เป็นครั้งที่ 2 ของชีวิตที่มีโอกาสเข้าร่วมวงเสวนา QA-Forum ณ ห้องประชุม 201 ชั้น 2 อาคารจามจุรี 3 จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย วันศุกร์ที่ 16 พฤศจิกายน 2550 ศ.นพ.อดุลย์ วิริยเวชกุล ราชบัณฑิต เป็นประธาน
ความโชคดีอย่างที่ 1 ครั้งนี้ท่าน ผอ.สมศ. คือ ศ.ดร.สมหวัง พิธิยานุวัฒน์ มาเล่าถึง (ใบ้) แนวทางของการประเมินคุณภาพภายนอกรอบที่ 3 อุดมศึกษา มีหลายประเด็นที่น่าสนใจ เพื่อการเตรียมการในอีกสองสามปีข้างหน้า คือ
- การจัดกลุ่มสถาบัน ยังคงยืนยันขณะนี้มีแน่ 2 กลุ่มเป็นอย่างน้อย คือ 1)กลุ่มผลิตบัณฑิตและวิจัย 2)กลุ่มผลิตบัณฑิต โดยสถาบันใดเลือกที่จะอยู่ในกลุ่มผลิตบัณฑิตและวิจัย การประเมินจะเน้นเรื่องของระดับบัณฑิตศึกษา งานวิจัย ความเป็นสากล การจัดอันดับโลก ส่วนสถาบันใดเลือกที่จะอยู่ในกลุ่มผลิตบัณฑิต การประเมินจะเน้นการวัดบัณฑิตอุดมคติ หลักสูตร และการวิจัยเพื่อพัฒนาการเรียนการสอน
- สำหรับกลุ่มผลิตบัณฑิตและบริการวิชาการแก่ชุมชุน กับ กลุ่มผลิตบัณฑิตและทำนุบำรุงศิลปะฯ สมศ. ยังไม่แน่ใจ
- การทำหน้าที่ของคณะกรรมการประเมินภายนอก จาก สมศ. ในรอบที่ 3 อาจจะเน้นเรื่องของการสอบทานผลการประกันคุณภาพภายในเท่านั้น
- จะเน้นลงไปถึงหลักสูตรสาขาวิชา
- มีคำถามที่ว่า กลุ่มสาขาจำเป็นหรือไม่ต้องอยู่ในกลุ่มเดียวกันตามที่สถาบันเลือก? ประเด็นนี้ ทาง ผอ.สมศ. กล่าวว่าอยากได้ข้อเสนอแนะเพิ่มเติมจากสถาบันต่างๆ เพื่อไปประกอบการตัดสินใจ ดังนั้น ในการประชุมเพื่อสร้างเครือข่าย ครั้งที่ 1 ณ มฟล. ระหว่างวันที่ 25-26 มกราคม 51 จะนำไปเป็นหัวข้อในการพูดคุยในครั้งนี้ด้วย เพื่อรวบรวมแก่ สมศ. ต่อไป
- มีคำถามที่ว่า เป็นไปได้มากน้อยแค่ไหนที่องค์ประกอบของคณะกรรมการประเมินภายนอกจะมีผู้ทรงคุณวุฒิชาวต่างชาติด้วย?คำตอบยังไม่แน่ชัด
สรุปโดยส่วนตัวเพื่อการเตรียมความพร้อมรอบที่ 3 มมส.
- สถาบันต้องสร้างระบบและกลไกการประกันคุณภาพภายในให้ดีที่สุด เข้มแข็ง ตามแนวทาง ของ ต้นสังกัด คือ สกอ. อย่ากังวลกับการประเมินภายนอก เพื่อ สมศ. จะทำหน้าที่สอบทานผลภายในเท่านั้น สรุปคือ ถ้าทำภายในดี ภายนอกจะดีตามมาเอง
- สถาบันต้องทบทวนและตัดสินใจได้แล้วว่า ควรจะเลือกอยู่ในกลุ่มใด ตามจุดเน้นและบริบทของตัวเอง
- สถาบันต้องหวนกลับมาดูหลักสูตรที่เปิดอยู่ปัจจุบัน รวมถึงที่กำลังจะเปิด ว่าเป็นไปตามเกณฑ์มาตรฐานหลักสูตรหรือไม่
- สถาบันต้องกำหนดให้มีการประเมินโดยเริ่มตั้งแต่ระดับสาขา หรือระดับหลักสูตร หรือภาควิชา
- สถาบันต้องทำความเข้าใจกับประชาคมภายใน ให้รู้ และเข้าในทิศทางที่จะเป็นไป รวมถึงการให้ความสำคัญกับผู้มีส่วนเกี่ยวข้องจากภายนอกมหาวิทยาลัยอย่างจริงจัง
- สถาบันต้องส่งเสริมให้บุคลากรที่รับผิดชอบงานประกันคุณภาพ ให้มีทักษะการสื่อสารภาษาอังกฤษ เผื่อมีผู้ทรงคุณวุฒิชาวต่างชาติเป็นผู้ประเมิน
ความโชคดีอย่างที่ 2 มีโอกาสได้คุยทักทายกับคุณตูน เจนจิต หลังจากเจอกันหลายครั้ง หลายที่ประชุม เฉียดไปเฉียดมา พร้อมแจกอีเมลให้ผม ประเด็นคือผมอย่าง ลปรร. ประสบการณ์ที่ มน. เคยนำเอาเครื่องมือธารปัญญามาใช้ในการพัฒนาคุณภาพ จากผลประเมิน
กัมปนาท
19พย50
สวัสดีครับพี่ขจิต
ในโลกยุคโลกาภิวัฒน์ ไม่ว่าทั้งสายอาจารย์หรือบุคลากรสายสนับสนุนการเรียนการสอน ย่อมมีทักษะการสื่อสารภาษาที่สองครับ
ไม่งั้นแข่งเขาไม่ทันแน่ครับ โดยเฉพาะมหาวิทยาลัยที่อยู่ภูมิภาคครับ
ขอบคุณครับ
ขอบคุณครับท่านอาจารย์จิตเจริญ
ได้ข่าวมานานแล้วว่าที่คณะสหเวชศาสตร์ มน. มีดีครับ
อ.จารุฉัตร คณะวิทยาศาสตร์ มมส. ก็ยืนยันมาแล้วอีกเสียงหนึ่ง ว่าดีจริงครับ
ผมก็ยืนยันอีกเสียงครับ
เรียนท่าน อ.แจ๊คและชาว อุดมศึกษา
ผมเป็น ผอ.โรงเรียน ขอแสดงความคิดเห็นและอยากให้เผยแพร่แนวคิดการประกันคุณภาพภายในที่เฉพาะเจาะจงในกระบวนการที่มีผลโดยตรงต่อคุณภาพของผู้เรียน นั่นคือการประกันการสอนของครู ครูทุกคนควรจะประกันคุณภาพการสอนของตนเอง เช่น ประกันปัจจัยพื้นฐานของครู การจัดทำแผนการสอน ออกแบบการสอน การสอน การสอบ ว่าจะเป็นไปตามเป้าหมายของหลักสูตรและส่งผลให้เด็กหรือผู้เรียนเป็นคนดี คนเก่ง มีความสุขในการใช้ชีวิตและสุขในการเรียนรู้ โดยครูหรืออาจารย์ดำเนินการอย่างประกันคุณภาพ โดยใช้แนวทางประกันคุณภาพภายในเป็นเครื่องมือในการดำเนินการ ประกันคุณภาพการสอนของครู ทั้งปัจจัย กระบวนการ ผลผลิต ผลลัพธ์ ที่เกิดจากการจัดการเรียนการสอนของครูหรือคณาจารย์ ในส่วนผู้บริหารเน้นประกันการบริหารจัดการ เป็นต้น
การประกันดังกล่าวยังเป็นส่วนหนึ่งของการประกันคุณภาพภายในสถาบันทางการศึกษาผมเองก็จะผลักดันแนวคิดนี้เช่นกัน และเชื่อเป็นอย่างยิ่งว่าคุณภาพของผลผลิตจะดีอย่างแน่นอน
คุณภาพการศึกษาไม่ได้เกิดจากความบังเอิญแต่เกิดจากความพยายามทุ่มเทดำเนินการอย่างชาญฉลาด