ครูกฤษณ์ ฤทธิ์เดชา เป็นครูภูมิปัญญาไทย รุ่น ๔ ด้านศิลปกรรม (ศิลปะการต่อสู้ประจำชาติ) ซึ่งผมได้มีโอกาสไปสัมผัสตัวตนเป็นๆ และฟังเรื่องเล่าที่น่าสนใจ ขอนำมาถ่ายทอดให้อ่านกัน...เรื่องความภาคภูมิใจในบรรพบุรุษไทย
ในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ได้ส่ง ออกพระวิสูตรสุนทร-โกษาปาน ไปเจริญสัมพันธไมตรีกับพระเจ้าหลุยส์ ที่ ๑๔ แห่งฝรั่งเศส ซึ่งได้มีบันทึกไว้ในจดหมายเหตุของ ลาลูแบร์ และจดหมายเหตุต่างๆ ว่า
ความเดิม
วันที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2228 ราชทูตไทย ชุดที่ 3 มีออกพระวิสูตรสุนทร คือท่านโกษาปาน เป็นราชทูต ออกเดินทางไปฝรั่งเศสได้เฝ้าพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ที่พระราชวังแวร์ซายส์ เมื่อ 1 กันยายน พ.ศ. 2229 และเดินทางกลับจากฝรั่งเศสเมื่อ 1 มีนาคม พ.ศ. 2229 (เปลี่ยนเป็นปีใหม่ 1 เมษายน) ถึงปากน้ำเจ้าพระยาเมื่อ 27 กันยายน พ.ศ. 2230 พร้อมด้วย มองซิเออร์ เดอ ลาลูแบร์ อัครราชทูตของพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 แห่งฝรั่งเศส
เรื่องเล่า
เรื่องท่านโกษาปานไปฝรั่งเศสนั้น ในพงศาวดารเล่าว่า สมเด็จพระนารายณ์มหาราชได้ทรงปรึกษากับเจ้าพระยาโกษา (เหล็ก-ผู้เป็นพี่ชายท่านโกษาปาน) ว่าควรจะส่งผู้ใดออกไปดี เจ้าพระยาโกษาเหล็ก จึงได้กราบทูลว่า มีน้องชายของท่านคนหนึ่งชื่อ "ปาน" เป็นคนฉลาดเฉลียว และมีสติปัญญาดี
สมเด็จพระนารายณ์จึงโปรดให้เข้าเฝ้า ทรงพระราชปฏิสันถารจนเป็นที่พอพระราชหฤทัยแลัว จึงกำหนดตัวให้เป็นราชทูตเพื่ออัญเชิญพระราชสาส์นของพระองค์ ออกไปเจริญทางพระราชไมตรีกับ
พระเจ้ากรุงฝรั่งเศส
ในครั้งนั้นท่านโกษาปาน ได้นำอาจารย์ (ปะขาว) ผู้เชี่ยวชาญคาถาอาคมไปกับตนด้วย
“...........เมื่อเรือสำเภาจะเข้าสู่กรุงฝรั่งเศสนั้น จะต้องผ่านวังน้ำวน เรือสินค้ามากมายถูกดูดลงสู่วังน้ำวน จมลงนับร้อย เรือสำเภาอันท่านโกษาปานราชทูตโดยสารมานั้น จะถูกดูดเข้าวังวน ปะขาวอาจารย์ของท่านโกษาปาน ได้ตั้งพิธีขึ้น ระลึกถึงพุทธานุภาพ ทำอาโปกสิณ บัดหนึ่งก็เกิดลมสลาตันยกเรือสำเภาของพระยาโกษาปาน ข้ามผ่านวังน้ำวนนั้นไปเป็นที่อัศจรรย์"
เมื่อท่านไปถึงฝรั่งเศส ต้องรอเข้าเฝ้าพระเจ้าหลุยส์ที่ ๑๔ ด้วยความอดทนถึง ๑๕ วัน โดยท่านคุกเข่าทูลพระราชสานส์รอเฝ้าอยู่อย่างนั้น.. จนพระเจ้าหลุยส์ที่ ๑๔ ทรงเห็นความอดทนจึงยอมให้เข้าเฝ้าได้
ทรงรับสั่งให้ล่ามถามทูตถึงทางอันมาในทะเลนั้นสะดวกดี หรือมีเหตุการณ์ประการใดบ้าง ครั้นได้ทรงทราบว่ากำปั่น (สำเภา) ตกวนเวียนอยู่ในวังน้ำวนใหญ่ถึงสามวัน จึงขึ้นพ้นมาได้ ก็ให้สงสัยพระทัยนัก ด้วยว่าแต่ก่อนแม้ว่ากำปั่นลำใดตกลงในวังวนนั้นแล้ว ก็จะถูกดูดจมลงไปสิ้น มิอาจรอดขึ้นได้แต่สักลำหนึ่ง จึงให้ล่ามซักถามทูตอีก ทูตให้การยืนคำอยู่ก็มิได้ทรงเชื่อ จึงให้สืบถามบรรดาฝรั่งเศสลูกเรือ ต่างก็ให้การสมคำราชทูตทั้งสิ้น ทรงเห็นเป็นมหัศจรรย์นัก จึงให้ซักถามราชทูตว่าคิดอ่านแก้ไขประการใด กำปั่นจึงรอดพ้นจากวนได้ ท่านโกษาปานราชทูตได้กราบทูลว่า “ ข้าพเจ้าคิดกระทำสัตยาธิฐาน ขอเอาพระกฤษฎานุภาพแห่งสมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัวทั้งสองฝ่าย ซึ่งเริ่มแรกจะผูกพระราชสัมพันธ์มีแก่กัน ขอจงอย่าได้เสียสูญขาดทางพระราชไมตรีจากกันเลย เอาความสัจจาข้อนี้เป็นที่พำนัก ด้วยพระเดชพระคุณพระพุทธเจ้าอยู่หัวทั้งสองฝ่าย ก็บันดาลเกิดเป็นมหาวาตะพายุใหญ่ พัดหวนหอบเอากำปั่นพ้นจากวังวนได้ “ พระเจ้ากรุงฝรั่งเศสได้ทรงฟังคำราชทูตก็เห็นจริงด้วย พระราชดำริว่าพระเจ้ากรุงศรีอยุธยามีบุญญามากเสมอด้วยพระองค์ ก็ทรงพระมหากรุณาแก่ราชทูต อยู่มาวันหนึ่ง พระเจ้าหลุยส์ ต้องการแสดงพระราชอำนาจให้แก่คณะทูต จึงเชิญให้เข้ามาเฝ้า...
"...........ในเวลาเที่ยง พระเจ้าหลุยส์ที่ ๑๔ ได้ทรงให้ทหารมหาดเล็กรักษาพระองค์แม่นปืนสองหมู่ หมู่หนึ่งชุดแต่งกายแดงร้อยคน หมู่หนึ่งชุดแต่งกายดำร้อยคน ตั้งกองอยู่ตรงข้ามกัน ห่างกันสักสี่สิบห้าสิบวา ฝ่ายทหารชุดแต่งกายแดงทั้งร้อยคน ยิงปืนไปยังหน่วยทหารแต่งกายดำ ลูกปืนเข้าสู่ลำกล้องของทหารแต่งกายดำทั้งร้อยกระบอก พระเจ้าหลุยส์ที่ ๑๔ ทรงตรัสว่า พระเจ้าแผ่นดินสยาม มีทหารแม่นปืนเช่นนี้หรือไม่ ? ท่านโกษาปานตอบว่า ในเมืองสยามไม่มีทหารแม่นปืน เหมือนเช่นในฝรั่งเศส เพราะอาวุธปืน ไม่อาจทำอันตรายทหารสยามได้ จึงไม่มีความจำเป็น ในการตั้งกองทหารปืน พระเจ้าหลุยส์ ที่ ๑๔ จึงตรัสว่า มีเหตุเช่นนั้นจริงหรือ ?
ท่านโกษาปานจึงกราบทูลตอบว่า “ข้าพระพุทธเจ้า จะขอแสดงให้ทอดพระเนตรในวันพรุ่ง โดยขอให้หน่วยทหาร ทั้งชุดแดงและชุดดำ เป็นผู้ยิงปืน”
ในวันรุ่งขึ้น อาจารย์ปะขาวได้ตั้งศาลเพียงตา แลวางสายสิญจน์รอบปักธงธวัชแล้ว ให้กลาสีเรือชายสยามทั้งร้อย เข้าไปอยู่ภายในวงรอบสายสิญจน์ มลฑลพิธี
ภายนอกห่างไปสักยี่สิบวา ทหารชุดแต่งกายแดง และทหารชุดแต่งกายดำ พร้อมปืนยืนรออยู่ เมื่อปะขาวผู้ทรงศีลให้สัญญาณ ท่านโกษาปาน จึงกราบทูลให้พระเจ้าหลุยส์ที่ ๑๔ รับสั่งให้ทหารปืนทั้งหมด เล็งยิงไปยังกลาสีเรือชายสยามทั้ง ๑๐๐ คนนั้น
เสียงปืน ๒๐๐ กระบอก ดังสนั่นหน้าพระที่นั่ง ควันปืนอบอวลคลุ้งกระจาย ลูกกระสุนปืนทั้ง ๒๐๐ นัด มิได้ระคาย แม้ชายเสื้อทหารสยามทั้งหลาย เป็นที่อัศจรรย์
อาจารย์ทหารสยามจึงร้องอนุญาตไปว่าท่านจงยิงอีกเถิด ทีนี้เราจะให้เพลิงติดดินดำ แลจะให้กระสุนออกทั้งสิ้น
ทหารฝรั่งเศส พร้อมกันยิงอีก เพลิงก็ติดดินดำ กระสุนก็ออกจากลำกล้อง ตกลงตรงปากกระบอกบ้าง ห่างออกไปบ้าง ลางกระสุนก็ตกลงที่ใกล้เบญจา แต่จะได้ถูกต้องทหารไทยผู้หนึ่งผู้ใดหามิได้
พระเจ้าหลุยส์ที่ ๑๔ จึงทรงตรัสถามท่านโกษาปานว่า สมเด็จพระนารายณ์มหาราช มียอดทหารเช่นนี้อีกเท่าใด?
ท่านโกษาปานกราบทูลตอบว่า “ชายสยามเหล่านี้ เป็นเพียงประชาชนชาวบ้านธรรมดาทั่วๆ ไป ที่เกณฑ์มาเป็นกลาสีเรือเท่านั้น ส่วนทหารของสมเด็จพระนารายณ์มหาราชเจ้านั้น เยี่ยมยอดกว่านี้มากมาย" (ความจริงแล้ว กลาสีเรือทั้ง ๑๐๐ คนนี้ คือหน่วยอาทมาต ที่ได้ศึกษาวิชชาชาตรี เจนจบในตำหรับพิชัยสงครามมาเป็นอย่างดีแล้ว)
..........พระเจ้าหลุยส์ที่ ๑๔ ตรัสสรรเสริญ สมเด็จพระนารายณ์มหาราช ว่ามีบารมี ที่มีทหารหาญ ที่แกร่งกล้าและคงทนแก่ศาสตราวุธ จึงสามารถรักษาประเทศสยาม ให้เป็นเอกราชไว้ได้..........”
พระเจ้าหลุยส์ที่ ๑๔ มีพระราชประสงค์จะใคร่ได้พืชพันธุ์ของท่านโกษาปานไว้ จึ่งพระราชทานนางข้าหลวงให้เป็นภรรยาคนหนึ่ง แล้วพระราชทานเครื่องแต่งตัวอย่างฝรั่ง ล้วนประดับด้วยพลอยต่าง ๆ กับสนองพระองค์ทรงองค์หนึ่ง แล้วให้เขียนรูปราชทูตแลจดหมายถ้อยคำไว้ทุกประการ
แลราชทูตก็อยู่กินกับภรรยา จนมีบุตรชายคนหนึ่ง มีรูปร่างเหมือนบิดา.......ต้นสกุล Kosapan ในฝรั่งเศส
beeman ๒๑.๐๐น.15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2550
_________________________________________________
หมายเหตุ บันทึกเรื่องนี้สอนให้คิดได้มากมาย เช่น พระเจ้ากรุงฝรั่งเศสอาจคิดว่า ท่านโกษาปาน มีวิชาคงกะพัน อยากได้เชื้อสายที่คงกะพันอยู่ในฝรั่งเศส หรืออาจคิดว่าท่านโกษาปานฉลาดทางการเจรจา จึงอยากได้เชื้อสายไว้บ้าง....แต่นับว่าท่านโกษาปานทำงานสำเร็จสมดังมุ่งหมาย กรุงฝรั่งเศสจึงเจริญพระราชไมตรีกับกรุงสยาม....
![]() |
มนุษย์ผึ้งมหัศจรรย์ |

เรียน ท่านอาจารย์ BeeMan นับถือ นับถือ ขอบพระคุณครับ
สวัดดีคะ
อาจารย์เขียนได้ดีมากเลยคะ อ่านแล้วหนูรู้สึกว่าเปิดโลกทัศน์ทางประวัติศาสตร์ของหนูมากเลยคะ
เรียน น้องไม่แสดงตน
ท่าน BeeMan ทดสอบ หย่า Blog เผื่อ เหตุการณ์ รือ
เรียนท่านอาจารย์ JJ
My apology for typing in Eng. I cant type Thai so well. It is interesting to see how story is told over the years. My understanding was that Kosapan's trip to France was on board French's ship, not Chinese style junk boat. I was also told that while Kosapan was in France, he indeed waited for quite sometime before he was granted presence with Fresnch KIng, Louis the 14th, however instead of siting and waiting for 15 days, he was very well taken care of and was on many trips to see French country side, attended many welcome receptions hosted by French "Hi-So" .
I am not writing this to contradict Beeman, just want to raise an awareness that when trying to understand what happened in history, one must be mindful ofr from whom the information is given.
It is facinating to see countless of versions of history being told. Have fun reading, one thing we all can agree on is history is worth the research and is most valuable for all generations who care to learn.
Best regards,
O
สุดยอดครับ สุดยอดมากที่ท่านนําความรู้มาให้รับทราบกัน ขอบพระคุณมากเลยนะครับ ท่านคือไทย มิใช่ไทยเเต่ในนามจริงๆ ขอบคุณครับ