อ่านจนทะลักออกมาเป็นงานเขียน

"อ่านจนทะลักออกมาเป็นงานเขียน" ประโยคเด็ดของอาจารย์ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์ที่ติดหู มาเป็นเดือนๆ หลังจากที่วนเวียนพัฒนากรอบความคิด บทที่1-3 มาอยู่หลายรอบ (แต่ช่วงนี้อาจารย์ต่อชีวิตให้ โดยการว่างการส่งงานช่วงนึง เพราะเห็นว่ากำลังง่วนกับงานใหญ่)  

ว่างหน่อยก็นั่งอ่านงานที่เกี่ยวข้องกับหัวข้อที่เลือก

ไม่น่าเชื่อเลย ทั้งๆ ที่รู้ว่าตัวเองอยากทำเรื่องอะไร มีพื้นที่หน้าตาแบบไหน แต่ก็ไม่สามารถเขียนออกมาได้ดังใจ  ก็คราวที่ส่ง(ร่าง)concept paper ก็นะ กว่าจะเอาออกมาได้ 5 หน้า ก็คั้นกันเสียแบบว่า "แทบจะท่องได้" ว่าตัวเองเขียนว่ายังไงบ้าง

นี่ยังต้องเขียนอีก 3 บท ก่อนจะสามารถลงพื้นที่ได้ โดยเฉพาะบทที่ 2 ทบทวนวรรณกรรมที่เกี่ยวข้อง ทำให้รู้จักตัวเองว่า "อ่านน้อยมาก" เช็คได้จากการอ่านงานแต่ละเล่มแต่ละเรื่องนั้น หลายอย่างที่ไม่สามารถเชื่อมโยงออกมาอธิบายปรากฏการณ์ของตัวเองได้  ทำให้เกิดอาการ "ลอก" และ "เลือกหมด"

อาจารย์บอกว่า ไม่ต้องตกใจ เพราะนี่คือ "อาการธาตุไฟเข้าแทรก" เนื่องจากไม่ชัดในแนวคิด และ ยังฝึกจับประเด็นได้น้อย ดังนั้นเมื่อรับข้อมูลมากๆ แล้วจัดการไม่ทัน หรือจัดการไม่ดีก็เป็นเรื่อง "ธรรมะ - ดา"อาจารย์กรุณาเล่าให้ฟังว่า เมื่อตอนที่ทำดอกเตอร์อยู่ที่คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ธรรมศาสตร์นั้น อาจารย์ทำเรื่องความยากจน ต้องอ่านเรื่องที่เกี่ยวกับแผนพัฒนาฯ ของรัฐ  ที่เชื่อมโยงกับวิธีคิดของรัฐ เป็นต้น ตอนนั้น ทั้งอ่านทั้งสัมภาษณ์ จนต้อง "เขียน" 

อาจารย์เขียนบความจากงานที่รีวิว ได้ตั้งหลายชิ้น เพราะข้อมูลมีมาก เกิด"ประเด็น" และ "เนื้อหา" จน "อยากเขียน"  และอีกเรื่องที่เล่าคือ วันหนึ่งอาจารย์ได้ไปขอให้ผู้รู้ในสังคมท่านนึงเขียนบทความให้เพื่อลงหนังสือ ทีมงานของอาจารย์ถามผู้รู้ท่านนั้นว่า "มีเวลาเขียนไหม" ท่านผู้รู้ตอบว่า "เวลาไม่ใช่สิ่งสำคัญ สำคัญว่ามีประเด็นไหม"

ก็อ่านอยู่ทุกวัน  แต่ไม่รู้ว่าเมื่อไรจะอ่านจนทะลักออกมาเป็นงานเขียนได้นะ ???????