การใช้ข้อสอบแบบอัตนัย อาจารย์สามารถเรียนรู้จากนักศึกษาได้

ช่วงเช้าวันที่ ๖ พฤศจิกายน ๒๕๕๐ ผศ.อัญชลี ชยานุวัชร ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายวิชาการ และส่วนส่งเสริมวิชาการได้จัดกิจกรรมส่งเสริมประสิทธิภาพการเรียนการสอนให้อาจารย์ใหม่ อาจารย์ที่สนใจ และผู้ช่วยสอน ได้เรียนรู้เรื่องการออกข้อสอบอัตนัย

ดิฉันได้รับเชิญให้มาร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์ด้วย แม้จะไม่ได้ออกข้อสอบมานานแล้วแต่ก็ไม่ปฏิเสธ ด้วยเหตุผลที่ว่าดิฉันได้เคยมีส่วนในงานนี้ด้วย ทีมคณะกรรมการพัฒนาประสิทธิภาพการเรียนการสอนในอดีตสมัยที่ดิฉันงานอยู่ที่ มวล.สมัยก่อนได้ริเริ่มไว้ อาจารย์หนุ่มๆ สาวๆ ช่วยกันคิดปรับรูปแบบจากเดิมที่เชิญวิทยากรจากภายนอกมาบรรยาย (เพราะรู้สึกว่าฟังแล้วก็ยังทำไม่ได้) มาเป็นให้อาจารย์ภายในที่เราเห็นว่าทำเรื่องนั้นๆ ได้ดีมาเล่าให้กันฟังว่าเขาทำอย่างไร แล้วจัดคนมาเพิ่มเติมความรู้อีกที ตอนนั้นดิฉันยังไม่รู้จัก KM ถ้ารู้จักคงได้ใช้ไปแล้ว

กิจกรรมเริ่มประมาณ ๐๙.๐๐ น. ดิฉันเดินทางไปถึงห้องประชุมที่อาคารสถาบันวิจัย เห็นการจัดโต๊ะเก้าอี้เป็นรูปตัวยู แต่ที่นั่งวิทยากรอยู่ต่างหากแถมมีการประดับต้นไม้ดอกไม้เป็นพิเศษอีก เลยขอให้ปรับใหม่ เอาโต๊ะมาต่อให้อยู่ระนาบเดียวกัน

อาจารย์ที่จะมาแลกเปลี่ยนประสบการณ์มี ๓ คนคือดิฉัน ดร.สิริเพ็ญ ทองปัสโน และอาจารย์อัมพร หมาดเด็น ต่างสาขาวิชากัน ดิฉันนำนั่งในตัวยูเช่นเดียวกับผู้ที่มาเรียนรู้ และขอให้อาจารย์อัญชลีทำหน้าที่เป็น Facilitator นั่งตรงกลางแทน

 

 บรรยากาศในห้องประชุม

ดิฉันเข้าใจว่าผู้มาเรียนรู้ส่วนใหญ่เป็นอาจารย์ใหม่ของ มวล. (แต่บางคนเก่ามาจากที่อื่น) มีประมาณ ๑๕ คน ที่พิเศษคือมีทั้งอาจารย์จีน ญี่ปุ่น ฝรั่ง และไทย ดังนั้นนอกจากอาจารย์อัญชลีจะทำหน้าที่เป็น “คุณอำนวย” ด้วยวาจาแล้ว ยังพิมพ์สิ่งที่เราแลกเปลี่ยนกันด้วยภาษาไทยเป็นภาษาอังกฤษขึ้นจอให้อาจารย์ต่างชาติได้รู้เรื่องด้วย อาจารย์ต่างชาติจึงสามารถ participate กับพวกเราที่ไม่ถนัดคุยเป็นภาษาอังกฤษ สิ่งที่อาจารย์อัญชลีคิดและทำในเรื่องนี้น่าชื่นชมจริงๆ

 

 อาจารย์อัญชลีกำลังพิมพ์ภาษาอังกฤษขึ้นจอ

อาจารย์อัญชลีแนะนำผู้มาแลกเปลี่ยนและให้ผู้มาเรียนรู้แนะนำตัวเองเป็นภาษาอังกฤษสั้นๆ ต่อจากนั้นให้ดิฉันเล่าประสบการณ์ของตนเอง

ผศ.ดร.วัลลา ตันตโยทัย สำนักวิชาพยาบาลศาสตร์

ดิฉันบอกก่อนว่าข้อสอบทั้งแบบอัตนัยและปรนัยต่างก็มีทั้งข้อดีและข้อจำกัด จะใช้ข้อสอบแบบไหนต้องดูวัตถุประสงค์ของการสอน ในประสบการณ์ของตนเองใช้ข้อสอบทั้ง ๒ แบบร่วมกัน ข้อสอบอัตนัยออกง่ายแต่ตรวจยาก โจทย์ต้องชัดเจน เว้นบรรทัดให้ตอบให้เหมาะกับความยาวของคำตอบ บอกคะแนนของแต่ละข้อให้รู้ด้วย เพื่อให้นักศึกษากะเวลาได้ถูก

เมื่อคิดโจทย์แล้วต้องเฉลยคำตอบไว้เลย การตรวจข้อสอบควรเป็นเวลาที่มีอารมณ์ดีๆ ระวัง bias วิธีการตรวจข้อสอบจะอ่านรอบแรกแล้วแยกคำตอบที่ดีมากดีน้อยไว้เป็นกองๆ แล้วจึงอ่านให้คะแนนอีกที ตรวจข้อสอบทีละข้อให้เสร็จเป็นข้อๆ ไป มีการเตรียมนักศึกษาให้คุ้นเคยกับข้อสอบแบบอัตนัยด้วยการให้ทำแบบฝึกหัดท้ายทุกบทที่สอน ข้อควรระวังมีอะไรบ้าง เป็นต้น

อาจารย์อัมพร หมาดเด็น สำนักวิชาศิลปศาสตร์

อาจารย์อัมพรเล่าว่าข้อสอบที่ใช้จริงใช้ทั้งแบบอัตนัยและปรนัย อาจารย์สอนกลุ่มใหญ่ ข้อสอบครึ่งหนึ่งจึงใช้ปรนัย ที่ออกข้อสอบแบบอัตนัยเพราะพยายามเปิดให้นักศึกษาคิดวิเคราะห์ให้มากที่สุด จะไม่ให้ตอบเรื่องแนวคิดทฤษฎีอย่างเดียว จะให้ยกตัวอย่างประกอบด้วย และให้เชื่อมโยงสิ่งที่เรียนมา แต่ข้อจำกัดคือใช้เวลาในการตรวจ มีการออกข้อสอบให้เลือกว่าจะทำข้อไหน ถ้าทำเกินจะถูกหักคะแนน ออกข้อสอบแล้วอาจารย์จะลองทำเองดูด้วยว่าจะทำได้ทันเวลาหรือไม่ เตรียมนักศึกษาโดยให้ทดสอบย่อย เป็นการฝึกในระดับหนึ่งก่อนสอบจริง

การให้คะแนนดูว่าตอบตรงคำถามไหม ตรงประเด็นไหม เชื่อมโยงข้อมูลกับแนวคิดหรือไม่ สะท้อนประสบการณ์หรือไม่ อาจารยือัมพรมีข้อสังเกตว่าคนที่ขยัน เอาใจใส่ จะทำข้อสอบได้ดี เวลาตัดเกรดจะใช้วิธีอิงกลุ่ม

ดร.สิริเพ็ญ ทองปัสโน สำนักวิชาเทคโนโลยีการเกษตร

อาจารย์สิริเพ็ญ ซึ่งสอนในสาขาวิทยาศาสตร์ชีวภาพ บอกว่าการออกข้อสอบปรนัยวัดได้ง่ายกว่า แต่ก็ควรมีอัตนัยด้วย อาจารย์เคยผ่านการอบรมเรื่องการออกข้อสอบมาแล้วทั้ง ๒ แบบ เท่าที่ถามๆ อาจารย์ใหม่ๆ ที่ใช้ข้อสอบอัตนัย พบว่าไม่ใช่เหตุผลตามที่อบรมกันเลย เช่น ออกข้อสอบไม่ทัน (เพราะคิดว่าง่าย) ที่ได้ยินบ่อยๆ คือไม่รู้จะให้คะแนนส่วนไหน ข้อสอบปรนัยผิดแล้วผิดเลย อัตนัยมีค่าน้ำหมึก หาเรื่องให้คะแนนนักศึกษา และยังมีแง่คิดอีกแบบที่เราอาจนึกไม่ถึงคือการใช้ข้อสอบแบบอัตนัย อาจารย์สามารถเรียนรู้จากนักศึกษาได้

ปัญหาที่อาจารย์สิริเพ็ญเจอตอนที่มาใหม่ๆ ออกข้อสอบยังไม่เป็น ออกไม่ทัน จึงออกข้อสอบอัตนัย ถามง่ายมากว่า “ไวรัสคืออะไร” เว้นที่ไว้ ๑๐ บรรทัด จริงๆ ต้องการให้นักศึกษาตอบสั้นๆ ปรากฏว่าได้คำตอบที่หลากหลายมาก บางคนตอบไปถึงโครงสร้าง บางคนตอบว่าเป็น “พืชชั้นต่ำชนิดหนึ่ง....” คิดว่าคำถามนี้ง่ายที่สุดแล้ว ต่อให้ไม่ได้เข้าเรียนก็น่าจะตอบได้ แสดงให้เห็นว่าถ้าไม่รู้หลักของข้อสอบอัตนัย จะลำบากในการตรวจ เมื่อรู้แล้วก็รู้ว่าไม่น่าจะออกแบบนี้

อีกตัวอย่างหนึ่งที่อาจารย์สิริเพ็ญประสบ เป็นข้อสอบเกี่ยวกับการปรับปรุงพันธุ์สัตว์ อาจารย์ออกข้อสอบโดยใช้ภาพ ให้ดูภาพช้างมีคนขี่และมีภาพหมูตัวเท่ากับช้าง จากภาพที่ให้มา ให้นักศึกษาบอกผลกระทบที่จะเกิดจากภาพนี้ ปรากฏว่าครึ่งหนึ่งของนักศึกษาไม่เข้าใจว่าจะให้ตอบเรื่องการปรับปรุงพันธุ์สัตว์ ผลจากการถ่ายยีน และผลกระทบด้านต่างๆ เช่น social impact มีคนตอบมาว่า หมูจะแย่งอาหารช้าง หมูโตเร็ว หมูจะเหยียบคนเลี้ยงตาย ฯลฯ (ดิฉันบอกว่ายังดีที่ไม่มีใครตอบว่าเห็นช้างเท่าหมู)

ตอนหลังอาจารย์สิริเพ็ญได้เรียนรู้จากอาจารย์ ดร.ทิพย์วัลย์ สุทิน จึงเข้าใจว่าการออกข้อสอบที่ให้นักศึกษาตีความเอาเอง อาจตีความได้หลากหลาย ที่อาจารย์เข้าใจกับที่เด็กเข้าใจนั้นต่างกัน

การตรวจข้อสอบ เห็นด้วยกับอาจารย์วัลลาว่าต้องทำอารมณ์ดีๆ นิดนึง บางครั้งเราหงุดหงิดก็อาจจะอคติได้ เวลาตรวจจะเรียงจากเบอร์ ๑ ไปจนสุดท้าย แล้วดูทวนจากท้ายขึ้นมาอีกว่าได้ให้คะแนนดีหรือยัง ตรวจทีละข้อ มีธงในการให้คะแนน (key word) ไล่ทีละข้อ อย่าพยายามให้ความชอบหรือไม่ชอบนักศึกษามามีผลต่อการให้คะแนน (ถ้ามีพื้นที่ให้เขียน นักศึกษามักเขียนต่อท้ายมาขอคะแนน)

ถ้ายกสถานการณ์มาถาม ต้องบอกให้ชัดเจนว่าต้องการให้ตอบแค่ไหน มีคะแนนเท่าไหร่ ต้องใช้คำให้ชัดเจน การอธิบาย – อภิปรายต่างกัน เช่น “พ่อมีเลือดกรุ๊ป A เป็น AA แม่กรุ๊ป B เป็น.......ลูกจะมีโอกาสเป็น.....กี่ %” บางคนจะตอบมาแค่ % แต่บางคนจะบอกวิธีคิดมาด้วย

ดังนั้นต้องกลับมาดูคำถามของเราด้วย ที่เด็กตอบมาแบบนี้ เพราะคำถามของเรากำกวมไม่ชัดเจนหรือไม่ บางครั้งคำถามของเราเองนั่นแหละที่ทำให้เด็กเข้าใจผิดๆ ตีความผิดๆ

วัลลา ตันตโยทัย วันที่ ๗ พฤศจิกายน ๒๕๕๐