งานพัฒนาชนบทนั้นมีรายละเอียดปลีกย่อยมากมาย เราต้องนิ่งและเงี่ยหูฟังเสียงของคนในหมู่บ้าน หลายเสียงสะท้อนความจริงที่เราจะไม่ได้ยินในที่ประชุม  หากเรานิ่งและเป็นผู้ฟังที่อดทนเราจะได้รับรู้ชีวิตจริงๆของเขามากกว่าปรากฏการณ์ที่เห็น  แน่นอนครับใช้เวลา และต้องอาศัยสถานที่เหมาะสมด้วยเรื่องราวเหล่านั้นก็จะถูกบอกเล่าออกมา 

เช้าวันหนึ่งผมต้องตื่นแต่เช้าเดินทางไปรับคณะเจ้าหน้าที่ อบต.ไปศึกษาดูงานที่จังหวัดสกลนคร ยังไม่ทันเดินทางชาวบ้านท่านหนึ่งรีบมาหาด้วยใบหน้าที่ผมสัมผัสได้ว่าเขากำลังทุกข์ครับ เรานั่งลงและผมฟังเขาพูดครับ 

ชาวบ้าน: อาจารย์เมื่อไหร่จะมาซ่อมคันดินที่ซ่อมไม่เสร็จนั่นครับ  

ชาวบ้านท่านนี้กำลังพูดถึงที่นาของเขาที่โครงการสูบน้ำด้วยไฟฟ้าผ่านที่ดินและทำให้คันนาพังทลายไป เมื่อถึงฤดูทำนาก็เกิดปัญหาในการเก็บกักน้ำทำนา ผมทำเรื่องผ่านระบบราชการเพื่อให้ราชการรับผิดชอบ ซึ่งกว่าจะรู้เรื่อง ชาวบ้านก็หงุดหงิดเพราะมันช้าๆ ช้า จนไม่ได้ทำนาแปลงนี้ไปเลย เมื่อฝนมากงบประมาณซ่อมก็ตกมาพอดี แต่ก็ทำไม่ได้แล้วเพราะน้ำเต็มนา ต้องส่งเงินงบประมาณคืน เอาไว้รองวดใหม่ ซึ่งผมก็ทำเรื่องผูกพันไว้ มาวันนี้เกี่ยวข้าวแล้วเสร็จ ชาวบ้านท่านนี้จึงต้องการจะให้รีบดำเนินการซ่อม 

ผู้บันทึก: ผมอึกอัก อยู่ครู่ เพราะผมรู้ดีว่าเรื่องอะไร มีความเป็นมาอย่างไรและสถานการณ์เรื่องนี้เป็นเช่นไร  แต่ก็ต้องกล่าวในคำพูดที่ผมก็เซ็งเต็มที่ว่า ผมจะช่วยทำเรื่องอีกครั้งหนึ่งนะครับ         

ผู้บันทึกย้อนถาม: ปีนี้จะปลูกพืชฤดูแล้งหลังนาอะไรดีครับ

ปีที่ผ่านมาเขามีรายได้มากพอสมควรจากการปลูกพืชหลังนา เขาเป็นเกษตรกรในพื้นที่โครงการสูบน้ำด้วยไฟฟ้า และเป็นคนหนึ่งที่ขยันมากๆ ทำทุกอย่างที่ทำได้เพื่อรายได้ ซึ่งต่างจากไทโซ่ครอบครัวอื่นๆทั้งนี้เพราะว่า เขามีลูกสองคนที่กำลังเรียนในมหาวิทยาลัย ที่มหาสารคามหนึ่งคนและที่มหาวิทยาลัยขอนแก่นอีกหนึ่งคน แต่ละเดือนต้องมีค่าใช้จ่ายให้ลูกนั้นมากในฐานะของชาวบ้านป่าอย่างครอบครัวนี้ พ่อแม่จึงดิ้นกันสุดฤทธิเพื่อหารายได้มาให้ลูกเรียนหนังสือ 

ชาวบ้าน: อาจารย์...ผมคงไม่ได้ทำการปลูกพืชในปีนี้แล้วครับ..  

สีหน้าของเขาทุกข์มากจริงๆ พูดก็ไม่เต็มปาก 

ผู้บันทึก: ทำไมล่ะครับ 

ชาวบ้าน: ผม..ผมไม่มี เงินนอน 

ผู้บันทึก: (ไม่เข้าใจคำว่าเงินนอนจึงบอกไปว่า)  หากไม่มีเงินลงทุนก็ไปยื่นกู้กองทุนที่เราตั้งขึ้นไว้ซิครับ  คณะกรรมการบอกผมว่าปีนี้ยังไม่มีใครมายื่นกู้เลย 

ชาวบ้าน: เปล่า..ผมต้องส่งเงินให้ลูกทุกเดือน หากผมไปกู้มาลงทุนก็ทำได้ แต่กว่าจะได้เงินจากการเพาะปลูกต้องใช้เวลาถึง สองถึงสามเดือน ระหว่างนั้นผมจะเอาเงินที่ไหนส่งลูกล่ะครับ...? 

ผู้บันทึก: อึ้งไปเลย...พูดไม่ออก  คิดไม่ออก...  

นึกในใจว่า นี่คือเหตุผลหนึ่งที่ชาวบ้านไม่ได้ใช้ประโยชน์จากที่ดินในพื้นที่ระบบงานสูบน้ำด้วยไฟฟ้า ที่ทางราชการพยายามเขี้ยวเข็ญให้ผู้บันทึกดำเนินการอย่างไรก็ได้ให้ชาวบ้านใช้ประโยชน์ให้มากที่สุด เพราะรัฐลงทุนไปมากมายแล้ว... 

ชาวบ้าน: ผมไม่มี เงินนอน เลย ผมต้องหาเงินวันต่อวัน เดือนต่อเดือนเพื่อส่งให้ลูกครับ ผมต้องไปหางานรับจ้างครับ ผมก็จะได้เงินทันที 

ผมนึกถึงพ่อบ้านท่านนี้ที่จะต้องเดินทางออกจากหมู่บ้าน จากเมียจากลูกเล็กๆอีกคนหนึ่ง จากที่ทำกินไป เพื่อก้มหน้าทำงานเก็บเงินให้ลูกที่กำลังเรียนหนังสือในระดับอุดมศึกษาถึงสองคน เขาคงจะประหยัดสุดๆ และใช้ชีวิตอยู่ในซอกของสังคมที่ฟูฟ่องไปด้วยคำพูดหรูๆของนักการเมืองที่เริ่มออกหาเสียงด้วยคำสัญญาเพราะๆที่พรั่งพรูออกมาจากปากเขา..... 

วัน วัน ที่ผู้ทำงานพัฒนาชนบทผ่านพบเรื่องราวแบบนี้มากมาย เราอึดอัดมากที่ไม่สามารถแก้ไข หรือช่วยเหลือเขาได้อย่างทันอกทันใจ ทันที นอกจากกำลังลังใจที่ให้แก่กัน และสนับสนุนเงินทองเล็กๆน้อยๆพอแก้ขัดไปได้บ้าง  แต่ผมก็เก็บเอามาคิด และบ่อยครั้งก็เครียด  

คนทำงานแบบนี้ มีแต่คิดเรื่องทุกข์ของชาวบ้าน จนลืมเรื่องทุกข์ของตัวเองไปเลย  ผมจะไปบ่นกับหน่วยงานต้นสังกัดอย่างไร เขาก็มีกรอบ ระเบียบ ระบบครอบเขาอยู่ ไม่มีทางที่จะแก้ไขอะไรต่ออะไรแบบทันท่วงทีได้เลย  แล้วจะพัฒนาชุมชนได้อย่างไรกัน เมื่อทาสของแผ่นดินกระเจิดกระเจิงไม่ติดที่ดินอย่างนี้..  เมียที่บ้านเฝ้าฟังข่าวสามีที่ออกไปขายแรงงาน ลูกๆที่เรียนอยู่ในชั้นอุดมศึกษาเฝ้าคอยดูซองจดหมายไปรษณีย์ ที่พ่อจะส่งเงินมาให้ด้วยความซึมเปลี่ยว ลูกคนเล็กเรียกหาพ่อ..... ครอบครัวจะมีสภาพอย่างไร ทุกคนก็ทุกข์กันไปหมด.. 

รวมทั้งผู้บันทึกด้วย..เฮ่ออออ...  

นี่คือวงจรชีวิตชนบท นี่คือเสี้ยวหนึ่งของดงหลวง