การที่คู่สมรสตกลงหย่าขาดจากกัน ก็จะต้องไปจดทะเบียนหย่า และอาจจะมีข้อผูกพันตามสัญญาหย่า เช่น เรื่องทรัพย์สิน เรื่องอำนาจปกครองบุตร

            วัฒนธรรมและขนบธรรมเนียมประเพณีไทยแต่โบราณ สังคมไทยอยู่กันเป็นครอบครัวใหญ่ ลูกออกไปทำงาน พ่อแม่จะคอยเลี้ยงหลาน เด็กจะมีคนคอยเอาใจใส่ดูแลอยู่ตลอดเวลา การปฏิบัติต่อพ่อแม่เต็มไปด้วยความเคารพ แม้จะมีครอบครัว มีลูกเป็นโขลง เอ๊ะหรือจะใช้คำว่ามีลูกเป็นโขยง อิอิ ทุกคนยังคงกลัวพ่อแม่ บางครั้งพ่อแม่ก็ยังดุด่าได้อีก ถือว่าเป็นเรื่องปกติ

            ขนบธรรมเนียมประเพณีสอนให้บิดามารดามีหน้าที่อุปการะเลี้ยงดูบุตรและสอนให้บุตรปฏิการะต่อบิดามารดา เพราะท่านเป็นบุคคลที่ควรบูชา กฎหมายก็ยังเขียนรับถึงหน้าที่ของบิดามารดาและบุตรที่มีต่อกัน ผมขอทบทวนเรื่องนี้สักนิด เนื่องจากสังคมไทยในปัจจุบันกลายเป็นครอบครัวเดี่ยว เริ่มเป็นฝรั่งจ๋ามากขึ้นการปฏิบัติต่อบิดามารดาอาจเป็นเพียงการไปเยี่ยมนานๆครั้งตามเวลาที่ว่าง(ซึ่งมีผมรวมอยู่ด้วย แฮ่ะๆ) บางครั้งก็อาจทำให้บิดามารดาโดยเฉพาะท่านที่สูงอายุเกิดความน้อยเนื้อต่ำใจ บางคนจึงสมัครใจไปอยู่สถานสงเคราะห์คนชรา ผมมีความรู้สึกว่าตัวท่านเองก็คงไม่อยากไปอยู่เท่าไรหรอก หากอยู่กับลูกหลานแล้วมีความสุข

            ท่านเคยไปเยี่ยมคนชราที่บ้านพักคนชราบ้างไหมครับ ครบรอบวันเกิดแม่ผมพาแม่ไปเลี้ยงอาหารคนชราที่สถานสงเคราะห์คนชรา ด้วยความรู้สึกว่าคนชราเหล่านั้นไม่ได้มีโอกาสดีเหมือนแม่เรา ทำให้แม่เรามีความสุขด้วยการให้ ทำให้ผู้สูงอายุมีความสุขที่ได้รับ             

          อดีตครูเก่าของผมท่านหนึ่ง ท่านเกษียณอายุในขณะท่านเป็นผู้อำนวยการโรงเรียน ท่านเป็นบุคคลที่คนทั้งจังหวัดให้ความเคารพนับถือ และแม้บุคคลในวงการศึกษาเมื่อเอ่ยชื่อท่านอาจารย์ เย็นจิต    ตะกั่วทุ่ง  ก็จะเป็นที่รู้จักกันดี  ท่านเป็นผู้สร้างให้โรงเรียนสตรีภูเก็ตมีชื่อเสียงขจรขจาย เมื่อผมไปกราบเยี่ยมท่าน ท่านก็ทราบว่าผมกำลังทำหน้าที่ของลูกศิษย์ที่ดีของอาจารย์ในการช่วยเหลือสังคม โดยเฉพาะในกรณีที่เด็กถูกละเมิดสิทธิ ท่านบอกว่าติดตามข่าวของผมอยู่เรื่อยๆ ท่านยินดีที่เห็นลูกศิษย์ท่านทำความดี และท่านได้ฝากผมเรื่องหนึ่งคือ อย่าลืมเอาใจใส่ผู้สูงอายุบ้าง เพราะผู้สูงอายุก็เหงาเป็น (ปัจจุบันท่านเสียชีวิตแล้ว) จึงนำเรื่องนี้มาบอกฝากท่านผู้อ่านว่า คนในสังคมยังมีอีกมากที่รอความช่วยเหลือ,รอน้ำใจจากท่าน ช่วยกันดูแลสังคมช่วยกันสร้างสิ่งดีๆให้กับสังคม รู้จักเอื้อเฟื้อและแบ่งปันความมีน้ำใจ อย่าปล่อยให้มีแต่การเจริญทางด้านวัตถุกันเพียงอย่างเดียว หันมาพัฒนาจิตใจตนเอง และเหลียวแลสังคมบ้าง

            ผมออกนอกเรื่องที่จะนำมาเล่าสู่กันฟังในวันนี้ไปนิดหนึ่งแต่มันก็ยังเกี่ยวกับ พ่อ แม่ ลูก อยู่ดีจริงไหม ท่านสังเกตไหมครับว่า คนไทยในปัจจุบันเริ่มทนกับอะไรไม่ได้ง่ายๆเหมือนคนสมัยก่อน คนสมัยก่อนเข้าทำงาน ถูกโขกถูกสับอย่างไรไม่เคยบ่น ก้มหน้าก้มตาทำงานไป แล้วค่อยก้าวสู่ตำแหน่งที่สูงขึ้นเรื่อยๆ แต่มาถึงสมัยนี้เข้าทำงานถูกเจ้านายด่าครั้งเดียว ลาออกจากงานไปหางานใหม่ทันที คนสมัยก่อนแต่งงานกันไม่จำเป็นต้องรู้จักกันมาก่อน เรียกว่าถูกคลุมถุงชน แต่ผลเป็นอย่างไรครับ แทบจะไม่เห็นการหย่าร้างเลยนะครับ ผมเห็นครอบครัวของเพื่อนพ่อหลายครอบครัวที่ยังอยู่ด้วยกัน มีลูกเจริญก้าวหน้าในหน้าที่การงาน ก็ไม่เห็นการหย่าร้างให้เห็น แต่เพื่อนผมหลายคู่ที่หย่าร้างกันหลังแต่งงานไม่นาน หรือเปลี่ยนงานบ่อยครั้ง แสดงให้เห็นว่าคนยุคใหม่ไม่ค่อยอดทนในสิ่งที่กระทบต่อความรู้สึก

            มีตายายคู่หนึ่งเดินขึ้นไปบนอำเภอ แจ้งกับนายทะเบียนว่าต้องการจะจดทะเบียนหย่า

            นายทะเบียนก็สงสัยถามว่า คุณตาคุณยายแต่งงานกันมากี่ปีแล้วละ

            คุณตาก็ตอบว่า ๕๐ ปีแล้วละพ่อหนุ่ม

            นายทะเบียนก็ถามต่อว่า แล้วอยู่กันมาตั้งนาน ทำไมเพิ่งคิดหย่าตอนนี้ล่ะ

            คุณยายตอบว่า คิดก็จะหย่ากับมันตั้งแต่แต่งงานได้ ๒-๓ ปีโน่นแน่ะ ไม่ได้เพิ่งคิดหย่า...

            นายทะเบียนร้อง อ้าว....แล้วงั้นทำไมมาตัดสินใจตอนนี้ล่ะ

            คุณยายตอบว่า ตอนนี้ลูก ๑๐ คนโตกันหมดแล้วทำการทำงานแล้วมีครอบครัวแล้ว มีหลานให้ยายชมแล้ว ยายหมดห่วงแล้ว ที่ไม่หย่าก่อนนั้น กลัวลูกมันจะมีปมด้อย......ฮา.....(โปรดติดตามตอนต่อไป)