วม ๑๐ ปี เหตุผลของครอบครัวหลังไม่ยากที่จะเข้าใจ แต่ในฐานะของพยาบาลที่เข้าไปตรวจเยี่ยมและเรียนรู้สิ่งที่เกิดขึ้นในแต่ละวัน สิ่งเหล่านี้ทำให้เราได้เรียนและเข้าใจชีวิตมากยิ่งขึ้น คำตอบว่าเพราะเหตุใด ขณะนี้เราเองยังไม่สามารถสรุปได้ แต่ที่ได้เรียนรู้คือ ทุกคนต่างมีเหตุผลของตนในการกระทำในแต่ละช่วงระยะเวลา เราไม่สามารถสรุปให้ว่า ถูกผิดเป็นเช่นไร เพราะเรามิใช่เขา