กลับมาประเด็นที่ว่าพุทธปรัชญากับปรัชญาแตกต่างกันอย่างไร ต่อครับ

ผมขอเสนอในกรอบแนวคิดที่ว่า พุทธปรัชญาเป็นระบบปรัชญาอีกระบบหนึ่งในบรรดาปวงปรัชญาทั้งหลาย เหตุผลอยู่ตรงที่นิยามความหมายและลักษณะของความเป็นปรัชญา กล่าวคือ มีผู้ให้นิยามความหมายคล้ายกันว่า คำว่า ปรัชญา นั้นเป็นศัพท์ในภาษาสันสกฤษ ที่ยืมมาใช้ในภาษาไทย มีความหมายว่า รอบรู้ รู้ทั่ว มีนัยแสดงให้เห็นถึงความเป็นผล คือ ความรู้รอบ คำว่าปรัชญาดังกล่าวนี้ ได้นำมาใช้เป็นคำแปลของศัพท์ภาษาอังกฤษว่า Philosophy ซึ่งมีความหมายว่า รักในความรู้ หรือรักที่จะเรียนรู้ จึงมีนัยแสดงให้เห็นถึงความเป็นเหตุ นั่นหมายความว่า philosohpy นั้น เน้นที่เหตุ คือ วิธิการ กระบวนการในการแสวงหาความรู้

จะเห็นว่า เมื่อพิจารณาจากความหมายตามศัพท์ของคำว่า ปรัชญา และ philosophy ดังกล่าวแล้ว ทั้งสองคำจะมีความหมายไม่ตรงกันทีเดียวนัก  แต่อย่างไรก็ตาม ในบริบทการศึกษาด้านปรัชญา ก็มีความเข้าใจถึงประเด็นนี้ดี 

ความเป็นปรัชญาที่แท้จริง อยู่ที่ความสงสัยใคร่รู้ในสรรพสิ่งรอบตัวมนุษย์ แล้วไม่หยุดอยู่แค่ความสงสัยเท่านั้น หากแต่มุ่งแสวงหา ค้นคว้าหาคำตอบในเรื่องที่ตนสงสัยนั้น กล่าวให้ชัดขึ้น ก็คือ หากเห็นว่า เรื่องใดเป็นปัญหา แล้วสงสัยว่าทำไมจึงเกิดปัญหานั้นขึ้น และจะแก้ไขปัญหานั้นอย่างไร จากนั้น จึงเข้าสู่กระบวนการแสวงหาคำตอบนั้น ๆ

ที่นับพุทธปรัชญาเป็นปรัชญาระบบหนึ่ง ก็ด้วยเหตุผลที่ว่านี้ เพราะจุดเริ่มต้นแห่งพุทธปรัชญาอยู่ที่ความสงสัยในความจริงของชีวิตที่เกิดขึ้นแก่เจ้าชายสิทธัตถะในขณะยังมิได้เสด็จออกผนวช กล่าวคือ ทรงเล็งเห็นถึง ความแก่ ความเจ็บ และความตายเป็นปัญหาของชีวิตมนุษย์ และได้ตั้งคำถามกับพระองค์ว่า จะหลุดพ้นจากความแก่ ความเจ็บและความตายนี้ได้อย่างไรหรือไม่ จากนั้น จึงทรงอุทิศเวลาและชีวิตเพื่อแสวงหาคำตอบที่ว่านี้จนได้คำตอบ ทั้งยังทรงค้นพบมรรคาสู่ความหลุดพ้นจากสภาวะดังกล่าวนั้นด้วย  พุทธปรัชญาจึงก่อกำเนิดขึ้น และได้รับการนำสืบมาจนกระทั่งปัจจุบัน

โดยนัยนี้ พุทธปรัชญาจึงเป็นปรัชญาระบบหนึ่งที่เกิดขึ้นเพราะสงสัยใคร่รู้ของเจ้าชายสิทธัตถะดังกล่าวข้างต้น