เพราะแทนที่จะเรียนภาษาเขาและซึมซับวัฒนธรรมของเขาเข้ามามาก กลายเป็นได้เห็นคุณค่าของ สิ่งดีจากบ้านเรา ที่ฝรั่งเขาเอาไปชื่นชม

   จาก บันทึกที่แล้ว ผมกล่าวถึงความสบายใจที่ได้รับข่าวดีๆจากเพื่อนชาวเยอรมัน เขียนบันทึกนั้นเสร็จผมก็ e-mail ไปบอกเขาว่า ...

RE: Forest monastery in Germany‏
From: Pinit P. ([email protected])
Sent: Wednesday, November 21, 2007 8:00:49 AM
To:  Manfred Wiesberger ([email protected])

Dear Viriya,
     Thank you for the good news about the establishment of the Monastery. I'm quite happy to hear about such thing. I've already put this on My Blog (in Thai) last night.
     Hope things will go smoothly. Please let me know if there is anything I can help.

   Sawatdee Krub,
         Pinit.

       แล้วเพื่อนก็ตอบมาในวันเดียวกันว่า ....

AW: Forest monastery in Germany‏
From: Manfred Wiesberger ([email protected])
Sent: Wednesday, November 21, 2007 1:34:18 PM
To:  'Pinit P.' ([email protected])

Dear Pinit,

    Thank you for your support and for spreading the news.

    We´ll be coming to Thailand in January and I hope we can arrange a meeting. (I also hope I till can pay my resects to Luang Por Panya, my upajaya).

    By then we may have more news about the monastery because now there are lots of things to be done on a very boring bureaucratic level.

   I keep you updated.
 
     Sawatdee Krub
        Viriya

       ถึงตอนนี้ทำให้นึกถึงความคิดใหญ่ที่เคยมี แต่ทำได้แค่เริ่มต้นไว้ เมื่อ 2-3 ปีมาแล้ว  วันนี้อยากจะทำต่อให้เกิดผลจริงจังแล้วครับ
      พื้นฐานความเชื่อมีอยู่ว่า  ในเมื่อเป็นความจริงที่ วัตถุนิยม และ บริโภคนิยม มีอเมริกา และประเทศที่เจริญก้าวหน้าทางวัตถุเป็นแหล่งกำเนิด  แล้วก็ส่งผลร้ายระบาดไปทั่วโลก  สร้างความสูญเสีย และก่อปัญหามากมายให้กับประชากรของโลก และสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติ ของโลกโดยรวม  และมักจะตกหนักอยู่ที่เหยื่ออันโอชะ คือประเทศพวก จนแล้วไม่เจียม ทั้งหลาย  ผมจึงคิดว่าถ้าไปจัดการอย่างไรให้คนในประเทศอันเป็นเหมือนต้นธารแห่งความไม่เข้าท่า หรือ ต้นตอแห่งปัญหาเหล่านั้นได้  ก็เป็นเรื่องที่ควรคิด ควรทำกัน  ทีละน้อยก็ยังดี
    โดยสรุปก็คือเราต้องช่วยกัน ปลดปล่อย คนอเมริกัน หรือ คนชาติที่เป็นแหล่งดูดซับทรัพยากรโลกทั้งหลายให้ได้ ปลดเขาออกจาก แอก คือ มิจฉาทิฐิ ทั้งหลาย  ให้มีดวงตาเห็นธรรม  จนเกิดแนวร่วมในหมู่พวกเขาว่า  เขาจะต้องอยู่อย่างมีรัก มีเมตตา ให้กับ เพื่อนร่วมทุกข์ เกิด แก่ เจ็บ ตาย ในโลกนี้  ต่อต้านการเอารัดเอาเปรียบแบบบ้าคลั่ง ทนเห็นความอยุติธรรมไม่ได้ ฯลฯ  สุดท้ายเชื่อว่าปัญหาในโลกน่าจะลดลง  สันติสุขส่วนบุคคล และสันติภาพของโลกน่าจะกลับคืนมา  เพราะผู้มีกำลัง มีธรรมะในหัวใจ  คิดเบียดเบียนใครไม่เป็นอีกแล้ว
    ผมเล็งไปที่อดีตท่าน สันติกะโร หรือคุณ Robert Larson พันธมิตรศิษย์สวนโมกข์ที่ผม ชื่นชม และศรัทธาอย่างยิ่ง  เขาลาสิกขาออกจากสมณเพศไปแล้ว  แต่ยังทำหน้าที่แม่ทัพ เผยแผ่พุทธธรรม เจริญรอยตามทางของท่านอาจารย์พุทธทาสอย่าง ไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย  ประจักษ์พยานมีมากมาย  ไม่เชื่อก็ลอง Click เข้าไปดูได้ ที่ Website นี้ ครับ งานแปลผลงานท่านอาจารย์ โดยท่านผู้นี้เกือบทั้งหมด
    ผมมีต้นฉบับเสียงบรรยายธรรมของ สันติกะโร  อยู่ 14 เรื่อง แต่ละตอนมีความยาวประมาณ 30 นาที  เป็นการพูดธรรมะเป็นภาษาอังกฤษ โดยเจ้าของภาษาเอง สำเนียงชัดเจน และที่สำคัญ Speed ในการพูด เหมาะอย่างยิ่งที่จะใช้ฝึกการฟังภาษาอังกฤษ ควบคู่กับการเรียนรู้ธรรมะตามแนวสวนโมกข์ไปด้วยพร้อมๆกัน  ครูสอนภาษาอังกฤษบ้านเรามีไว้ จะเป็นสื่อการเรียนการสอนที่วิเศษเลยทีเดียว  เพราะแทนที่จะเรียนภาษาเขาและซึมซับวัฒนธรรมของเขาเข้ามามาก  กลายเป็นได้เห็นคุณค่าของ สิ่งดีจากบ้านเรา ที่ฝรั่งเขาเอาไปชื่นชม ต่างกันลิบลับกับการเรียนภาษา แล้วตามบ้าวัฒนธรรมเขาด้วย อย่างที่เห็นกันอยู่ทั่วๆไป
    เว้าซื่อๆก็คือผมจะทำ CD ขาย กะว่าแผ่นละสัก 2 ตอน เวลารวม 1 ชั่วโมง  14 เรื่องก็จะได้ 7 ชุด แล้วนำรายได้ส่งไปช่วยสนับสนุน กิจกรรมการเผยแผ่ธรรมะ ที่ Liberation Park ที่ Chicago  USA  โน่นครับ  ตั้งชื่อโครงการเสียใหญ่โตว่า โครงการปลดปล่อยอเมริกา หรือ Free Americans  ขนาดนั้นเลยทีเดียวครับ คิดจะปลดแอกอเมริกา ใครว่าบ้าก็ไม่เป็นไร
     ผมนำแผ่นต้นฉบับมาสำเนาแจกจ่ายให้ท่านผู้ใหญ่ที่เคารพนับถือ ในมูลนิธิการศึกษาเพื่อสันติภาพพระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตโต) และให้เพื่อนฝรั่งบางคนที่สนใจไปแล้ว ราว 5-6 แผ่นครับ ท่านดร.ถนอม  อินทรกำเนิด แนะนำว่า ทำเรื่องขออนุญาตเสียให้ถูกต้องก็ดี ผมจึงดำเนินการขออย่างเป็นทางการจากเจ้าของเสียง จนได้คำยืนยันอนุญาตให้จัดทำเรียบร้อยแล้ว ที่จริงเขาอนุญาตมาก่อนแล้วด้วยการคุยๆกันแบบมิตรสหายครับ
    นั่นคือเหตุการณ์ก่อนผมได้รู้จัก และเข้ามาสู่โลก GotoKnow ครับ ผ่านมา 2-3 ปี ผมเก็บโครงการนี้ใส่ลิ้นชัก  และดูเหมือนจะล็อกกุญแจอย่างแน่นหนาด้วย  แถมหาลูกกุญแจไม่เจออีกต่างหาก
    
          วันนี้ผมอยากทำจริงๆแล้วครับ ด้วยเหตุผลดังนี้

  • นำรายได้ กึ่งหนึ่ง ส่งไปช่วยงาน เผยแผ่พุทธธรรม ในอเมริกา (อาจจะเยอรมันด้วยในอนาคต)
  • นำรายได้ อีกกึ่งหนึ่ง ส่งไปช่วย GotoKnow และ Learners
  • สถานภาพปัจจุบัน ทำให้ผมพอมีเวลาทำได้
  • เชื่อว่าญาติ Gotoknow จะช่วยทำความตั้งใจของผมให้เป็นจริงได้ ในระดับที่ควรจะเป็น

    รายละเอียด จะค่อยๆตามมาครับ ทั้งเรื่องเนื้อหาสาระ และ ตัวอย่าง เสียงจริงๆ ที่อาจจะตัดมาให้ฟังเป็น Sample
    โปรดคอยติดตาม และแสดงความเห็นได้ครับ