ประการแรก ควรเลือกศึกษา "หาระ" ในเนติปกรณ์ก่อนน่ะครับ การนำวิธีการตีความในเนติปกรณ์มาใช้ ไม่จำเป็นต้องมาทั้ง ๑๖ ก็ได้ อาจเลือกบางหาระคละกันไป ผมแนะนำให้ใช้เพียง "วิจยหาระ" ก็เพียงพอแล้วครับ แล้วตั้งเป็นโจทก์/ประเด็นคำถามไว้ตามลำดับ ประการที่สอง อ่านสติปัฏฐานสูตร โดยใช้กรอบ "วิจยหาระ" ในการวิเคราะห์ ตามลำดับ คือ ๑) วิเคราะห์บท คือ คำศัพท์สำคัญในมหาสติปัฎฐานสูตร มีอะไรบ้างที่ควรวิเคราะห์ความหมายให้ผู้อ่านเข้าใจมากยิ่งขึ้น อาจเริ่มที่คำว่า มหาสติปัฏฐาน ตัวอย่างการวิเคราะห์ หาดูได้ในคัมภีร์อรรถกถา เช่น การวิเคราะห์ข้อความว่า เอวมฺเม สุตํ เอวํ แปลว่า อย่างไร มีนัยความหมายอย่างไร เม หมายถึงใคร และสุตํ ฟังอย่างไร แม้กระทั่งคำว่า เอกายโน ก็น่าวิเคราะห์ยิ่งครับ ๒) ลักษณะคำถาม มีนัยเป็นสองคือ เราเป็นผู้ตั้งคำถามเองแล้วสืบค้นหาคำตอบ และวิเคราะห์คำถามที่มีอยู่แล้วในมหาสติปัฏฐานสูตร ว่าเป็นคำถามแบบไหน ๓) ลักษณะคำตอบ ก็มีนัยเดียวกับคำถาม เพราะเนื่องกัน ๔) การเชื่อมโยง คือการศึกษาวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างประโยคข้อความหน้ากับประโยคข้อความหลัง ระหว่างคำถามกับคำตอบ เพื่อให้เห็นถึงความมีเอกภาพระหว่างคำหน้ากับคำหลัง ไม่ขัดแย้งกัน อาจใช้เป็นการตรวจสอบการนำเสนอของเราเองได้ด้วย ๕) อัสสาทะ คือ การวิเคราะห์ถึงข้อดี ความพึงพอใจ ยินดี ด้านที่เป็นคุณหรือแง่บวกของงานเขียน เนื้อหาสาระที่เป็นประโยชน์ ให้คุณค่าแก่ชีวิต หากเป็นมหาสติปัฏฐานสูตร ก็ต้องดูว่า มีเนื้อหาส่วนไหนที่เป็นอัสสาทะ ๖) อาทีนวะ คือ ข้อเสีย หรือ ด้านลบที่เป็นโทษของงานที่ควรปรับปรุง เนื้อหาสาระที่ไม่ถูกต้อง และไม่เป็นประโยชน์ หากเป็นมหาสติปัฏฐานสูตร ก็ต้องเช่นกันว่า มีเนื้อหาส่วนไหนที่เป็นอาทีนวะ ๗) นิสสรณะ คือ ทางออก แนวทางออกจากข้อเสีย ปัญหา หรือ สิ่งที่เป็นโทษ การเสนอให้ข้อเสนอแนะ เพื่อปรับปรุง การชี้ทางออกที่เป็นประโยชน์ หากเป็นมหาสติปัฏฐานสูตร ก็ต้องเช่นกันว่า มีเนื้อหาส่วนไหนที่เป็นนิสสรณะบ้าง ๘) ผลลัพธ์ หรืออานิสงส์ที่เกิดจากการดำเนินตามนิสสรณะหรือทางออกนั้นแล้ว เป็นการชี้ให้เห็นว่า ถ้าหากแก้ไข ปรับปรุงตามข้อเสนอแนะแล้ว จะมีผลดีเช่นไรบ้าง ๙) อุบายหรือวิธีการที่แยบยลเพื่อให้เกิดผล โดยใช้อุบายบางอย่างกระตุ้นให้ดำเนินตามแนวทางออกที่เสนอไว้ เป็นวิธีการสร้างแรงจูงใจให้เกิดการปรับปรุง แก้ไข ๑๐) อาณัติ คือ การกล่าวชักจูง การชักชวน การโน้มน้าวให้แรงจูงใจใฝ่รู้ ใฝ่กระทำ ประพฤติปฏิบัติ ทั้งชักชวน ชี้ชวน และสั่งบังคับ ๑๑) อนุคีติ คือ การกล่าวย้ำถึงสิ่งที่ได้กล่าวมาแล้วอีกครั้งหนึ่ง เป็นการสรุปย้ำประเด็นที่กล่าวมาแล้ว อ้างข้อความจากที่อื่นเพื่อสนับสนุนข้อความที่กล่าวมา เพื่อให้ข้อความที่กล่าวมานั้นมีความน่าเชื่อถือ ข้อความที่อ้างอาจเป็นข้อความที่เป็นพุทธพจน์ หรือคำของอาจารย์ในอดีตก็ได้ เช่น เตนาห ภควา (เหตุนั้น พระผู้พระภาคเจ้าจึงตรัสว่า) ยถาห ภควา (เหมือนดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า) เตนาหุ โปราณา (เพราะเหตุนั้น โบราณาจารย์ จึงกล่าวไว้ว่า) หากเทียบปัจจุบัน ก็คือ การอ้างอิงแหล่งข้อมูล ครับ ๑๒) สูตร ได้แก่ นวังคสัตถุสาสน์ คือ สุตตะ เคยยะ เวยยากรณะ คาถา อุทาน ชาตกะ อิติวุตตกะ อัพภูตธัมมะ เวทัลละ ในข้อนี้ ก็บอกแต่เพียงว่า มหาสติปัฏฐานสูตร นับเนื่องเป็นอย่างไหนใน เก้า อย่างนี้ ครับ ประการที่สาม ก็เหลือเพียงการเข้าไปศึกษาวิเคราะห์ดูว่า ในมหาสติปัฏฐานสูตร มีเนื้อหาส่วนไหน เข้าในประเด็นไหนบ้าง แล้ววเคราะห์นำเสนอตามลำดับหัวข้อในวิจยหาระที่ว่านี้ ครับ หวังว่าคงได้แนวทางน่ะครับ