เทคนิคการสอน
ความจำเป็นในการเลือกใช้เทคนิคการสอน
      การเรียนการสอนที่มีประสิทธิภาพ คือ การสอนที่พบว่าหลังจากเด็กได้รับความรู้ หรือมีพัฒนาการในด้านต่าง ๆ เพิ่มขึ้นตามวัตถุประสงค์ที่ครูตั้งไว้ ซึ่งครูอาจมีวิธีการมากมายที่จะทำให้เด็กเกิดการเรียนรู้ แต่ไม่ได้หมายความว่า ครูเลือกใช้วิธีการใดวิธีการหนึ่งแล้วประสบความสำเร็จ จึงใช้วิธีการเดียวกันนี้สำหรับสอนเด็กทุกคน เพื่อให้เด็กเหล่านี้พัฒนาขึ้นเท่าเทียมกัน ทั้งนี้เพราะว่าเด็กมีพื้นฐานต่างกัน ความรู้ความสามารถของเด็กแต่ละคนก็ไม่เท่ากัน

เด็กอาจได้รับประโยชน์จากการเรียนการสอนไม่เต็มที่ ถ้าหากครูใช้วิธีการสอนเช่นนั้น ดังนั้นครูจึงต้องปรับเปลี่ยนเทคนิคการสอนเลือกใช้เทคนิคการสอนที่เหมาะสม เพื่อสนองต่อเด็กกลุ่มที่มีความหลากหลายในห้องเรียนรวม

      แนวคิดในการปรับเปลี่ยนเทคนิคการสอน ได้แก่
      1. การเรียนการสอนที่ดี ควรยึดเด็กเป็นศูนย์กลาง (Child Center)
      2. เด็กมีความแตกต่างกัน
      3. เด็กมีความสามารถในการคิดและรับรู้ต่างกัน

 

 

 
เทคนิคการสอนเด็กในชั้นเรียนรวม
 
 
      ในปัจจุบันประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกต่างให้การยอมรับการจัดการศึกษาแบบเรียนรวม ดังได้ร่วมทำสัญญาการดำเนินงาน การจัดการศึกษาแบบเรียนรวมพร้อมกันในที่ประชุม (UNESCO) ณ ประเทศสเปน ปี ค.ศ. 1995 ดังนั้นจึงต้องมีการปรับเปลี่ยนแปลงแนวทางการจัดการศึกษาและหาวิธีการเพื่อส่งเสริมให้การเรียนรวมมีความก้าวหน้ายิ่งขึ้น ซึ่งมีผู้กล่าวว่า ควรคำนึงถึงสิ่งสำคัญบางประการ ในการดำเนินการ คือ (Elkins :1990)
      1. ต้องปรับเปลี่ยนหลักสูตรชั้นเรียนปกติเพื่อให้ตอบสนองความต้องการของเด็กที่มีความต้องการพิเศษ
      2. ต้องพัฒนาทัศนคติของทุกหน่วยงานการศึกษาที่มีต่อเด็กที่มีความต้องการพิเศษให้เป็นไปในเชิงบวก
      3. ต้องพัฒนานโยบายของโรงเรียนต่าง ๆ ให้เปิดกว้างเพื่อรับเด็กที่มีความต้องการพิเศษเข้าเรียนรวมตั้งแต่ระยะแรกเริ่ม
      4. ให้บุคลากรทุกฝ่ายในโรงเรียนปกติเห็นความสำคัญและรับผิดชอบร่วมกันในการจัดการศึกษาสำหรับเด็กที่มีความต้องการพิเศษ

 


      นอกจากนี้นักการศึกษาพิเศษยังได้แนะนำวิธีการหลัก 5 วิธี ในการสอนเด็กพิเศษในห้องเรียนรวมให้ประสบผลสำเร็จด้วยดี ดังนี้ (McGrath & Nobel. : 1993)
      1. สร้างห้องเรียนที่มีบรรยากาศของการสนับสนุนซึ่งกันและกัน
      2. ใช้วิธีการเรียนโดยร่วมมือกันในการเรียนรู้
      3. สอนเรื่องเดียวกันแก่เด็กที่มีความสามารถต่างกัน
      4. ให้ผู้ช่วยสอน นำสื่อมาช่วยสอนในห้องเรียน
      5. สร้างทีมสนับสนุนงานของโรงเรียน(อบต.)

 
 

  

      
การวิเคราะห์งาน (Task Analysis)
 
 
       การวิเคราะห์งาน เป็นวิธีการสอนที่เหมาะสมกับเด็กที่มีความต้องการพิเศษวิธีหนึ่ง ซึ่งครูวางแผนการสอนอย่างดีมีเป้าหมาย และแบ่งกิจกรรมหรืองานใดงานหนึ่งเป็นขั้นตอนย่อยๆ จากขั้นตอนแรกไปจนขั้นตอนสุดท้าย และสอนไปตามลำดับขั้นตอนทีละขั้นจนเด็กทำได้สำเร็จ ดังนั้นการวิเคราะห์งานจึงจัดเป็นเทคนิคการสอนอย่างหนึ่งที่ครูจะต้องนำมาใช้เพื่อให้การสอนมีประสิทธิภาพมากขึ้น
การวิเคราะห์งาน หมายถึง กระบวนการที่ใช้แยกงานออกเป็นขั้นตอนย่อยอย่างต่อเนื่องกัน โดยมีการจัดลำดับขั้นตอนย่อยๆ ของงาน และอธิบายขั้นตอนที่สำคัญของงานทั้งหมด
       งาน ในที่นี้ คือ พฤติกรรมใดพฤติกรรมหนึ่ง หรือกลุ่มพฤติกรรมที่แต่ละบุคคลต้องปฏิบัติเพื่อแสดงให้เห็นว่ามีทักษะหรือความรู้นั้น ๆ แบ่งได้เป็น 2 งาน ดังนี้
       1. งานเป้าหมาย (Target task)
       2. งานย่อย (Subtask)
 

      ประโยชน์ของการวิเคราะห์งาน
       1. ทำให้ครูตัดสินใจว่า จะสอนอะไรต่อจากเนื้อหาที่สอนไปแล้ว
       2. ทำให้ครูรู้ว่าเด็กมีปัญหาตรงไหน เด็กทำขั้นตอนใดไม่สำเร็จ
       3. ทำให้ครูแยกขั้นตอนย่อยที่จำเป็น เพื่อช่วยให้เด็กทำงานแต่ละชิ้นได้สำเร็จ
       4. ทำให้ครูรู้ว่าจะต้องเปลี่ยนและปรับปรุงอะไรบ้าง ที่จะช่วยให้เด็กทำงานที่ได้รับมอบหมายได้สำเร็จ
       5. ทำให้ครูหาวิธีอื่นใด เพื่อให้เด็กที่มีความต้องการพิเศษทำงานได้สำเร็จ เช่น ถ้าเด็กใส่กระดุมเสื้อไม่ได้จะมีวิธีใดที่จะสอนให้เด็กใส่กระดุมเสื้อได้
 

       วิธีวิเคราะห์งาน
       1. ครูจะเป็นผู้แบ่งงานแต่ละงานเป็นขั้นตอนย่อย ๆ ได้มากเท่าที่ครูคิดว่าจำเป็น
       2. ครูจะระบุทักษะย่อยที่เป็นขั้นตอนสำคัญไว้ว่าคืออะไร
       3. สอนให้เด็กทำงานที่กำหนดให้ได้สำเร็จ
       4. แก้ไขคัดแปลง เครื่องมือ อุปกรณ์ต่าง ๆ สำหรับเด็กบางคนที่ต้องเรียนรู้ทักษะย่อยแต่ละขั้นของงาน แต่บางคนฝึกงานบางชิ้นไม่ได้ กรณีนี้ต้องตั้งจุดประสงค์ใหม่แทนวัตถุประสงค์เดิมที่วางไว้ เพื่อเป็นการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นนั้น


       ผลการวิเคราะห์งาน
       1.เมื่อครูแยกขั้นตอนของงานชิ้นหนึ่งได้ โดยการแสดงผลของการวิเคราะห์งานนั้นได้ แสดงว่าครูสามารถใช้กระบวนการวิเคราะห์งานและวิเคราะห์งานชิ้นนั้นได้
       2. เมื่อครูทำการวิเคราะห์งานได้สำเร็จ ครูย่อมได้ข้อมูลพื้นฐานความก้าวหน้าของเด็กที่เรียนในโครงการ
       3. เมื่อครูวิเคราะห์งานใดได้แล้ว ครูย่อมตั้งเกณฑ์ในการเขียนวัตถุประสงค์ของการเรียนการสอนในเนื้อหาอื่นต่อไปได้อย่างเหมาะสม
       4. เมื่อครูวิเคราะห์งานแล้ว ครูสามารถเปรียบเทียบความสำเร็จของเด็กได้เป็นช่วงระยะเวลา
       5. เมื่อครูวิเคราะห์งานใด ย่อมจะทราบว่าเนื้อหานั้นใช้เวลาสอนเท่าไร จะต้องเน้นอะไร อย่างไร การเข้าร่วมแก้ปัญหาโดยใช้วิธีการวิเคราะห์งานอย่างไร ลักษณะของปฎิสัมพันธ์ใดที่ช่วยให้เรียนรู้งานได้ดีและเร็ว
ลักษณะของการตัดสินใจของครู หลังการวิเคราะห์งานครูอาจตัดสินใจทำสิ่งต่อไปนี้ หนึ่งข้อ หรือมากกว่า
       1. ตัดสินใจว่าจะมอบให้เด็กทำงานอะไรหรือชิ้นไหนต่อไป
       2. แบ่งงานออกเป็นขั้นตอนย่อย ๆ ตามความเหมาะสม
       3. หาเทคนิควิธีแปลกใหม่กว่าธรรมดา เพื่อช่วยให้เด็กทำงานชิ้นนั้นได้สำเร็จ

   
         ขั้นตอนการวิเคราะห์งาน
       1. กำหนดงานเป้าหมาย และจุดประสงค์เชิงพฤติกรรม
       2. วิเคราะห์ ออกเป็นขั้นตอนย่อย หรืองานย่อย
       3. จัดลำดับของงานย่อย
       4. วิเคราะห์โดยกำหนด ทักษะบังคับเบื้องต้น
       5. จัดลำดับ ทักษะบังคับเบื้องต้น
       6. จัดทำแผนภูมิ (Flow Chart หรือ Sequence Chart)
       7. ทำสอบ
       8. จัดประเภทพฤติกรรมเป้าหมาย
       9. สอนโดยอธิบายไปตามขั้นตอน แต่บางครั้งต้องสอนโดยบูรณาการขั้นตอนย่อยเข้าด้วยกัน
 
      
การเรียนโดยร่วมมือกัน (Co-operative Learning)
 
 
    


     แนวคิดและหลักการ
       การเรียนโดยร่วมมือกัน เป็นกระบวนการเรียนการสอนที่เกิดจากการผสมผสานระหว่างทักษะการอยู่ร่วมกันในสังคมและทักษะในด้านเนื้อหาวิชาการต่าง ๆ เป็นการเรียนการสอนที่ยึดนักเรียนเป็นศูนย์กลาง โดยจัดให้นักเรียนที่มีความสามารถต่างกันได้เรียนนและทำงานด้วยกันเป็นกลุ่ม กลุ่มละ 2-4 คน แต่ละคนต้องมีส่วนร่วมอย่างแท้จริงในการเรียนรู้และในความสำเร็จของกลุ่ม ทั้งโดยการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น การแบ่งปันทรัพยากร การเรียนรู้ รวมทั้งการเป็นกำลังใจซึ่งกันและกัน คนที่เรียนเก่งช่วยเหลือคนที่เรียนอ่อนกว่า สมาชิกในกลุ่มไม่เพียงแต่รับผิดชอบต่อการเรียนรู้ของตนเองเท่านั้น แต่ต้องรับผิดชอบต่อการเรียนรู้ของเพื่อนสมาชิกในกลุ่ม ความสำเร็จของกลุ่มขึ้นอยู่กับสมาชิกทุกคนในกลุ่ม
 

      Johnson and Johnson (1975) เสนอว่า การเรียนโดยร่วมมือกันควรมีลักษณะดังนี้
      1. แบ่งนักเรียนในห้องเรียนออกเป็นกลุ่มย่อย ๆ แต่ละกลุ่มย่อยประกอบด้วยสมาชิกที่มีความรู้ความสามารถคละกันประมาณ 2 ถึง 6 คน
      2. สมาชิกทุกคนภายในกลุ่มต่างมีเป้าหมายที่จะทำคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนโดยเฉลี่ยของกลุ่มสูงขึ้น
      3. สมาชิกแบ่งงานหรือหน้าที่รับผิดชอบ ความสำเร็จของสมาชิกทุกคนถือเป็นความสำเร็จของกลุ่ม
      4. สมาชิกของกลุ่มต่างยอมรับและไว้ใจซึ่งกันและกัน ยอมรับในบทบาทและผลงานของสมาชิกในกลุ่มเสมือนหนึ่งเป็นผลงานของตนเอง และพร้อมที่จะยอมรับในความสามารถจุดเด่นและจุดด้อยของเพื่อนสมาชิก
      5. สมาชิกของกลุ่มต่างช่วยเหลือ แลกเปลี่ยนและร่วมมือกัน คนที่เรียนเก่งจะให้กำลังใจและกระตุ้นให้เพื่อนที่เรียนอ่อนขยันมากขึ้น เพื่อจะได้ประสบความสำเร็จทางการเรียน

 

 

      สาเหตุของการนำเทคนิคการเรียนโดยร่วมมือกันมาใช้ในวงการศึกษา
      คำถามที่น่าสนใจสำหรับวงการศึกษาในขณะนี้คือ "ทำอย่างไรจึงจะช่วยให้นักเรียนเป็นคนดี เก่ง และมีความสุข" และ "โรงเรียนสามารถผลิตผู้สำเร็จการศึกษาที่มีทักษะในการทำงานร่วมกับผู้อื่นมีทักษะในการแก้ปัญหา และทักษะในการแสวงหาความรู้ใหม่ หรือ" โรงเรียนควรทำอย่างไรเพื่อพัฒนานักเรียนในทิศทางดังกล่าว แนวทางหนึ่งซึ่งโรงเรียนอาจนำไปใช้ในการแก้ปัญหาข้างต้นคือ การใช้เทคนิคการเรียนโดยร่วมมือกัน เพื่อบรรลุสื่อความเป็นโรง เรียนในฝัน
      การเรียนโดยร่วมมือกันจะช่วยให้นักเรียนได้ฝึกฝนและพัฒนาทักษะในการทำงานร่วมกับผู้อื่น การแก้ปัญหา การตัดสินใจ การแสวงหาความรู้ใหม่ และการยอมรับซึ่งกันและกัน สิ่งเหล่านี้จะช่วยให้นักเรียนได้เรียนรู้อย่างมีความสุข ควบคู่กับการพัฒนาความดีงามและความรู้ความสามารถ
      นอกจากนี้งานวิจัยเกี่ยวกับการเรียนโดยร่วมมือกันต่างกล่าวตรงกันว่า
            1. การเรียนโดยร่วมมือกันช่วยเสริมสร้างบรรยากาศการเรียนรู้ที่ดี
            2. เทคนิคการเรียนโดยร่วมมือกันจะทำให้เกิดการเรียนรู้ในกลุ่มย่อย
            3. เทคนิคการเรียนโดยร่วมมือกันช่วยลดปัญหาวินัยในชั้นเรียน
            4. เมื่อต้องการพัฒนาทักษะการปฏิบัติภารกิจที่ซับซ้อน
            5. เมื่อต้องการเน้นคุณภาพของงาน
            6. เมื่อต้องการเสริมสร้างประชาธิปไตยในชั้นเรียน
            7. พัฒนาทักษะทางสังคม
            8. สร้างนิสัยความรับผิดชอบร่วมกัน
            9. เมื่อเราประสงค์จะเสริมสร้างความร่วมมือภายในกลุ่ม

      การเรียนโดยการร่วมมือกัน
            1. นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนดีขึ้น
            2. นักเรียนมีทัศนคติที่ดีต่อการเรียน
            3. บรรยากาศในการเรียนดีกว่าการเรียนแบบอื่น
            4. นักเรียนที่เรียนอ่อนมีความมั่นใจในตัวเองมากขึ้น
            5. นักเรียนรู้จักช่วยเหลือซึ่งกันและกัน
            6. นักเรียนรู้จักยอมรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น
            7. นักเรียนรู้การปรับตัวและสามารถทำงานร่วมกับผู้อื่นได้ เป็นการเตรียมตัวเพื่อทำงานในสังคมต่อไป

      การสร้างห้องเรียนแบบการเรียนโดยร่วมมือกัน
      ห้องเรียนแบบการเรียนโดยร่วมมือกันจะเกิดขึ้นได้ต้องได้รับความร่วมมือจากนักเรียน ครู ผู้ปกครองและชุมชน(CBR) โดยทุกฝ่ายมีเป้าหมายร่วมกันในการพัฒนานักเรียนให้เป็นคนเก่ง คนดีและมีความสุข บทบาทของแต่ละฝ่ายข้างล่างนี้เป็นส่วนหนึ่งที่จะช่วยสร้างบรรยากาศการเรียนแบบร่วมแรงร่วมใจ

      บทบาทของนักเรียน
            1. นักเรียนต้องไว้ใจซึ่งกันและกันและพัฒนาทักษะการสื่อความหมายของตนได้ดี
            2. ในการทำกิจกรรมการเรียนแต่ละกิจกรรม สมาชิกของกลุ่มคนหนึ่งจะทำหน้าที่ประสานงาน คนหนึ่งทำหน้าที่เลขานุการกลุ่ม ทุกคนในกลุ่มต้องเข้าใจเรื่องที่กำลังเรียน และสามารถตอบคำถามได้เหมือนกันทุกคน จะไม่มีสมาชิกคนใดของกลุ่มถูกทอดทิ้ง ผู้ประสานงานกลุ่มต้องกระตุ้นให้สมาชิกทุกคนมีส่วนเสริมสร้างความสำเร็จของกลุ่ม
            3. นักเรียนควรให้เกียรติและรับฟังความคิดเห็นของเพื่อนสมาชิกทุกคน สมาชิกในกลุ่มอาจวิจารณ์ ความคิดเห็นของเพื่อนได้ แต่จะไม่วิจารณ์ตัวบุคคล และควรเป็นไปเพื่อความชัดเจนในความคิดเห็น
            4. นักเรียนเป็นผู้รับผิดชอบการเรียนรู้ของตนเองและเพื่อน ๆ ในกลุ่ม นักเรียนจะร่วมมือกันทำกิจกรรม การกำหนดเป้าหมายของกลุ่ม และแลกเปลี่ยนความรู้และอุปกรณ์ ประสบการณ์ การให้กำลังใจ ซึ่งกันและกัน และการดูแลให้ทุกคนได้ปฏิบัติตามบทบาทและหน้าที่และการช่วยกันควบคุมเวลาในการทำงาน

      บทบาทครู
            1. ครูควรแบ่งนักเรียนในห้องออกเป็นกลุ่มย่อย ซึ่งอาจประกอบด้วยสมาชิกกลุ่มละ 2-6 คน แต่ละกลุ่มควรประกอบด้วยสมาชิกที่มีความสามารถ เพศ ฐานะครอบครัว และเชื้อชาติคละปะปนกัน
            2. ควรเลือกใช้เก้าอี้ที่มีน้ำหนักเบาเพื่อความสะดวกในการจัดกลุ่ม การเลื่อนเข้าหากันเพื่อการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น อุปกรณ์ และวัสดุกับสมาชิกคนอื่น ๆ ของกลุ่ม นอกจากนั้นการจัดเก้าอี้ของกลุ่มก็ควรให้ครูสะดวกในการที่จะสังเกตและติดตามความก้าวหน้าของการทำงานของแต่ละกลุ่มด้วย
            3. ครูควรชี้แจงกรอบกิจกรรมให้นักเรียนแต่ละกลุ่ม และช่วยอธิบายให้นักเรียนทุกคนเข้าใจ
            4. ครูต้องสร้างบรรยากาศที่เสริมสร้างการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น
            5. ครูควรทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาของทุกกลุ่มย่อย และคอยติดตามความก้าวหน้าการเรียนรู้ของแต่ละกลุ่ม
            6. ครูควรยกย่องเมื่อเห็นนักเรียนทำงานร่วมกันเป็นกลุ่ม รางวัลและคำชมเชยที่ให้แก่นักเรียนควรตั้งอยู่บนบนพื้นฐานของความสำเร็จของกลุ่ม
            7. ครูเป็นผู้กำหนดว่านักเรียนควรทำงานร่วมกันเป็นกลุ่มนานเพียงใด
            8. ครูควรร่วมมือกันเป็นทีมในการนำเทคนิคการเรียนโดยร่วมมือกันมาใช้ในโรงเรียน
            9. ครูที่ใช้เทคนิคการเรียนโดยร่วมมือกัน ต้องตระหนักเสมอว่าเราสามารถสร้างบรรยากาศที่ส่งเสริมให้นักเรียนรู้ได้ แต่ไม่สามารถเรียนแทนนักเรียน

      บทบาทของผู้ปกครองและชุมชน
      ผู้ปกครองควรช่วยเหลือนักเรียนโดยการให้กำลังใจ และคำปรึกษาตามโอกาสอันควรหรือเมื่อนักเรียนต้องการ และควรแสดงความสนใจต่องานที่นักเรียนทำและชุมเชยเมื่อนักเรียนทำงานกลุ่มได้สำเร็จหรือเมื่อนักเรียนเล่าถึงประสบการณ์ที่ดีเกี่ยวกับการทำกิจกรรมกลุ่ม ผู้ปกครองควรร่วมกิจกรรมหรือเป็นกรรมการการศึกษาของโรงเรียน เช่น เข้าร่วมกิจกรรมวิชาการและการพัฒนาโรงเรียนเสมอ ๆ เพื่อเป็นการสร้างจิตสำนึกให้เกิดแก่ผู้ปกครองว่าตนต้องรับผิดชอบต่อการพัฒนานักเรียนให้เป็นคนเก่งดี และมีสุข
      ในการเรียนโดยร่วมมือกัน นักเรียนเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการทำกิจกรรมการเรียนเพราะจะต้องรับผิดชอบต่อการเรียนของตนเองและของเพื่อน ครูมีบทบาทในการวางแผนการเตรียมการและเป็นผู้สนับสนุนการทำงานกิจกรรมของนักเรียน ผู้ปกครองมีบทบาทในการให้กำลังใจและช่วยเหลือบุตรหลานและโรงเรียนตามโอกาสอันควร

      สาระสำคัญของการเรียนโดยร่วมมือกัน
      1. สมาชิกทุกคนพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกันในเชิงบวก มีหน้าที่และความสำคัญเท่าเทียมกัน (Positive Interdependence) แต่ละคนรู้หน้าที่ของตัวเองว่า จะต้องทำกิจกรรมอะไรบ้างในการเรียนครั้งนั้น และจะต้องรับผิดชอบในกิจกรรมนั้น ๆ เสมอ สมาชิกทุกคนตระหนักดีว่า ความสำเร็จของกลุ่มขึ้นอยู่กับสมาชิกทุกคนภายในกลุ่ม
      2. นักเรียนมีปฏิสัมพันธ์ในกลุ่มย่อย (Face-to-Face Interaction) สมาชิกในกลุ่ม 2-4 คน หันหน้าเข้าหากันเพื่อที่จะได้ชักถาม ตอบปัญหา อธิบาย โต้ตอบ ซึ่งกันและกันให้สมาชิกทุกคนมีส่วนร่วมในการทำงาน
      3. สมาชิกแต่ละคนในกลุ่มมีความรับผิดชอบต่อหน้าที่ของตน (Individual Accountability) ทุกคนมีความเชื่อถือได้มีหน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบแะจะต้องทำงานที่ได้รับมอบหมายอย่างเต็มความสามารถเสมอ
      4. ผู้เรียนได้รับการพัฒนาทักษะทางสังคม (Social Skills) ครูควรพัฒนาให้นักเรียนมีทักษะในการทำงานกลุ่ม เช่น
            4.1 ทักษะเบื้องต้นในการทำงานร่วมกัน (Forming Skills)
            4.2 ทักษะที่นำมาใช้ประโยชน์ในการทำงานเป็นกลุ่ม (Functioning Skills)
            4.3 ทักษะในการสรุปความรู้ และความคิดเห็นและองค์ความรู้ความคิดเห็นของกลุ่มและเลือกสรรสาระสำคัญเพื่อนำมาเสนอ (Formulation)
      5. กระบวนการทำงานของกลุ่ม (Group Processing) หลังจากที่มีการทำงานร่วมกันเป็นกลุ่มในระยะหนึ่ง สมาชิกแต่ละคนจะประเมินผลการทำงานของตนเองและผลงานกลุ่มเพื่อที่จะรู้ถึงข้อบกพร่อง และสิ่งที่ควรปรับปรุงแก้ไข และวางเป้าหมายในการทำงานเป็นกลุ่มครั้งต่อไปให้ดี

      การประเมินผลการทำงานของสมาชิกและกลุ่ม ทำได้ดังนี้
      1. สังเกตและสอบถามโดยครูผู้สอน
      2. สำรวจตัวเองโดยใช้แบบสำรวจ
      3. สำรวจกลุ่มโดยใช้แบบสำรวจ

 
การเปรียบเทียบวิธีการเรียนโดยร่วมมือกัน และการเรียนแบบกลุ่มเดิม (Traditional learning Group)
การเรียนโดยร่วมมือกัน
การเรียนแบบกลุ่มเดิม
1. ทุกคนพึ่งพาซึ่งกันและกันในเชิงบวก
2. แต่ละคนมีความจำเป็นปัจเจกบุคคล เชื่อในความแตกต่างระหว่างบุคคล
3. สมาชิกในกลุ่มมีความหลากหลาย
4. สมาชิกผลัดเปลี่ยนกันเป็นผู้นำกลุ่ม
5. สมาชิกในกลุ่มแบ่งกันรับผิดชอบและรับผิดชอบซึ่งกันและกัน

6. สอนให้มีทักษะทางสังคม


7. เน้นทักษาทางสังคม และงานวิชาการควบคู่กัน
8. ครูสังเกตการทำงานของกลุ่มและเป็นผู้คอยให้ความช่วยเหลือ
9. กลุ่มประเมินประสิทธิภาพงานของกลุ่ม
1. ไม่มีการพึ่งพาซึ่งกันและกัน
2. ไม่ค่อยคำนึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคล

3. สมาชิกในกลุ่มมีลักษณะเดียวกัน
4. กลุ่มมีผู้นำเพียงคนเดียว
5. มีสมาชิกรับผิดชอบเฉพาะตนเอง

6. คาดเดาว่าผู้มีเรียนทักษะทางสังคมแล้วจงไม่สอนทักษะนี้
7. เน้นทางด้านวิชาการโดยเฉพาะ
8. ครูมักจะไม่ค่อยสังเกตและติดตามงานของกลุ่ม

9. ไม่มีการประเมินประสิทธิภาพงานของกลุ่ม
 

 

      ขั้นตอนและเทคนิคการเรียนโดยร่วมมือกัน
      1. ขั้นตอนการเรียนโดยร่วมมือกัน
      ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับบทบาทของนักเรียน ครู และผู้ปกครองข้างต้นเป็นบทบาทในทางทฤษฎี ในทางปฏิบัตินักการศึกษาได้นำเอาทฤษฏีและหลักการดังกล่าวมาผสมผสานกันและคิดเป็นเทคนิคสำหรับการเรียนการสอนแบบการเรียนโดยร่วมมือกันไว้เป็นจำนวนมาก
      สำหรับขั้นตอนในการเรียนแบบการเรียนโดยร่วมมือกันนั้นไม่ว่าจะใช้เทคนิคใดก็ตาม จะมีลำดับขั้นตอนในการเรียนที่คล้ายกันคือ
            - ขั้นเตรียม
            - ขั้นสอน
            - ขั้นทำกิจกรรมกลุ่ม
            - ขั้นตรวจสอบผลงานและการทดสอบ
            - ขั้นสรุปบทเรียนและประเมินผลการทำงานกลุ่ม
      2. การพัฒนาทักษะทางสังคมเพื่อความสำเร็จของการเรียน แบบร่วมแรงร่วมใจ ทักษะทางสังคม ที่ควรพัฒนา ประกอบด้วย

      ทักษะการติดต่อสื่อสารและมนุษย์สัมพันธ์ ได้แก่
            - การสื่อที่ถูกต้องและเที่ยงตรง
            - การใช้เสียงค่อย ๆ
            - การใช้ภาษาสุภาพและเหมาะสมกับโอกาส
            - การแสดงความคิดเห็นและการรับฟังความคิดเห็น
            - การแยกแยะและสรุปความคิดเห็นของผู้อื่น
            - การเชื่อมโยงความรู้เก่ากับใหม่
            - การตั้งคำถามและการตอบคำถาม
            - การวิจารณ์ความคิดเห็นโดยไม่วิจารณ์เจ้าของความคิด
            - การให้กำลังใจในการทำงานร่วมกันด้วยคำพูดหรือ
            - การแสดงความสนใจ

      ทักษะการอยู่ร่วมกันและการทำงานเป็นกลุ่ม ได้แก่
            - การให้ความสำคัญและเอาใจใส่ต่อทุกคนเท่าเทียมกัน
            - สามารถหลีกเลี่ยงข้อขัดแย้ง
            - ยอมรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น
            - มีน้ำใจและความกระตือรือร้นในการช่วยหลือผุ้อื่น
            - รู้จักให้กำลังใจเพื่อน ๆ
            - การเป็นผู้นำที่ดี การชี้แนะ การทำงานของกลุ่ม
           - การเป็นผู้ตามที่ดี

      การรับผิดชอบต่อตนเองและผู้อื่น ได้แก่
            - การทำงานในหน้าที่ให้สำเร็จด้วยดี
            - ดูแลเพื่อน ๆ ให้ปฏิบัติตามหน้าที่
            - ไม่ก้าวก่ายหน้าที่ของผู้อื่น
            - การรักษากฎระเบียบในการทำงานและรักษาเวลา

 

   http://www.nrru.ac.th/web/Special_Edu/4-1.html