ผมกลับจากกรุงเทพเช้านี้ เห็นคำสั่งแต่งตั้งคณะทำงานจัดการความรู้แก้จนเมืองนครที่เคยไปนำเสนอในงานมหกรรมจัดการความรู้แห่งชาติที่มิราเคิล ซึ่งได้หารือกันหลายครั้งหลายคราแล้ว

ก่อนเที่ยงผอ.กศน.ซึ่งเป็นเลขานุการคณะกรรมการอำนวยการโครงการแวะมาคุยเรื่องการจัดประชุมชี้แจงคณะทำงานเพื่อทำความเข้าใจแนวคิดการดำเนินงานโครงการในวันที่21ก.พ.นี้

งานครั้งนี้ต้องทำในเชิงปริมาณอย่างมีคุณภาพซึ่งเป็นเรื่องที่ยากมาก โดยเฉพาะเป็นเรื่องวัฒนธรรมองค์กรของหน่วยงานราชการและวิถีชีวิตของชาวบ้านในชุมชนรายครัวเรือน

ผมสรุปว่าที่การพัฒนาของเราล้มเหลวมาโดยตลอดเพราะสังคมไทยอ่อนแอทั้งระบบ

กองทุนหมู่บ้านและเอสเอ็มแอลเป็นตัวอย่างที่ดีในข้อสรุปข้างต้นนี้

เงินกองกลางกว่า70,000 ล้านบาทของกองทุนหมู่บ้านและประมาณ20,000ล้านบาทของเอสเอ็มแอลลงไปให้ชุมชนบริการจัดการกันเอง

เงินสนับสนุนกลไกพี่เลี้ยงผ่านสถาบันอุดมศึกษา บัณฑิตกองทุน 5,000 ล้านบาท และผ่านหน่วยงานสนับสนุนในพื้นที่อีกมากมายลงไปเสริมสร้างคนและการบริหารจัดการ เช่นเดียวกับนักศึกษาและอาจารย์ที่ปรึกษาในโครงการเอสเอ็มแอลที่ลงไปปชส.และติดตามสนับสนุนซึ่งประสบผลสำเร็จตามเจตนารมณ์เพียงน้อยนิด

เมื่อสังคมเราอ่อนแอทั้งระบบ ก็ต้องฟื้นฟูกันทั้งระบบ การใช้ยุทธศาสตร์จุดคานงัด

ออกกำลังน้อยแต่เกิดความเปลี่ยนแปลงมากก็ต้องอาศัยไม้คานที่ยาว ยาวมากเท่าไรยิ่งดี

โครงการจัดการความรู้แก้จนเมืองนครเป็นความตั้งใจที่จะพลิกฟื้นชุมชนด้วยการฟื้นฟูระบบสนับสนุนทั้งปฏิบัติการ นโยบายและวิชาการไปพร้อมๆกัน จึงเป็นเรื่องค่อนข้างยาก

ผมเข้าใจว่าคงเกินกำลังความสามารถของคนใดคนหนึ่งเป็นแน่ แต่ถ้าตั้งใจกันหลายๆคนก็น่าจะมีทางปรับเปลี่ยนให้ดีขึ้นได้บ้าง

ผมขอเสนอแนวทางการทำงานครั้งนี้ด้วยแบบจำลองความคิด(โมเดล)จากประสบการณ์ที่สั่งสมมาดังนี้

รายละเอียด โมเดลการจัดการความรู้แก้จนเมืองนคร 

หวังว่าจะได้แลกเปลี่ยนกับคนหน้างานที่กำลังปฏิบัติการอยู่ในที่ต่างๆครับ