|
สาเหตุของการนำเทคนิคการเรียนโดยร่วมมือกันมาใช้ในวงการศึกษา คำถามที่น่าสนใจสำหรับวงการศึกษาในขณะนี้คือ "ทำอย่างไรจึงจะช่วยให้นักเรียนเป็นคนดี เก่ง และมีความสุข" และ "โรงเรียนสามารถผลิตผู้สำเร็จการศึกษาที่มีทักษะในการทำงานร่วมกับผู้อื่นมีทักษะในการแก้ปัญหา และทักษะในการแสวงหาความรู้ใหม่ หรือ" โรงเรียนควรทำอย่างไรเพื่อพัฒนานักเรียนในทิศทางดังกล่าว แนวทางหนึ่งซึ่งโรงเรียนอาจนำไปใช้ในการแก้ปัญหาข้างต้นคือ การใช้เทคนิคการเรียนโดยร่วมมือกัน เพื่อบรรลุสื่อความเป็นโรง เรียนในฝัน การเรียนโดยร่วมมือกันจะช่วยให้นักเรียนได้ฝึกฝนและพัฒนาทักษะในการทำงานร่วมกับผู้อื่น การแก้ปัญหา การตัดสินใจ การแสวงหาความรู้ใหม่ และการยอมรับซึ่งกันและกัน สิ่งเหล่านี้จะช่วยให้นักเรียนได้เรียนรู้อย่างมีความสุข ควบคู่กับการพัฒนาความดีงามและความรู้ความสามารถ นอกจากนี้งานวิจัยเกี่ยวกับการเรียนโดยร่วมมือกันต่างกล่าวตรงกันว่า 1. การเรียนโดยร่วมมือกันช่วยเสริมสร้างบรรยากาศการเรียนรู้ที่ดี 2. เทคนิคการเรียนโดยร่วมมือกันจะทำให้เกิดการเรียนรู้ในกลุ่มย่อย 3. เทคนิคการเรียนโดยร่วมมือกันช่วยลดปัญหาวินัยในชั้นเรียน 4. เมื่อต้องการพัฒนาทักษะการปฏิบัติภารกิจที่ซับซ้อน 5. เมื่อต้องการเน้นคุณภาพของงาน 6. เมื่อต้องการเสริมสร้างประชาธิปไตยในชั้นเรียน 7. พัฒนาทักษะทางสังคม 8. สร้างนิสัยความรับผิดชอบร่วมกัน 9. เมื่อเราประสงค์จะเสริมสร้างความร่วมมือภายในกลุ่ม
การเรียนโดยการร่วมมือกัน 1. นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนดีขึ้น 2. นักเรียนมีทัศนคติที่ดีต่อการเรียน 3. บรรยากาศในการเรียนดีกว่าการเรียนแบบอื่น 4. นักเรียนที่เรียนอ่อนมีความมั่นใจในตัวเองมากขึ้น 5. นักเรียนรู้จักช่วยเหลือซึ่งกันและกัน 6. นักเรียนรู้จักยอมรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น 7. นักเรียนรู้การปรับตัวและสามารถทำงานร่วมกับผู้อื่นได้ เป็นการเตรียมตัวเพื่อทำงานในสังคมต่อไป
การสร้างห้องเรียนแบบการเรียนโดยร่วมมือกัน ห้องเรียนแบบการเรียนโดยร่วมมือกันจะเกิดขึ้นได้ต้องได้รับความร่วมมือจากนักเรียน ครู ผู้ปกครองและชุมชน(CBR) โดยทุกฝ่ายมีเป้าหมายร่วมกันในการพัฒนานักเรียนให้เป็นคนเก่ง คนดีและมีความสุข บทบาทของแต่ละฝ่ายข้างล่างนี้เป็นส่วนหนึ่งที่จะช่วยสร้างบรรยากาศการเรียนแบบร่วมแรงร่วมใจ
บทบาทของนักเรียน 1. นักเรียนต้องไว้ใจซึ่งกันและกันและพัฒนาทักษะการสื่อความหมายของตนได้ดี 2. ในการทำกิจกรรมการเรียนแต่ละกิจกรรม สมาชิกของกลุ่มคนหนึ่งจะทำหน้าที่ประสานงาน คนหนึ่งทำหน้าที่เลขานุการกลุ่ม ทุกคนในกลุ่มต้องเข้าใจเรื่องที่กำลังเรียน และสามารถตอบคำถามได้เหมือนกันทุกคน จะไม่มีสมาชิกคนใดของกลุ่มถูกทอดทิ้ง ผู้ประสานงานกลุ่มต้องกระตุ้นให้สมาชิกทุกคนมีส่วนเสริมสร้างความสำเร็จของกลุ่ม 3. นักเรียนควรให้เกียรติและรับฟังความคิดเห็นของเพื่อนสมาชิกทุกคน สมาชิกในกลุ่มอาจวิจารณ์ ความคิดเห็นของเพื่อนได้ แต่จะไม่วิจารณ์ตัวบุคคล และควรเป็นไปเพื่อความชัดเจนในความคิดเห็น 4. นักเรียนเป็นผู้รับผิดชอบการเรียนรู้ของตนเองและเพื่อน ๆ ในกลุ่ม นักเรียนจะร่วมมือกันทำกิจกรรม การกำหนดเป้าหมายของกลุ่ม และแลกเปลี่ยนความรู้และอุปกรณ์ ประสบการณ์ การให้กำลังใจ ซึ่งกันและกัน และการดูแลให้ทุกคนได้ปฏิบัติตามบทบาทและหน้าที่และการช่วยกันควบคุมเวลาในการทำงาน
บทบาทครู 1. ครูควรแบ่งนักเรียนในห้องออกเป็นกลุ่มย่อย ซึ่งอาจประกอบด้วยสมาชิกกลุ่มละ 2-6 คน แต่ละกลุ่มควรประกอบด้วยสมาชิกที่มีความสามารถ เพศ ฐานะครอบครัว และเชื้อชาติคละปะปนกัน 2. ควรเลือกใช้เก้าอี้ที่มีน้ำหนักเบาเพื่อความสะดวกในการจัดกลุ่ม การเลื่อนเข้าหากันเพื่อการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น อุปกรณ์ และวัสดุกับสมาชิกคนอื่น ๆ ของกลุ่ม นอกจากนั้นการจัดเก้าอี้ของกลุ่มก็ควรให้ครูสะดวกในการที่จะสังเกตและติดตามความก้าวหน้าของการทำงานของแต่ละกลุ่มด้วย 3. ครูควรชี้แจงกรอบกิจกรรมให้นักเรียนแต่ละกลุ่ม และช่วยอธิบายให้นักเรียนทุกคนเข้าใจ 4. ครูต้องสร้างบรรยากาศที่เสริมสร้างการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น 5. ครูควรทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาของทุกกลุ่มย่อย และคอยติดตามความก้าวหน้าการเรียนรู้ของแต่ละกลุ่ม 6. ครูควรยกย่องเมื่อเห็นนักเรียนทำงานร่วมกันเป็นกลุ่ม รางวัลและคำชมเชยที่ให้แก่นักเรียนควรตั้งอยู่บนบนพื้นฐานของความสำเร็จของกลุ่ม 7. ครูเป็นผู้กำหนดว่านักเรียนควรทำงานร่วมกันเป็นกลุ่มนานเพียงใด 8. ครูควรร่วมมือกันเป็นทีมในการนำเทคนิคการเรียนโดยร่วมมือกันมาใช้ในโรงเรียน 9. ครูที่ใช้เทคนิคการเรียนโดยร่วมมือกัน ต้องตระหนักเสมอว่าเราสามารถสร้างบรรยากาศที่ส่งเสริมให้นักเรียนรู้ได้ แต่ไม่สามารถเรียนแทนนักเรียน
บทบาทของผู้ปกครองและชุมชน ผู้ปกครองควรช่วยเหลือนักเรียนโดยการให้กำลังใจ และคำปรึกษาตามโอกาสอันควรหรือเมื่อนักเรียนต้องการ และควรแสดงความสนใจต่องานที่นักเรียนทำและชุมเชยเมื่อนักเรียนทำงานกลุ่มได้สำเร็จหรือเมื่อนักเรียนเล่าถึงประสบการณ์ที่ดีเกี่ยวกับการทำกิจกรรมกลุ่ม ผู้ปกครองควรร่วมกิจกรรมหรือเป็นกรรมการการศึกษาของโรงเรียน เช่น เข้าร่วมกิจกรรมวิชาการและการพัฒนาโรงเรียนเสมอ ๆ เพื่อเป็นการสร้างจิตสำนึกให้เกิดแก่ผู้ปกครองว่าตนต้องรับผิดชอบต่อการพัฒนานักเรียนให้เป็นคนเก่งดี และมีสุข ในการเรียนโดยร่วมมือกัน นักเรียนเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการทำกิจกรรมการเรียนเพราะจะต้องรับผิดชอบต่อการเรียนของตนเองและของเพื่อน ครูมีบทบาทในการวางแผนการเตรียมการและเป็นผู้สนับสนุนการทำงานกิจกรรมของนักเรียน ผู้ปกครองมีบทบาทในการให้กำลังใจและช่วยเหลือบุตรหลานและโรงเรียนตามโอกาสอันควร
สาระสำคัญของการเรียนโดยร่วมมือกัน 1. สมาชิกทุกคนพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกันในเชิงบวก มีหน้าที่และความสำคัญเท่าเทียมกัน (Positive Interdependence) แต่ละคนรู้หน้าที่ของตัวเองว่า จะต้องทำกิจกรรมอะไรบ้างในการเรียนครั้งนั้น และจะต้องรับผิดชอบในกิจกรรมนั้น ๆ เสมอ สมาชิกทุกคนตระหนักดีว่า ความสำเร็จของกลุ่มขึ้นอยู่กับสมาชิกทุกคนภายในกลุ่ม 2. นักเรียนมีปฏิสัมพันธ์ในกลุ่มย่อย (Face-to-Face Interaction) สมาชิกในกลุ่ม 2-4 คน หันหน้าเข้าหากันเพื่อที่จะได้ชักถาม ตอบปัญหา อธิบาย โต้ตอบ ซึ่งกันและกันให้สมาชิกทุกคนมีส่วนร่วมในการทำงาน 3. สมาชิกแต่ละคนในกลุ่มมีความรับผิดชอบต่อหน้าที่ของตน (Individual Accountability) ทุกคนมีความเชื่อถือได้มีหน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบแะจะต้องทำงานที่ได้รับมอบหมายอย่างเต็มความสามารถเสมอ 4. ผู้เรียนได้รับการพัฒนาทักษะทางสังคม (Social Skills) ครูควรพัฒนาให้นักเรียนมีทักษะในการทำงานกลุ่ม เช่น 4.1 ทักษะเบื้องต้นในการทำงานร่วมกัน (Forming Skills) 4.2 ทักษะที่นำมาใช้ประโยชน์ในการทำงานเป็นกลุ่ม (Functioning Skills) 4.3 ทักษะในการสรุปความรู้ และความคิดเห็นและองค์ความรู้ความคิดเห็นของกลุ่มและเลือกสรรสาระสำคัญเพื่อนำมาเสนอ (Formulation) 5. กระบวนการทำงานของกลุ่ม (Group Processing) หลังจากที่มีการทำงานร่วมกันเป็นกลุ่มในระยะหนึ่ง สมาชิกแต่ละคนจะประเมินผลการทำงานของตนเองและผลงานกลุ่มเพื่อที่จะรู้ถึงข้อบกพร่อง และสิ่งที่ควรปรับปรุงแก้ไข และวางเป้าหมายในการทำงานเป็นกลุ่มครั้งต่อไปให้ดี
การประเมินผลการทำงานของสมาชิกและกลุ่ม ทำได้ดังนี้ 1. สังเกตและสอบถามโดยครูผู้สอน 2. สำรวจตัวเองโดยใช้แบบสำรวจ 3. สำรวจกลุ่มโดยใช้แบบสำรวจ
|