! หรือว่าผมติดกาแฟ?

! หรือว่าผมติด กาแฟ ?

รู้สึกปวดหัว เมื่อไม่ได้ดื่มกาแฟ         

ก่อนอื่นต้องขอออกตัวไว้ก่อนว่าบรรดาทั้งหลายต่อไปนี้เป็นเพียงความคิดเห็นส่วนตัวของผู้เขียนอันได้จากการอ่าน  การได้รับฟังมาผนวกกับประสบการณ์ตนเองซึ่งอาจตรงหรือไม่ตรงกับหลักวิชาการเป็นเพียงหนึ่งมุมมองเท่านั้น            

          - เกิดจากวันหนึ่งผมรู้สึกปวดหัวเพราะลืมดื่มกาแฟช่วงบ่ายซึ่งมักดื่มเป็นประจำที่ทำงานแต่วันนั้นเป็นวันหยุดจึงมัวเพลินกับงานอดิเรก  ไม่แน่ใจถึงสาเหตุที่ปวดหัวแต่ก็ลองชงกาแฟดื่ม  ปรากฏว่าไม่นานรู้สึกดีขึ้น

- วันหลังจึงเล่าให้เพื่อนในที่ทำงานฟังพร้อมคำถามว่ามีใครเคยเป็นบ้างได้รับคำตอบว่ามีหลายคนก็เป็นเช่นกันจึงเกิดเป็นคำถามในใจกับตัวเองว่า  หรือว่าผมจะติดกาแฟ? เป็นเหตุให้สนใจและค้นหาคำตอบจากหลายๆแห่งคำตอบที่ได้ยังไม่คลายสงสัยแต่ก็พอจะได้แนวทางให้กับตัวเอง           

          - เคยอ่าน เจอข้อมูลของกรมสุขภาพจิตกระทรวงสาธารณสุข  กาแฟมีผลเสียต่อสุขภาพจริงหรือ ( http://www.dmh.go.th/news/view.asp?id=1017   )ซึ่งมีคำตอบอ้างอิงหลักฐานทางการแพทย์พอสรุปได้ว่าการดื่มกาแฟไม่เป็นผลเสียต่อสุขภาพหากดื่มในปริมาณพอดีนั่นคือไม่ควรดื่มเกินวันละ 3 ถ้วยต่อวัน (ถ้วยมาตรฐาน8 ออนซ์) หรือประมาณ 300 มก.  และการดื่มกาแฟซึ่งจะได้รับสารกาเฟอีนนั้นทำให้ตื่นตัวและลดอารมณ์หงุดหงิดจาการพักผ่อนน้อยได้  การหยุดดื่มกาแฟแล้วมีอาการปวดหัว จัดเป็นภาวะขาดยาได้ซึ่งนอกจากปวดหัวแล้วบางรายมีอาการหงุดหงิดแต่อาการต่างๆมักเกิดหลังหยุดดื่มกาแฟ 12 ถึง 24 ชั่วโมงและมีอาการอยู่ 2 ถึง 9 วันซึ่งมีข้อแนะนำว่าหากต้องการเลิกกาแฟควรค่อยๆลดปริมาณเพื่อหลีกเลี่ยงอาการขาดยา           และจากรายงานที่ได้อ่านทราบว่าดื่มกาแฟไม่ทำให้สมองเสื่อมกลับพบว่ายิ่งช่วยลดการสลายของเซลล์ประสาทที่ทำให้เกิดโรคสมองเสื่อม

          - หลังได้อ่าน และพิจารณาแล้ว  ก็เกิดความคล้อยตามซ้ำยังนำมาอ้างเป็นเหตุสนับสนุนการคงดื่มกาแฟต่อไปได้ของตัวข้าพเจ้าเอง  ก็จะไม่คล้อยตามได้อย่างไรในเมื่อยังพบเห็นการดื่มกาแฟเป็นเรื่องปกติทั่วไปอาทิการเบรกระหว่างประชุม/สัมมนาก็ดี  อาหารเช้าตามโรงแรมหรือร้านกาแฟยามเช้าทั่วไปก็ดี  ได้รู้จักกับชาวต่างประเทศก็หลายคนยังมีพฤติกรรมการกินในมื้อเช้าเป็นกาแฟกับขนมเล็กน้อยบางรายกาแฟอย่างเดียวแล้วก็ทำมานานแล้วด้วยก็ดีทำให้เกิดความคิดว่าหากเป็นอะไรคนอื่นเขาคงเป็นแล้ว

           - เคยได้ฟังจากผู้รู้ที่รู้เรื่องสมองอย่างดีท่านหนึ่งเมื่อครั้งมีโอกาสเข้าร่วมสัมมนาที่มีคุณหนูดีหรือคุณวนิษาเรซ  มาเป็นวิทยากรบรรยายขออนุญาตเอ่ยนามเพราะโดยส่วนตัวแล้วชื่นชมคุณหนูดีที่เป็นคนเก่งและเป็นแบบอย่างในหลักปฏิบัติในใจคนหนึ่ง  ได้ฟังมาว่าการดื่มกาแฟไม่ดีต่อสมองไม่แนะนำให้ดื่มแต่ควรดื่มน้ำสะอาดแทนจะดีกว่าดีกว่ามากๆด้วยเพราะสมองมีน้ำเป็นส่วนประกอบถึง 72 % และน้ำเป็นตัวเชื่อมระหว่างช่องว่างของเซลล์สมองเพื่อส่งข้อมูลถึงกันและกันหากสมองขาดน้ำทำให้ช่องว่างระหว่างเซลล์สมองมีมากขึ้นส่งผลให้ประสิทธิภาพการส่งข้อมูลลดลง  ดังนั้นเมื่อรู้สึกเหนื่อยจากการใช้สมองมากคิดอะไรไม่ออกให้ลุกขึ้นแล้วเดินและให้ดื่มน้ำ  คุณหนูดีบอกว่าการดื่มกาแฟนั้นนอกจากสมองจะไม่ได้รับน้ำแล้วสมองยังขาดน้ำจึงไม่แนะนำและนอกจากนั้นการลุกขึ้นเดินยังทำให้ยืดเส้นสายและร่างการได้รับอ๊อกซเจนมากขึ้นด้วยดีต่อสมองอีกเช่นกัน

          - หลังได้ฟังแล้ว  เกิดความคิดขึ้นมาใหม่ว่าเราน่าจะเลิกดื่มกาแฟไปเลยดีไหมเมื่อคิดดูแล้วกาแฟก็ไม่จำเป็นเท่าใดนักอีกอย่างผู้ที่พูดก็มีเหตุผลและน่าเชื่อถือผมจึงเลิกดื่มไปพักหนึ่ง ซึ่งก็ทำได้  ไม่ดื่มกาแฟก็ยังทำงานได้ปกติ  <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">      -  สุดท้าย  ได้ลองถามตัวเองด้วยคำถามเดิมอีกครั้ง  </p>

หรือว่าเราจะติดกาแฟ ?

 

คำตอบที่มีให้กับตัวเองตอนนี้ คือ <p style="margin: 0cm 0cm 0pt; tab-stops: list 36.0pt" class="MsoNormal">1.จะว่าติดก็ใช่  </p>

          -          เพราเรายังติดรสชาติอันหอมกรุ่นของกาแฟอยู่

          -          ติดความเคยชินว่าง่ายดีโดยเฉพาะในมื้อเช้า

          -          ยังรู้สึกดีเวลาไปแคมปิ้งกางเต็นท์กับบรรยากาศยามเช้าๆตั้งน้ำร้อนแล้วนั่งจิบกาแฟคุยกับเพื่อนก่อนสะพายกล้องสองตาชวนกันเดินส่องดูนกซึ่งไม่เลวทีเดียว

2. หรือจะว่าไม่ติดก็ไม่ติด

-          เพราะเคยลองเลิกดื่มมาพักหนึ่งแล้วก็ทำได้  <p style="margin: 0cm 0cm 0pt 20.25pt" class="MsoNormal">         </p>

            ดังนั้น จึงมีข้อสรุปให้กับตนเอง ณ เวลานี้ว่า  จะเลิกดื่มกาแฟไปก่อน  หลีกเลี่ยงให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้  แต่จะไม่สัญญาว่าจะเลิกถึงขั้นเด็ดขาด เผื่อไว้คราวที่ต้องการบรรยากาศ แห่งความสุขเล็กน้อยที่พอจะหาได้บ้างในโลกใบนี้  เพราะเวลาของคนเราไม่ได้มีมากอย่างที่คิด  อยากทำอะไรควรรีบทำ ตราบเท่าที่ไม่สร้างทำความเดือดร้อนให้กับผู้อื่น เพียงเท่านี้ ก็น่าใช้ได้แล้ว  .....

</strong>