สพฐ.ได้เปลี่ยนการบริหารจากที่ส่วนกลางเป็นผู้นำในการขับเคลื่อนกลยุทธ์ เป็นการกระจายอำนาจ กระจายงบประมาณให้ สพท.และโรงเรียนไปคิดพัฒนากลยุทธ์กันเอง

        วันนี้ได้ฟังท่านเลขาธิการ สพฐ.กล่าวในการประชุม Roving Teams เขตตรวจราชการ  ที่โรงแรมเอเชีย แอร์พอร์ต  โดยท่านกล่าวในตอนหนึ่งว่า  ปีงบประมาณ 2551 นี้ สพฐ.ได้เปลี่ยนการบริหารจากที่ส่วนกลางเป็นผู้นำในการขับเคลื่อนกลยุทธ์ เป็นการกระจายอำนาจ กระจายงบประมาณให้ สพท.และโรงเรียนไปคิดพัฒนากลยุทธ์กันเอง
        การพัฒนาบุคลากรก็จะไม่มีโครงการจากส่วนกลางที่เชิญ(เกณฑ์)ชาวโรงเรียนและเขตพื้นที่มาอบรม  แต่ถ้า สพฐ.จะจัดก็จะจัดในลักษณะตลาดวิชาที่เปิดโอกาสให้คนเลือกเข้ามารับการพัฒนาตามความสนใจ หรือตามความต้องการจำเป็นของแต่ละพื้นที่
      ท่านบอกว่า เมื่อกระจายอำนาจ  กระจายงบประมาณมาให้พื้นที่บริหารจัดการเอง  สพฐ.ก็ต้องมีระบบการกำกับติดตาม ประเมินผลที่ดีด้วย  เช่น ถ้าจะติดตามไปดูกลยุทธ์ที่ 1 (คุณธรรมนำความรู้) แทนที่จะไปประเมินเก็บข้อมูลตามตัวชี้วัดอย่างละเอียดที่ สพท.   แต่จะมีคณะติดตามประเมินผลไปดูที่โรงเรียนแทน เพื่อสะท้อนว่า  สพท.ได้มีการสนับสนุนส่งเสริมให้ความร่วมมือกับโรงเรียนจัดกิจกรรมที่สร้างสรรค์ในเรื่องนี้อย่างไรบ้าง  รวมทั้งมีการจัดกิจกรรมโดยใช้ระบบการจัดการความรู้
(KM)เข้าไปช่วยส่งเสริมหรือไม่  เป็นต้น
      
แม้จะยังไม่สามารถกระจายอำนาจ และติดตามดูความรับผิดชอบที่ตรวจสอบได้ อย่างแท้จริงก็ตาม  แต่ก็ถือเป็นมิติใหม่ที่น่ายินดี…  เพราะจากที่ผ่านมาเราต่างรู้สึกข้องใจว่าทำไมในยุคกระจายอำนาจ แต่ดูเหมือนว่า ส่วนกลางแต่ละสำนักยังขยันคิดนวัตกรรมต่างๆที่สำเร็จรูปแล้วกระจายงานมาให้ สพท. และโรงเรียนทำกันมากมาย แล้วบอกให้เราสร้าง best practices กันแต่เรากลับรู้สึกว่าเราเป็นเพียงกลุ่มตัวอย่างให้ส่วนกลางทดลองมากกว่า  ซึ่งท่านจะตามติดเก็บข้อมูลที่ท่านปูพรมมาตามแบบฟอร์มที่ตนกำหนด เพื่อสรุปรายงานตามกระบวนการของท่าน  จึงน่าจะเกิด best practice ที่ส่วนกลางมากกว่าส่วนภูมิภาค  จนทำให้ชาวโรงเรียน และครูอาจารย์ต้องออกจากห้องสอน มาทำงานตามที่กำหนดอย่างหัวไม่วางหางไม่เว้น และไม่กล้าคิดอะไรนอกกรอบ เพราะกลัวจะผิดและถูกประเมินว่าไม่ทำตามที่กำหนดไว้ 
          เราเป็นอย่างนี้กันมานานแล้ว ไม่ว่าจะเป็นการทำหลักสูตรจากส่วนกลาง  หรือนโยบายแต่ละเรื่องจากส่วนกลาง  ก็จะมีเจ้าพ่อเจ้าแม่จากส่วนกลางให้ชาวภูมิภาคได้อ้างอิงเป็นต้นตำรับเสมอ  จึงไม่น่าสงสัยเลยว่า  ทำไมครูเราจึงเป็นนักลอกเลียนแบบตัวยง  ที่ไม่อยากคิดอะไรออกนอกกรอบ  แล้วท่านก็จะใช้วิธีการเดียวกันไปสอนให้นักเรียนคิดวิเคราะห์ตามกรอบที่ตัวเองกำหนด
 แล้วเด็กที่เป็นผลผลิตออกมาก็จึงเป็นอย่างที่พวกเราเห็นกันนั่นแหละ …ครูเราจึงน่าสงสารที่สุดที่ถูกกระทำอยู่ร่ำไป
          ผมจึงดีใจที่ได้ยินท่านเลขาธิการ สพฐ.กล่าวในวันนี้…ซึ่งก็ท้าทาย สพท.และโรงเรียนให้หากลวิธี SBM กัน แล้ว สพฐ.ไปรอดู และชื่นชมผลสำเร็จที่ปลายทาง…