วันที่ ๒๑ พ.ย. ๕๐ ผมเดินทางไปหาดใหญ่ เพื่อทำหน้าที่กรรมการประเมินอธิการบดี มอ.
- รศ. ดร. บุญสม ศิริบำรุงสุข ผมวางแผนไป "จับภาพ" ว่า มีการดำเนินการเพื่อบรรลุวิสัยทัศน์ (roadmap) ทั้ง ๖ ที่อธิการบดีประกาศไว้อย่างไรบ้าง
Roadmap ทั้ง ๖ ได้แก่
๑. เน้นวิจัย
๒. เป็นเลิศบางสาขา
๓. บัณฑิตทั้งเก่งและดี
๔. เอื้อต่อการพัฒนาชุมชน
๕. วิทยาเขตเข้มแข็งและร่วมมือกัน
๖. ธรรมาภิบาล เรียนรู้ และพัฒนาคน
ผมไม่ได้ตั้งใจไปดูว่า ท่านอธิการบดี ดร. บุญสม ทำอะไร แต่ต้องการดูว่า มอ. ทำอะไร เพราะถ้าเบอร์ ๑ ทำงานได้ผล จะเห็นการขับเคลื่อนทั้งองค์กร ไม่ใช่อธิการบดีเต้นอยู่คนเดียว
ความสำเร็จของผู้บริหารสูงสุด คือ การที่องค์กรในภาพรวมมีการขับเคลื่อน มีชีวิตชีวา มีแรงบันดาลใจ มีการเปลี่ยนแปลง และมีผลสำเร็จเป็นรูปธรรม
มองจากมุมของคนนอกที่เคยทำงานที่ มอ. ๒๐ ปี มอ. ได้ก้าวหน้ามากจริงๆ ผมโชคดีมีโอกาสได้เรียนรู้จากการเข้าไปมีส่วนในมหาวิทยาลัยใหม่ จึงได้ทำความเข้าใจสิ่งที่เรียกว่า Natural History of University Development และเห็นว่า มอ. ได้เดินทางมาไกล
เรามีกำหนดสัมภาษณ์สมาชิกของมหาวิทยาลัย การสัมภาษณ์ทำให้ผมเห็นภาพจริงชัดเจน ว่าระดับของการพัฒนา ระดับความสามารถในการคิดและทำงานภาพใหญ่ ทำงานที่เกิดประโยชน์จริงๆ ต่อสังคม แตกต่างกันมากระหว่างวิทยาเขตใน มอ. วิธีคิดหรือกระบวนทัศน์ของคนในมหาวิทยาลัยยังมีส่วนที่ผมมองว่าล้าหลัง ทำให้ผมคิดว่าสิ่งที่ต้องการการพัฒนา คือ Management paradigm และ Management skill ที่เป็น Higher Education Skill ผมมองว่ามีคนที่เข้ามามีตำแหน่งบริหารโดยยังไม่มี competency ของการบริหารหน่วยงานในสถาบันอุดมศึกษา นี่คือสิ่งที่อธิการบดีน่าจะรีบดำเนินการ
ความท้าทายสำคัญ คือจะแปลวิสัยทัศน์ หรือ roadmap เป็นแผนปฏิบัติเชิงยุทธศาสตร์อย่างไร จะต้องมีการดำเนินการเพื่อเปลี่ยนวัฒนธรรม เพิ่มทักษะบางอย่างอย่างไร
ผมมองว่า จาก roadmap จะต้องมี list ของ competency ของพนักงานที่ต้องการ ใครมี competency แต่ละตัว จะต้องได้รับยกย่อง ได้ผลประโยชน์ และได้โอกาสแลกเปลี่ยนแก่เพื่อนร่วมงาน คือมีโอกาสใช้ KM เป็นเครื่องมือสร้าง competency ที่ต้องการ
วิธีพัฒนา competency เหล่านี้ น่าจะทำ ๒ ทางร่วมกัน ทางแรกคือการฝึกอบรม (training) ทางที่ ๒ คือ การเรียนรู้ (learning) โดยจัดเวที ลปรร. Competency จากผลงานที่จัดได้ว่าน่าภาคภูมิใจ น่ายกย่อง ในการบรรลุวิสัยทัศน์ที่ตั้งเป้าไว้ แนวทางที่ ๒ ก็คือแนว KM นั่นเอง
เรื่องใหญ่อย่างหนึ่ง คือ การคิดให้ชัด คิดจนเห็นชัดว่าลักษณะจำเพาะของงานหรือ กิจกรรมแต่ละอย่างคืออะไร และไม่ใช่คิดแบบลอยๆ ต้องคิดให้สมจริง คือ คิดในท่ามกลางคู่แข่ง คู่ร่วมมือมากมาย
นอกจากคิดชัดแล้ว ยังต้องทำแบบ "มีเครื่องผ่อนแรง" อีกด้วย เพราะว่าทรัพยากร บุคคลภายใน มอ. ส่วนที่ไม่ใช่วิทยาเขตหลัก มีจำกัด
ผมมองว่าพัฒนาการใหญ่ๆ ต้องทำร่วมกันในระดับประเทศ ไม่ควรแยกๆ กันทำ
มีบางเขตการศึกษาถูกกำหนดให้มีความเป็นนานาชาติ ใช้ภาษา bilingual คนที่มาให้สัมภาษณ์บอกว่าอยากให้ผู้บริหารสนับสนุนให้ฝึกภาษาอังกฤษโดยส่งไปปีนังหรือกรุงเทพ ซึ่งผมไม่เห็นด้วยเลย ผมมองว่าต้องเน้นการฝึกภาษาอังกฤษจากชีวิตการทำงานประจำนั่นเอง เจ้าหน้าที่ต้องเน้นการพึ่งตนเอง ฝึกตัวเอง ไม่ใช่เน้น "ไปเรียน" จะเห็นว่าผมคิดไม่เหมือนคนอื่น เมื่อพูดเรื่องการพัฒนาทักษะ ผมเน้น learning มากกว่า training และผมเน้น learning by doing มากกว่า
ผมรู้สึกว่าวิธีคิดของผู้คนในมหาวิทยาลัยยังเป็นแบบหวัง "การสนับสนุน" แบบพึ่งพิง จิตวิญญาณแบบช่วยตัวเองยังย่อหย่อนไปหน่อย ยังมอง "ทรัพยากร" เพื่อการพัฒนามหาวิทยาลัย ด้วยมุมมองที่แคบ มองแค่เงินงบประมาณ แต่ผมมองว่าสมัยนี้ "ทรัพยากร" คือความต้องการ การเปลี่ยนแปลงที่มีลักษณะ knowledge - based เช่น การพัฒนาโรงเรียน การพัฒนา อปท.ฯลฯ ซึ่งมหาวิทยาลัยจะเข้าถึงได้โดยการเข้าไปทำเครือข่ายกับหน่วยงานเป้าหมาย ใช้ networking เป็นลู่ทางสู่ทรัพยากร ที่จะมาพร้อมกับงาน ในลักษณะทรัพยากร ๒ จังหวะ
ผมมองว่าโลกทัศน์ของผู้มาให้สัมภาษณ์ยังไม่ใช่สภาพที่ผมอยากเห็น ผมอยากเห็น โลกทัศน์ที่หมกมุ่นอยู่กับโอกาส แต่คนส่วนใหญ่ที่มาให้สัมภาษณ์หมกมุ่นอยู่กับปัญหา และการแก้ปัญหา
ผมฟังความเห็นจากคนที่มาให้ความเห็นหลายๆ ฝ่ายแล้วรู้สึกว่า คนไทยเราดูจะชอบ เสนอแนะให้คนอื่นลงมือทำ ไม่ได้มาบอกว่าตนทำอะไรอยู่แล้ว และพร้อมจะให้ความร่วมมือ ทำอะไรด้วยกันบ้าง
ข้างบนนั้นคือข้อบันทึกความคิดคำนึงด้วย พีดีเอ ระหว่างที่ผมนั่งสัมภาษณ์อยู่ประมาณ ๘ ชั่วโมง เต็มเหยียดตลอดวัน ซึ่งอาจจะถูกบ้าง ผิดบ้าง แต่ก็เป็นความรู้สึกจริงๆ ที่เกิดขึ้นในใจของผม
หลังจบการสัมภาษณ์ ผมสรุปว่า ท่านอธิการบดี รศ. ดร. บุญสม ศิริบำรุงสุข ได้รับการยอมรับนับถือจากประชาคมใน มอ. สูงมาก แต่เป้าหมายตาม roadmap ๖ ข้อที่วางไว้ยังต้องการการดำเนินการอีกมาก แม้จะได้มีการดำเนินการดีๆ ไปมากแล้ว
จุดอ่อนที่ผมเห็นจากการไปสัมภาษณ์ในครั้งนี้ เกือบทั้งหมดไม่ใช่จุดอ่อนที่จำเพาะสำหรับ มอ. แต่เป็นจุดอ่อนที่มีอยู่ทั่วไปในระบบอุดมศึกษาไทย มอ. ประสบปัญหาหนักที่สถานการณ์ ๓ จังหวักภาคใต้ แต่วิกฤตินี้ก็มีทางพลิกเป็นโอกาสได้ ผมมีโอกาสได้เรียนแนวคิกพลิกวิกฤติเป็นโอกาสต่อผู้บริหารบางท่านที่ วข. ปน. ด้วยวาจาตอนจะขึ้นเครื่องบินกลับกรุงเทพในวันที่ ๒๒ พ.ย. ๕๐
วิจารณ์ พานิช
๒๓ พ.ย. ๕๐