2.แก่นแท้ของปรัชญาตะวันตกคืออะไร
แก่นของปรัชญาตะวันตก ยังคงมีส่วนที่แย้งกันสุดขั้วและส่วนที่พยายามประนีประนอมกัน กล่าวคือ
(๑) ความเป็นจิตนิยมที่สุดขั้วที่เห็นว่า ความจริงแท้นั้นมีเพียงจิตเท่านั้น อย่างอื่นไม่ใช่ความจริงแท้ หรือปฏิเสธสิ่งที่เป็นวัตถุทั้งหมดว่าไม่ได้มีอยู่จริง และเห็นว่า การที่วัตถุทั้งหลายมีอยู่นั้นเป็นเพราะจิตรับรู้ หากไม่มีจิตรับรู้ มันก็ไม่มี
หรือ ความเป็นจิตนิยมอีกลักษณะหนึ่ง คือ ยอมรับการมีอยู่ของวัตถุทั้งหลายด้วย แต่ให้ความสำคัญแก่จิตมากกว่า ทำนองว่า จิตเป็นนาย กายเป็นบ่าว แนวคิดนี้จึงยังไม่สุดขั้วเหมือนลักษณะแรก
(๒) ความเป็นวัตถุนิยม หรือสสารนิยม ที่เป็นเห็นว่า ความจริงแท้นั้นคือวัตถุ วัตถุเท่านั้นมีอยู่จริง ส่วนที่เรียกว่าจิตนั้น มิได้มีอยู่จริง
(๓) ความเป็นสัจจนิยม ที่เห็นว่า ความจริงแท้นั้นมี ๒ ลักษณะคือ จิตและวัตถุ ต่างก็มีความเป็นจริงและมีอยู่ด้วยกันทั้งคู่
แนวคิดทั้ง ๓ ลักษณะนี้ ยังคงเป็นเนื้อหาทางปรัชญาตะวันตก ยังเป็นที่ถกเถียงกันอยู่ ยังไม่มีคำตอบเป็นเอกฉันท์ แม้ว่าแต่ละนักคิดในแต่ละสำนักจะเสนอคำตอบเป็นของตนเองก็ตาม และมีสานุศิษย์ที่ยอมรับและนำสืบแนวคิดก็ตาม
อย่างไรก็ตาม ในตะวันตก ปรัชญาแบบวัตถุนิยม จะได้รับการตอบรับมากกว่าแบบอื่น ๆ จะเห็นได้จากพัฒนาการทางวัตถุที่แสดงออกทางเทคโนโลยีต่าง ๆ หรือ จากพัฒนาการทางวิทยาศาสตร์
ความเป็นวิทยาศาสตร์ เดิมที คือ ปรัชญาธรรมชาติ หรือปรัชญาวิทยาศาสตร์ ที่มุ่งหาคำตอบจากธรรมชาติโดยเฉพาะทางวัตถุจนเป็นที่ประจักษ์ในคำตอบที่ลงตัวในหลายประเด็น จึงแยกตนเป็นอีกศาสตร์หนึ่ง ภายใต้ชื่อ วิทยาศาสตร์ และมีการพัฒนาอย่างหยุดยั้งจนถึงปัจจุบัน
ในขณะที่ปรัชญาแบบจิตนิยมนั้น ค่อนข้างจะถดถอยเพราะพิสูจน์ให้เห็นเชิงประจักษ์แบบวัตถุนิยมได้ยาก ที่สำคัญ เมื่อต้องพิสูจน์อะไรสักอย่างหนึ่ง มักจะใช้อายตนะหรือประสาทสัมผัส ๕ ของมนุษย์เป็นเครื่องมือ ฉะนั้น ความเป็นจิตนิยม ประสาทสัมผัสเพียง ๕ ไม่สามารถให้คำตอบหรือใช้เป็นเครื่องมือในการพิสูจน์หาความจริงเกี่ยวกับจิตได้
ดังนั้น จากฐานคิดทางอภิปรัชญาดังกล่าว จึงนำไปสู่ประเด็นทางญาณวิทยา จริยศาสตร์ และสุนทรียศาสตร์ โดยมีตรรกศาสตร์เป็นเครื่องมือชี้ให้เห็นถึงแนวความคิดเหล่านั้น
กล่าวได้ว่า ความเป็นเหตุผลทั้งในแง่ของภาษาและในแง่ที่สอดคล้องกับความเป็นจริง เป็นแก่นของปรัชญาตะวันตก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง บางประเด็นความคิด อาจใช้เหตุผลทางภาษาเป็นหลักอย่างเดียว โดยไม่สนใจว่า จะสอดคล้องหรือตรงกับความเป็นจริงหรือไม่ก็ได้ และบางประเด็นของแนวคิด อาจไม่สนใจเช่นกันว่าจะมีประโยชน์ต่อการดำเนินชีวิตหรือไม่ หรือจะนำไปใช้ประโยชน์อะไรได้บ้างหรือไม่ ก็ได้ หากแต่มุ่งเพื่อหาความรู้เกี่ยวกับเรื่องนี้เพียงอย่างเดียว เป็นความรู้เพื่อความรู้