ปีนี้มีโอกาสมีส่วนร่วมช่วยพ่อทำนาหลายครั้งเริ่มตั้งแต่ต้นปี50 ปรับภูมิทัศน์บริเวณเที่ยงนา และสร้างส้วมเพื่อปลดทุกข์ จนวันสุดท้ายของกระบวนการเก็บเกี่ยว วันเสาร์ที่ 17 พย 50 รับปากกับพ่อไว้หลายวันแล้วว่ากลับจากประชุม QA-Forum <อ่าน> เย็นวันศุกร์ ตื่นเช้าวันเสาร์จะเดินทางออกไปเจอกัน เพราะพ่อออกไปนอนเฝ้าข้าวที่ตากอยู่นาไว้หลายวันแล้ว

กับภารกิจขนกระสอบข้าวเปลือก 240 ถุงปุ๋ย (กะน้ำหนักกระสอบละประมาณ 20 กก.) เป็นข้าวเจ้าประมาณ 1 ใน 5 ส่วน ที่เหลือเป็นข้าวเหนียว

แรงงานมี 3 ชาย คือ พ่อ อา และผม ใช้เวลาเกือบทั้งวันกว่าจะขน 10 เที่ยวๆละประมาณ 24 ถุง ใส่รถบิ๊กอัพของอา ใส่มากไม่ได้เดี๋ยวยากแตก ขนไปไว้บ้านปู่ย่า ระยะทางจากนาประมาณ 1 กิโลเมตร

ปีนี้จะสุ่มเสียงของชาวนาหลายคนว่า ได้ข้าวเยอะเกือบทุกเจ้าเลยรวมถึงของพ่อผมด้วย ทำให้เข้าใจว่าเมื่อผลผลิตได้ดี ความเหน็ดเหนื่อยก็คลายไปมาก แต่ในทางกลับกันปีไหนผลผลิตต่ำ ขาดทุน ความเหนื่อยทั้งกายและใจยิ่งทวีเท่านั้น

แม้ผมจะรู้สึกเหนื่อยหนักในการครั้งนี้ เนื่องจากการเดินทางตีตั๋วยืน <อ่าน>จากโคราชถึงมหาสารคาม ถึง ตีหนึ่ง แต่คงเทียบไม่ได้กับผู้ที่เป็นชาวนามืออาชีพที่ทำมาตลอดทั้งชีวิต กระดูกสันหลังของชาว ทำให้เข้าใจความรู้สึกของชาวนามากขึ้นครับ

กะว่าคงรออีกสักครู่ก่อนจะขายข้าว รอให้ราคาดีก่อน ส่วนหนึ่งจะเก็บไว้เป็นข้าวปลูกสำหรับปีหน้าอีกส่วนหนึ่งคงสีไว้กินในปีนี้

ดูพ่อไม่แสดงอาการเหนื่อยเลยกับการครั้งนี้ ทั้งที่อายุอีกไม่กี่ปีก็เกษียณแล้ว อาจเพราะกำลังใจจากครอบครัว รวมถึงผมก็ไม่แสดงอาการ หรือ บ่นออกมาเลยแม้แต่คำเดียว

ผลออกมาบวก ลบ คูณ หารแล้ว จะได้กำไร หรือ ขาดทุน คงไม่ใช้เรื่องใหญ่ เพราะกำไรชีวิตเติมเต็มกันและกันในครอบครัว คือ เราได้กำลังใจจากกันและกัน แม้เราจะเป็นแค่ชาวนามือสมัครเล่นก็ตาม

 ถ้าผมเป็นผู้นำหมู่บ้าน มีโอกาสคงสร้างเวทีแบบชาวบ้านๆ เพื่อ show & share หลังการเก็บเกี่ยว หาผู้ที่ได้ข้าวต่อไร่มากที่สุด หรือ ได้กำไรมากหลังจากหักทุนแล้ว เล่าให้ฟัง มีเคล็ดลับใด ให้คนรุ่นหลังฟัง