เนตติปกรณ์เป็นการเสนอวิธีการตีความพุทธธรรมโดยพระมหากัจจายนะ
ในกลุ่มผู้ศึกษาพระพุทธศาสนา เมื่อกล่าวถึงคัมภีร์เนตติปกรณ์ คงเป็นที่รู้จักและเข้าใจดีว่ากล่าวถึงเรื่องอะไร ผมคิดว่า คัมภีร์ดังกล่าวนี้มีความสำคัญมากทีเดียวสำหรับการศึกษาตีความพุทธธรรมไม่ว่าจะมุ่งเป้าหมายใด เพราะส่วนใหญ่เวลาศึกษาอธิบายพุทธธรรม มักจะพบว่า ดำเนินการโดยอัตโนมติ คือการอธิบายตามความเข้าใจที่อยู่บนฐานของความเข้าใจเอาเอง โดยไม่ได้ตรวจสอบความถูกต้องกับคัมภีร์ที่ยืนยันความถูกต้อง บ่อยครั้งที่พบการอ้างข้อมูลที่ผิดต่อกันทอด ๆ เพราะต่างก็ไม่ได้ตรวจสอบกับคัมภีร์เดิม คัมภีร์เนตติปกรณ์ช่วยได้ในเรื่องนี้ เพราะได้ให้วิธีการและเกณฑ์ตัดสินการตีความ การอธิบายไว้อย่างยอดเยี่ยมทีเดียว ลองศึกษาดุน่ะครับ
อยากทราบ การตีความตามนัยเนตติปกรณ์ เรื่องมหาสติปัฏฐานสูตร อย่างละเอียดครับ อ่านเนตติปกรณ์ยังไม่เข้าใจ เลยตีความไม่ถูก เราจะตีความอย่างไร วางหลักอย่างไร ขอคำอธิบายครับ
ประการแรก ควรเลือกศึกษา "หาระ" ในเนติปกรณ์ก่อนน่ะครับ การนำวิธีการตีความในเนติปกรณ์มาใช้ ไม่จำเป็นต้องมาทั้ง ๑๖ ก็ได้ อาจเลือกบางหาระคละกันไป ผมแนะนำให้ใช้เพียง "วิจยหาระ" ก็เพียงพอแล้วครับ แล้วตั้งเป็นโจทก์/ประเด็นคำถามไว้ตามลำดับ ประการที่สอง อ่านสติปัฏฐานสูตร โดยใช้กรอบ "วิจยหาระ" ในการวิเคราะห์ ตามลำดับ คือ ๑) วิเคราะห์บท คือ คำศัพท์สำคัญในมหาสติปัฎฐานสูตร มีอะไรบ้างที่ควรวิเคราะห์ความหมายให้ผู้อ่านเข้าใจมากยิ่งขึ้น อาจเริ่มที่คำว่า มหาสติปัฏฐาน ตัวอย่างการวิเคราะห์ หาดูได้ในคัมภีร์อรรถกถา เช่น การวิเคราะห์ข้อความว่า เอวมฺเม สุตํ เอวํ แปลว่า อย่างไร มีนัยความหมายอย่างไร เม หมายถึงใคร และสุตํ ฟังอย่างไร แม้กระทั่งคำว่า เอกายโน ก็น่าวิเคราะห์ยิ่งครับ ๒) ลักษณะคำถาม มีนัยเป็นสองคือ เราเป็นผู้ตั้งคำถามเองแล้วสืบค้นหาคำตอบ และวิเคราะห์คำถามที่มีอยู่แล้วในมหาสติปัฏฐานสูตร ว่าเป็นคำถามแบบไหน ๓) ลักษณะคำตอบ ก็มีนัยเดียวกับคำถาม เพราะเนื่องกัน ๔) การเชื่อมโยง คือการศึกษาวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างประโยคข้อความหน้ากับประโยคข้อความหลัง ระหว่างคำถามกับคำตอบ เพื่อให้เห็นถึงความมีเอกภาพระหว่างคำหน้ากับคำหลัง ไม่ขัดแย้งกัน อาจใช้เป็นการตรวจสอบการนำเสนอของเราเองได้ด้วย ๕) อัสสาทะ คือ การวิเคราะห์ถึงข้อดี ความพึงพอใจ ยินดี ด้านที่เป็นคุณหรือแง่บวกของงานเขียน เนื้อหาสาระที่เป็นประโยชน์ ให้คุณค่าแก่ชีวิต หากเป็นมหาสติปัฏฐานสูตร ก็ต้องดูว่า มีเนื้อหาส่วนไหนที่เป็นอัสสาทะ ๖) อาทีนวะ คือ ข้อเสีย หรือ ด้านลบที่เป็นโทษของงานที่ควรปรับปรุง เนื้อหาสาระที่ไม่ถูกต้อง และไม่เป็นประโยชน์ หากเป็นมหาสติปัฏฐานสูตร ก็ต้องเช่นกันว่า มีเนื้อหาส่วนไหนที่เป็นอาทีนวะ ๗) นิสสรณะ คือ ทางออก แนวทางออกจากข้อเสีย ปัญหา หรือ สิ่งที่เป็นโทษ การเสนอให้ข้อเสนอแนะ เพื่อปรับปรุง การชี้ทางออกที่เป็นประโยชน์ หากเป็นมหาสติปัฏฐานสูตร ก็ต้องเช่นกันว่า มีเนื้อหาส่วนไหนที่เป็นนิสสรณะบ้าง ๘) ผลลัพธ์ หรืออานิสงส์ที่เกิดจากการดำเนินตามนิสสรณะหรือทางออกนั้นแล้ว เป็นการชี้ให้เห็นว่า ถ้าหากแก้ไข ปรับปรุงตามข้อเสนอแนะแล้ว จะมีผลดีเช่นไรบ้าง ๙) อุบายหรือวิธีการที่แยบยลเพื่อให้เกิดผล โดยใช้อุบายบางอย่างกระตุ้นให้ดำเนินตามแนวทางออกที่เสนอไว้ เป็นวิธีการสร้างแรงจูงใจให้เกิดการปรับปรุง แก้ไข ๑๐) อาณัติ คือ การกล่าวชักจูง การชักชวน การโน้มน้าวให้แรงจูงใจใฝ่รู้ ใฝ่กระทำ ประพฤติปฏิบัติ ทั้งชักชวน ชี้ชวน และสั่งบังคับ ๑๑) อนุคีติ คือ การกล่าวย้ำถึงสิ่งที่ได้กล่าวมาแล้วอีกครั้งหนึ่ง เป็นการสรุปย้ำประเด็นที่กล่าวมาแล้ว อ้างข้อความจากที่อื่นเพื่อสนับสนุนข้อความที่กล่าวมา เพื่อให้ข้อความที่กล่าวมานั้นมีความน่าเชื่อถือ ข้อความที่อ้างอาจเป็นข้อความที่เป็นพุทธพจน์ หรือคำของอาจารย์ในอดีตก็ได้ เช่น เตนาห ภควา (เหตุนั้น พระผู้พระภาคเจ้าจึงตรัสว่า) ยถาห ภควา (เหมือนดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า) เตนาหุ โปราณา (เพราะเหตุนั้น โบราณาจารย์ จึงกล่าวไว้ว่า) หากเทียบปัจจุบัน ก็คือ การอ้างอิงแหล่งข้อมูล ครับ ๑๒) สูตร ได้แก่ นวังคสัตถุสาสน์ คือ สุตตะ เคยยะ เวยยากรณะ คาถา อุทาน ชาตกะ อิติวุตตกะ อัพภูตธัมมะ เวทัลละ ในข้อนี้ ก็บอกแต่เพียงว่า มหาสติปัฏฐานสูตร นับเนื่องเป็นอย่างไหนใน เก้า อย่างนี้ ครับ ประการที่สาม ก็เหลือเพียงการเข้าไปศึกษาวิเคราะห์ดูว่า ในมหาสติปัฏฐานสูตร มีเนื้อหาส่วนไหน เข้าในประเด็นไหนบ้าง แล้ววเคราะห์นำเสนอตามลำดับหัวข้อในวิจยหาระที่ว่านี้ ครับ หวังว่าคงได้แนวทางน่ะครับ
ขอคำตอบเพื่อเป็นแนวทางศึกษาค้นคว้าในเชิงลึกต่อไป
1.พุทธปรัชญากับปรัชญาแตกต่างกันอย่างไร
2.แก่นแท้ของปรัชญาตะวันตกคืออะไร
3.แก่นแท้ของปรัชญาตะวันออกคืออะไร
อ่านแล้วเข้าใจยากครับ แต่สนใจทั้งปรัชญาและศาสนา ยังมีคำถามเยอะแต่จะค่อยๆทะยอยถามเรื่อยๆ ของเรียนผ่านออนไลน์ก่อนเผื่อได้เรียนในระบบมหาวิทยาลัยในอนาคต ครับ.
พุทธปรัชญากับปรัชญาแตกต่างกันอย่างไร?
มีผู้ให้ความเห็นโดยภาพรวมเป็น สอง อย่างว่า
๑. พุทธปรัชญา เป็นปรัชญาระบบหนึ่งในปวงปรัชญาทั้งหลาย
๒. พุทธปรัชญา เป็นปรัชญาที่ครอบคลุมเนื้อหาของปวงปรัชญาทั้งหลาย
ทั้งสองแนวคิดต่างให้เหตุผลน่าสนใจว่า ๑) ปรัชญาเป็นระบบแนวคิดใหญ่ ที่ครอบคลุมและเป็นแม่ของศาสตร์บรรดามีอีกหลายศาสตร์ เมื่อมองจากแง่นี้ พุทธปรัชญาจึงเป็นส่วนหนึ่งของปวงปรัชญา ส่วนแนวคิดที่สอง ก็บอกว่า หากพิจารณาถึงเนื้อหาปรัชญาแล้ว จะพบว่า มีเนื้อหาปรากฏอยู่ในพุทธปรัชญาครบถ้วน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ปรัชญาทางตะวันตก จากมุมมองทั้งสองนี้ จะเห็นว่า พุทธปรัชญากับปรัชญา มีเหมือนความเหมือนกันในฐานะเป็นระบบความคิดเกี่ยวกับความจริงของชีวิตมนุษย์ โลก และจักรวาล และหากจะมีความแตกต่างกันก็ตรงที่พุทธปรัชญา มีเนื้อหาที่เป็นคำสอนของพระพุทธเจ้าเกี่ยวกับมนุษย์ โลก และจักรวาลดังกล่าว เป็นการเฉพาะ ซึ่งเนื้อหาดังกล่าว อาจจะมีทั้งส่วนเหมือนและส่วนต่างจากระบบปรัชญาอื่น ๆ บ้างก็ได้
แต่จะอย่างไรก็ตาม พุทธปรัชญาและปรัชญาอื่น ๆ ต่างมีความสนใจมุ่งศึกษาหาคำตอบเกี่ยวกับมนุษย์ โลก และจักรวาลเช่นเดียวกัน
ดังนั้น การใช้คำว่า พุทธปรัชญา จึงเป็นการใช้เรียกวิธีการศึกษาพระพุทธศาสนาในเชิงปรัชญา ที่ไม่ได้ใช้ศรัทธาความเชื่อเป็นตัวตั้ง หากแต่ใช้ความสงสัยใคร่รู้เกี่ยวกับพระพุทธศาสนา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เน้นการวิพากษ์วิจารณ์ วิเคราะห์ ตั้งถามเพื่อให้ความรู้เกี่ยวกับเรื่องนั้น ๆ อย่างกระจ่างชัด ประการหนึ่ง อีกประการหนึ่ง คำว่า พุทธปรัชญา จะใช้ในบริบทแห่งการศึกษาปรัชญา ซึ่งเป็นการจัดพุทธปรัชญาเป็นระบบหนึ่งตามแนวคิดแรก
วันนี้เอาเท่านี้ก่อนนะครับ
กลับมาประเด็นที่ว่าพุทธปรัชญากับปรัชญาแตกต่างกันอย่างไร ต่อครับ
ผมขอเสนอในกรอบแนวคิดที่ว่า พุทธปรัชญาเป็นระบบปรัชญาอีกระบบหนึ่งในบรรดาปวงปรัชญาทั้งหลาย เหตุผลอยู่ตรงที่นิยามความหมายและลักษณะของความเป็นปรัชญา กล่าวคือ มีผู้ให้นิยามความหมายคล้ายกันว่า คำว่า ปรัชญา นั้นเป็นศัพท์ในภาษาสันสกฤษ ที่ยืมมาใช้ในภาษาไทย มีความหมายว่า รอบรู้ รู้ทั่ว มีนัยแสดงให้เห็นถึงความเป็นผล คือ ความรู้รอบ คำว่าปรัชญาดังกล่าวนี้ ได้นำมาใช้เป็นคำแปลของศัพท์ภาษาอังกฤษว่า Philosophy ซึ่งมีความหมายว่า รักในความรู้ หรือรักที่จะเรียนรู้ จึงมีนัยแสดงให้เห็นถึงความเป็นเหตุ นั่นหมายความว่า philosohpy นั้น เน้นที่เหตุ คือ วิธิการ กระบวนการในการแสวงหาความรู้
จะเห็นว่า เมื่อพิจารณาจากความหมายตามศัพท์ของคำว่า ปรัชญา และ philosophy ดังกล่าวแล้ว ทั้งสองคำจะมีความหมายไม่ตรงกันทีเดียวนัก แต่อย่างไรก็ตาม ในบริบทการศึกษาด้านปรัชญา ก็มีความเข้าใจถึงประเด็นนี้ดี
ความเป็นปรัชญาที่แท้จริง อยู่ที่ความสงสัยใคร่รู้ในสรรพสิ่งรอบตัวมนุษย์ แล้วไม่หยุดอยู่แค่ความสงสัยเท่านั้น หากแต่มุ่งแสวงหา ค้นคว้าหาคำตอบในเรื่องที่ตนสงสัยนั้น กล่าวให้ชัดขึ้น ก็คือ หากเห็นว่า เรื่องใดเป็นปัญหา แล้วสงสัยว่าทำไมจึงเกิดปัญหานั้นขึ้น และจะแก้ไขปัญหานั้นอย่างไร จากนั้น จึงเข้าสู่กระบวนการแสวงหาคำตอบนั้น ๆ
ที่นับพุทธปรัชญาเป็นปรัชญาระบบหนึ่ง ก็ด้วยเหตุผลที่ว่านี้ เพราะจุดเริ่มต้นแห่งพุทธปรัชญาอยู่ที่ความสงสัยในความจริงของชีวิตที่เกิดขึ้นแก่เจ้าชายสิทธัตถะในขณะยังมิได้เสด็จออกผนวช กล่าวคือ ทรงเล็งเห็นถึง ความแก่ ความเจ็บ และความตายเป็นปัญหาของชีวิตมนุษย์ และได้ตั้งคำถามกับพระองค์ว่า จะหลุดพ้นจากความแก่ ความเจ็บและความตายนี้ได้อย่างไรหรือไม่ จากนั้น จึงทรงอุทิศเวลาและชีวิตเพื่อแสวงหาคำตอบที่ว่านี้จนได้คำตอบ ทั้งยังทรงค้นพบมรรคาสู่ความหลุดพ้นจากสภาวะดังกล่าวนั้นด้วย พุทธปรัชญาจึงก่อกำเนิดขึ้น และได้รับการนำสืบมาจนกระทั่งปัจจุบัน
โดยนัยนี้ พุทธปรัชญาจึงเป็นปรัชญาระบบหนึ่งที่เกิดขึ้นเพราะสงสัยใคร่รู้ของเจ้าชายสิทธัตถะดังกล่าวข้างต้น
พุทธปรัชญากับพุทธศาสนาต่างกันอย่างไร? อีกคำถามหนึ่งทีมักถูกถามบ่อย ๆ คือ พุทธปรัชญากับพุทธศาสนาต่างกันอย่างไร ?
คำถามนี้มีผู้ตอบมากหลายอยู่ พอสรุปประมวลได้ว่า พุทธปรัชญากับพุทธศาสนานั้น ต่างกันตรงที่ (๑) เป้าหมาย (๒) วิธีการ (๓) บริบท แห่งการศึกษาพุทธศาสนาหรือการใช้คำทั้งสองนี้ในบริบทไหน
อย่างไรก็ตาม คำสำคัญที่เป็นนัยชี้บ่งถึงความแตกต่างกัน คือ คำว่า ปรัชญาและศาสนา ดังนั้น หากจะมีความแตกต่างกันก็อยู่ที่ความหมายและลักษณะของทั้งสองคำเป็นสำคัญ
ความหมายของปรัชญา ดังได้กล่าวแล้วข้างต้น แต่ยังมีลักษณะสำคัญอีกประการหนึ่ง คือ ลักษณะของปรัชญาจะไม่ผูกขาดการนำไปใช้หรือนำไปปฏิบัติ มิได้กำหนดกฎเกณฑ์ตายตัวว่า จะต้องนำความรู้ที่ค้นหาได้จากเรื่องที่สงสัยนั้น ไปใช้ในชีวิตประจำวัน หากแต่เป็นการเปิดโอกาสให้เลือกว่า จะนำไปใช้หรือไม่ก็ได้ เรียกว่า ให้อิสระในการเลือกบริโภคความคิด ลักษณะทั่วไปของปรัชญาจะเป็นประมาณนี้ โดยเฉพาะปรัชญาแบบตะวันตก
ส่วนคำว่า ศาสนา หมายถึง ความสั่งสอน หรือ ชุดความรู้ชุดหนึ่ง หรือจะเรียกให้ตรงศัพท์คือ หลักความเชื่อในความรู้ชุดหนึ่ง ซึ่งศาสดาของแต่ละศาสนาค้นพบและนำมาสั่งสอน ศาสนาจะผูกโยงอยู่กับความเชื่อ จุดเริ่มต้นของความเป็นศาสนาคือ ความเชื่อ ไม่ว่าจะเป็นความเชื่อที่มีปัญญาความรู้ หรือความเชื่อที่ไม่มีปัญหาก็ตาม นักศาสนาหลายคนเสนอว่า จงเชื่อแล้วจะเกิดความรู้ ดังนั้น ศาสนาจึงมีลักษณะการผูดขาดว่าจะต้องนำความรู้ที่ได้นั้นไปปฏิบัติในชีวิตจริง และต้องปฏิบัติอย่างจริงจังถึงจะได้ลิ้มรสแห่งสิ่งที่ศาสนาสอน
จะเห็นว่า ในบริบทแบบสังคมไทย จะเป็นแบบพุทธปรัชญา มากกว่า พุทธศาสนา เพราะไม่ได้มีการนำพุทธธรรมมาใช้อย่างจริงจัง แม้จะมีความรู้ทางพุทธศาสนามากก็ตาม
ดังนั้น คงพอจะเห็นความแตกต่างระหว่างทั้งสองคำนี้แล้ว ว่า หากมีเป้าหมายเพื่อต้องการเรียนรู้เพราะสงสัยใคร่รู้เกี่ยวกับพุทธธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าโดยไม่เกี่ยวกับความเชื่อ ไม่มีศรัทธาในพุทธศาสนาแต่อย่างใด ก็จะเป็นการศึกษาแบบพุทธปรัชญา
และในการศึกษาแบบพุทธปรัชญา ก็จะมีวิธีการที่ต่างออกไปคือ เน้นที่การวิเคราะห์ วิพากษ์วิจารณ์ ตั้งประเด็นเพื่ออภิปรายด้วยเหตุผล ให้กระจ่าง จากนั้น อาจไม่ได้นำไปปฏิบัติแต่อย่างใด หรืออาจนำใช้ก็ได้ หากศึกษาแบบศาสนา อาจไม่เปิดโอกาสให้ถามอะไรมาก ให้เชื่อไว้ก่อนแล้วทำตาม จะดีเอง
โดยนัยหากในบริบทที่ต้องกล่าวถึงในเชิงปรัชญา อาจต้องใช้คำว่าพุทธปรัชญา และในบริบทที่ต้องกล่าวถึงในเชิงศาสนา อาจต้องให้คำว่มพุทธศาสนา
2.แก่นแท้ของปรัชญาตะวันตกคืออะไร
แก่นของปรัชญาตะวันตก ยังคงมีส่วนที่แย้งกันสุดขั้วและส่วนที่พยายามประนีประนอมกัน กล่าวคือ
(๑) ความเป็นจิตนิยมที่สุดขั้วที่เห็นว่า ความจริงแท้นั้นมีเพียงจิตเท่านั้น อย่างอื่นไม่ใช่ความจริงแท้ หรือปฏิเสธสิ่งที่เป็นวัตถุทั้งหมดว่าไม่ได้มีอยู่จริง และเห็นว่า การที่วัตถุทั้งหลายมีอยู่นั้นเป็นเพราะจิตรับรู้ หากไม่มีจิตรับรู้ มันก็ไม่มี
หรือ ความเป็นจิตนิยมอีกลักษณะหนึ่ง คือ ยอมรับการมีอยู่ของวัตถุทั้งหลายด้วย แต่ให้ความสำคัญแก่จิตมากกว่า ทำนองว่า จิตเป็นนาย กายเป็นบ่าว แนวคิดนี้จึงยังไม่สุดขั้วเหมือนลักษณะแรก
(๒) ความเป็นวัตถุนิยม หรือสสารนิยม ที่เป็นเห็นว่า ความจริงแท้นั้นคือวัตถุ วัตถุเท่านั้นมีอยู่จริง ส่วนที่เรียกว่าจิตนั้น มิได้มีอยู่จริง
(๓) ความเป็นสัจจนิยม ที่เห็นว่า ความจริงแท้นั้นมี ๒ ลักษณะคือ จิตและวัตถุ ต่างก็มีความเป็นจริงและมีอยู่ด้วยกันทั้งคู่
แนวคิดทั้ง ๓ ลักษณะนี้ ยังคงเป็นเนื้อหาทางปรัชญาตะวันตก ยังเป็นที่ถกเถียงกันอยู่ ยังไม่มีคำตอบเป็นเอกฉันท์ แม้ว่าแต่ละนักคิดในแต่ละสำนักจะเสนอคำตอบเป็นของตนเองก็ตาม และมีสานุศิษย์ที่ยอมรับและนำสืบแนวคิดก็ตาม
อย่างไรก็ตาม ในตะวันตก ปรัชญาแบบวัตถุนิยม จะได้รับการตอบรับมากกว่าแบบอื่น ๆ จะเห็นได้จากพัฒนาการทางวัตถุที่แสดงออกทางเทคโนโลยีต่าง ๆ หรือ จากพัฒนาการทางวิทยาศาสตร์
ความเป็นวิทยาศาสตร์ เดิมที คือ ปรัชญาธรรมชาติ หรือปรัชญาวิทยาศาสตร์ ที่มุ่งหาคำตอบจากธรรมชาติโดยเฉพาะทางวัตถุจนเป็นที่ประจักษ์ในคำตอบที่ลงตัวในหลายประเด็น จึงแยกตนเป็นอีกศาสตร์หนึ่ง ภายใต้ชื่อ วิทยาศาสตร์ และมีการพัฒนาอย่างหยุดยั้งจนถึงปัจจุบัน
ในขณะที่ปรัชญาแบบจิตนิยมนั้น ค่อนข้างจะถดถอยเพราะพิสูจน์ให้เห็นเชิงประจักษ์แบบวัตถุนิยมได้ยาก ที่สำคัญ เมื่อต้องพิสูจน์อะไรสักอย่างหนึ่ง มักจะใช้อายตนะหรือประสาทสัมผัส ๕ ของมนุษย์เป็นเครื่องมือ ฉะนั้น ความเป็นจิตนิยม ประสาทสัมผัสเพียง ๕ ไม่สามารถให้คำตอบหรือใช้เป็นเครื่องมือในการพิสูจน์หาความจริงเกี่ยวกับจิตได้
ดังนั้น จากฐานคิดทางอภิปรัชญาดังกล่าว จึงนำไปสู่ประเด็นทางญาณวิทยา จริยศาสตร์ และสุนทรียศาสตร์ โดยมีตรรกศาสตร์เป็นเครื่องมือชี้ให้เห็นถึงแนวความคิดเหล่านั้น
กล่าวได้ว่า ความเป็นเหตุผลทั้งในแง่ของภาษาและในแง่ที่สอดคล้องกับความเป็นจริง เป็นแก่นของปรัชญาตะวันตก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง บางประเด็นความคิด อาจใช้เหตุผลทางภาษาเป็นหลักอย่างเดียว โดยไม่สนใจว่า จะสอดคล้องหรือตรงกับความเป็นจริงหรือไม่ก็ได้ และบางประเด็นของแนวคิด อาจไม่สนใจเช่นกันว่าจะมีประโยชน์ต่อการดำเนินชีวิตหรือไม่ หรือจะนำไปใช้ประโยชน์อะไรได้บ้างหรือไม่ ก็ได้ หากแต่มุ่งเพื่อหาความรู้เกี่ยวกับเรื่องนี้เพียงอย่างเดียว เป็นความรู้เพื่อความรู้
3.แก่นแท้ของปรัชญาตะวันออกคืออะไร
แก่นแท้ของปรัชญาตะวันออก ในสาระสำคัญไม่ต่างจากปรัชญาตะวันตกดังกล่าวข้างต้น เพียงแต่ในความเป็นปรัชญาตะวันออกโดยทั่วไป จะมุ่งเน้นความรู้ที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ในชีวิตประจำวัน เป็นปรัชญาเพื่อชีวิตมากกว่าปรัชญาตะวันตก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การสามารถแก้ปัญหาชีวิตของมนุษย์ในชีวิตประจำวันได้ เน้นแนวคิดที่สามารถให้ประโยชน์สุขแก่มนุษย์มากกว่า แม้ในบางสำนักจะพูดถึงความจริงเชิงอภิปรัชญาที่ดูเหมือนไม่เกี่ยวกับการดำเนินชีวิตประจำวันก็ตาม แต่จะดึงและโยงให้เป็นประโยชน์ต่อการดำเนินชีวิตประจำวันในที่สุด โดยเน้นว่าการพูดถึงความจริงเชิงอภิปรัชญานั้นก็เพื่อแสดงให้เห็นถึงเหตุผลของการปฏิบัติเชิงจริยศาสตร์ว่า ทำไมถึงต้องทำอย่างนี้ ไม่ควรทำอย่างนั้น
ขอบคุณครับ ที่ตอบคำถามมีคำถามต่อดังนี้
๑. คัมภีร์เนตติปกรณ์กับคัมภีร์เปฏโกปเทศมีความเหมือนและแตกต่างกันอย่างไร
๒. พุทธจริยศาสตร์มีเกณฑ์ตัดสินความดีความชั่วอย่างไร
๓. ทรรศนะพุทธปรัชญาต่อปัญหาการค้ามนุษย์มีหรือไม่ อย่างไร
๔. วิธาน,นิจวัฏ แปลว่า อะไร
Would you please explain:
"...๑๑) อนุคีติ คือ การกล่าวย้ำถึงสิ่งที่ได้กล่าวมาแล้วอีกครั้งหนึ่ง เป็นการสรุปย้ำประเด็นที่กล่าวมาแล้ว อ้างข้อความจากที่อื่นเพื่อสนับสนุนข้อความที่กล่าวมา เพื่อให้ข้อความที่กล่าวมานั้นมีความน่าเชื่อถือ ข้อความที่อ้างอาจเป็นข้อความที่เป็นพุทธพจน์ หรือคำของอาจารย์ในอดีตก็ได้ เช่น เตนาห ภควา (เหตุนั้น พระผู้พระภาคเจ้าจึงตรัสว่า) ยถาห ภควา (เหมือนดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า) เตนาหุ โปราณา (เพราะเหตุนั้น โบราณาจารย์ จึงกล่าวไว้ว่า) หากเทียบปัจจุบัน ก็คือ การอ้างอิงแหล่งข้อมูล ครับ..."
in the context of Galamasutta?