คำว่าไม่น้อยกว่าเดิมคือเค้าจะให้เท่าเดิมไปเรื่อยๆก็ได้ใช่หรือไม่?
ได้
แต่รัฐบาลก็ยังไม่มีหลักประกันที่แน่นอน
ความยากมันอยู่ตรงนี้ไง ถามว่าวันนี้เป็นราชการ รัฐบาลจัดงบให้น้อยกว่าเดิมได้หรือไม่ คำตอบก็คือ ได้ ปีที่แล้วธรรมศาสตร์ได้ 1,800 ล้าน ปีนี้เค้าจัดให้ 2,050 ล้าน ปีหน้าเค้ากลับไปจัดให้ 1,800 ล้าน ไม่ต้องพูดเรื่องออกนอกระบบนะก็ได้ รัฐบาลจะจัดงบให้กระทรวง ทบวง กรม ไหนน้อยกว่าเดิมมันก็ได้ ไม่มีข้อขัดข้องอะไร เป็นเรื่องที่รัฐบาลดูเองว่างานนั้นๆ มันมีความสำคัญหรือไม่ วันนี้รัฐบาลจะตัดงบประมาณสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เป็นหน่วยราชการก็ตัดได้ ตัดงบธรรมศาสตร์ซึ่งเป็นส่วนราชการก็ตัดได้
แต่ว่าเราอธิบายด้วยภารกิจ ถ้าภารกิจนั้นมันควรจะต้องดำเนินการต่อ รัฐบาลก็ไม่ควรตัดใช่มั้ย แล้วความเป็นจริงก็ไม่เคยตัดมาตลอด มันเพิ่มขึ้นมาตลอด การเปลี่ยนสถานภาพเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับแล้วไม่ใช่ราชการ แต่ยังเป็นหน่วยงานของรัฐอยู่ มีสิทธิรับงบประมาณ ถามว่าถ้ารัฐจะไม่จัดเพิ่มได้มั้ย ก็ได้... แล้วถ้าถามว่า รัฐเห็นว่าการจัดการศึกษาที่ธรรมศาสตร์ทำอยู่จำเป็นใช่มั้ย จำเป็นจะต้องเพิ่มค่าใช้จ่ายเพราะมันมีเงินเฟ้อ มันมีเงินซึ่งเท่าเดิม แต่มันต้องซื้อของได้น้อยลง เพราะมันมีค่ากระดาษ มันมีเงินห้องสมุด มันมีค่าวารสาร มันมีคอมพิวเตอร์ มันมีค่าอะไรต่ออะไรที่จะต้องจ่ายเพิ่มขึ้น ถ้ารัฐเข้าใจเราอย่างนี้รัฐก็ต้องเพิ่มงบขึ้น
ผมบอกว่า แม้กระทั่งราชการก็ไม่มีหลักประกันว่าจะต้องไม่น้อยลงนะ แต่มหาวิทยาลัยในกำกับเค้าบอกว่าเมื่อจะไม่ได้เป็นราชการแล้ว ขอขีดเส้นได้มั้ยว่าต้องไม่น้อยกว่าเดิม ซึ่งก็ยอมขีดให้ ผมบอกว่า แม้ในราชการเส้นนี้ก็ไม่มี แต่มันอาศัยเหตุผลของเรื่องที่เค้าควรจัด... มันไม่สำคัญ มันเป็นหน่วยงานประเภทไหน มันขาดทุน มันบริหารไม่ดี ถ้าภารกิจในอุดมศึกษาเป็นเรื่องที่รัฐคิดว่าควรจะต้องทำ ก็ต้องทำ รัฐก็ต้องให้เงินมาทำ แต่ถ้ารัฐบอกว่าไม่จำเป็นต้องมีอุดมศึกษา มีเยอะแล้ว มหาวิทยาลัยไทยมีมากเกินไป ยุบธรรมศาสตร์เสีย เป็นส่วนราชการก็ยุบได้ ไม่ใช่เป็นมหาวิทยาลัยในกำกับแล้วจะถูกยุบ ถ้ารัฐบอกว่า คณะศิลปศาสตร์ไม่เห็นจำเป็นเลย คณะสังคมวิทยาไม่รู้จะเรียนทำไม ยุบเถอะ ไม่ให้งบประมาณ เราก็ต้องยุบ นี่เป็นราชการอยู่ แล้วถามว่ามันจำเป็นมั้ยหล่ะ ผมอธิบายว่าจำเป็น มันควรจะต้องมีคนมาเรียนรู้เรื่องแบบนี้ รัฐให้เงินมาเถอะ อธิบายแล้วรัฐก็บอกว่า เออ...เอาเงินไป มันก็เป็นเรื่องเหตุและผล ถามว่ามีหลักประกันมั้ย มี แล้วมหาวิทยาลัยในกำกับมีมากกว่าส่วนราชการอีก คือ ต้องไม่น้อยกว่าเดิมนะ ทีนี้บอกว่า เค้าให้เหมือนเดิมได้มั้ย ตอบแบบตรงไปตรงมา ก็บอกว่า ได้ ถ้าจะให้เท่าเดิมก็ได้ซึ่งเท่ากับว่าเค้าให้ลดลง แต่เค้าจะให้เท่าเดิมมั้ยล่ะ ถ้าอย่างนั้นยุบไปเลยไม่ดีกว่าหรือ ถ้าบอกว่าให้เท่าเดิมแต่ค่าของเงินมันลดลงเรื่อยๆ สุดท้ายก็ทำอะไรไม่ได้ หยุดให้เงินมาหรือปิดคณะไปเลยได้มั้ย หรือเลิกมหาวิทยาลัยไปเลยได้มั้ย ก็ถ้าเห็นว่าคณะหรือมหาวิทยาลัยมันต้องทำต่อ คุณก็ต้องให้เงินให้พอ ไม่ได้หมายความว่าต้องให้อย่างที่อยากจะได้ แต่ต้องให้พอสำหรับการดำเนินการ แล้วผมก็คิดว่า รัฐไม่ได้แยกว่า นี่เป็นมหาวิทยาลัยในราชการนะ นี่เป็นมหาวิทยาลัยในกำกับ มันไม่ได้แยกหรอก เพราะมันเป็นมหาวิทยาลัยของรัฐเหมือนกัน ที่มันต่างก็คือกลไกการบริหารภายในและระบบการจัดการ ซึ่งอันหนึ่งมันใช้ระบบเดียวกับกระทรวง ทบวง กรม ทั้งหลาย อีกอันหนึ่งมันบริหารแบบเป็นอิสระเท่านั้นเอง นี่เป็นประเด็นที่ผมคิดว่า คนจำนวนมากไม่เข้าใจ
เพราะฉะนั้น เวลาคุณนัดจะพูดเรื่องนี้ผมยินดีรับนัดอย่างเต็มที่ เพราะผมคิดว่าเป็นช่องทางที่คนจะมีข้อมูลในเรื่องนี้มากขึ้น เวลาใครมาชวนผมไปพูดเรื่องนี้ที่ไหน ทีนี้ผมก็จะไปพูด เพราะผมคิดว่าผมมีข้อมูลมากพอที่จะบอก หรือว่าคนจำนวนมาก หรือว่าคนรุ่นใหม่ที่เข้ามาไม่ได้เข้ามาในช่วงเถียงกันเรื่องมหาวิทยาลัยในกำกับ เค้าเถียงกันเมื่อ 4 -5 ปีที่แล้ว จนกระทั่งมันลงตัวไปแล้ว กฎหมายมันไม่ผ่านสภาซะที ไปติดอยู่ ครม. ไปติดอยู่นั่น อยู่นี่ รัฐบาลเปลี่ยนใหม่ เค้าก็หยิบเอากฎหมายที่มหาวิทยาลัยเสนอมาเสนอต่อ บอกทำไมไม่ถาม ก็เค้าถามกันตอนเสนอคราวที่แล้ว เมื่อ 4 ปีที่แล้ว บัดนี้คนรุ่นนั้นจบไปแล้วสำหรับนักศึกษา เราจะเห็นว่า สำหรับบุคลากรจะไม่ค่อยมีปัญหา คนธรรมศาสตร์ผมไม่เคยได้ยินใครพูดว่า ไม่เห็นประชาพิจารณ์เลย ประชาพิจารณ์ผมเข้าใจว่า 20 กว่าครั้ง สำหรับบุคลากรในธรรมศาสตร์ เอาระเบียบ เอา พ.ร.บ. มาดู ประชุมแล้วประชุมอีก ผมมีบันทึกอยู่ ทำเมื่อไหร่ บอกทำเมื่อ 3 ปีที่แล้ว ตอนที่เราเสนอร่างกฎหมาย ก็ตอนที่ผ่านมา มันไม่มีเรื่องนี้ก็ถือว่าทำเสร็จแล้วก็ส่งกฎหมายไปที่รัฐบาล มันไปช้าอยู่ที่ขั้นตอนรัฐบาล ซึ่งก็ไม่ได้หมายความว่า ถ้า พ.ร.บ.ธรรมศาสตร์เสร็จก็จะเสนอไป ผมก็กลับมาถามบุคลากรใหม่ ว่าคิดยังไง ตั้งคำถามมาซิ แล้วผมก็จะอธิบายอย่างนี้ ห่วงใช่ไหมว่าข้อนี้จะไม่มีหลักประกัน จะเขียนยังไง โดยหลักการของมันเป็นสิ่งที่มหาวิทยาลัยต้องเดินไป
ไม่ค่อยมีใครรู้ว่า.....มหาวิทยาลัยแห่งแรกในประเทศที่ตั้งขึ้นโดยระบบปัจจุบันที่เราเป็นอยู่คือมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และการเมืองมันเกิดขึ้นเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับมาตั้งแต่แรกเมื่อปี พ.ศ. 2477 ไปถึงปี พ.ศ.2495 หลังจากมีกบฎวังหลวงซึ่งอาจารย์ปรีดีเป็นผู้นำ หลังจากมีกบฎสันติภาพที่นักศึกษาธรรมศาสตร์และศิษย์เก่าเรียกร้องประชาธิปไตย เรียกร้องให้เปิดสัมพันธ์ทางการฑูตกับจีน แล้วก็หลังจากเหตุการณ์ที่ทหารถูกนักศึกษายึดมหาวิทยาลัยคืน ตอนที่ทหารมายึดเอาที่ตรงนี้เอาไว้ หลังกบฎวังหลวงในปี พ.ศ. 2492 รัฐบาลก็ออก พ.ร.บ.เปลี่ยนชื่อมหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง เป็นมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ แล้วตั้งแต่วันนั้นก็เขียนว่า ให้มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ป็นส่วนราชการมีฐานะเป็นกรม แล้วก็ตั้งจอมพล ป.พิบูลสงครามมาเป็นนายกสภามหาวิทยาลัย ธรรมศาสตร์ซึ่งเป็นส่วนราชการ ไม่ค่อยมีใครกลับไปดูว่า ในระบบนี้ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2475 ที่เปลี่ยนแปลงการปกครอง มหาวิทยาลัยแห่งแรกที่เกิดขึ้น มันเกิดขึ้นในฐานะเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับ แล้วมันถูกดึงไปเป็นส่วนราชการ เพราะว่าฝ่ายการเมืองต้องการมีอำนาจเหนือมหาวิทยาลัย ต้องการคุมมหาวิทยาลัย พระบรมราชชนกซึ่งในสมัยที่ไปศึกษาก่อนการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ไปศึกษาสถานภาพของมหาวิทยาลัยที่มีอยู่ในเมืองไทยเพียงแห่งเดียวคือ จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย พระราชทานความเห็นเอาไว้ว่า จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัยไม่ควรเป็นส่วนราชการเลย นี่คือก่อนที่จะมีการตั้งมหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง รูปแบบของส่วนราชการไม่เหมาะกับมหาวิทยาลัย นี่คือประวัติศาสตร์ของมหาวิทยาลัยสองแห่งของประเทศที่เป็นมหาวิทยาลัยแรกของประเทศ จุฬาฯ เป็นราชการมาก่อน กรมหลวงสงขลานครินทร์ไปศึกษาสถานภาพแล้วก็ทำเป็นรายงาน จุฬาไม่ควรเป็นส่วนราชการ เมื่ออาจารย์ปรีดีตั้งธรรมศาสตร์ก็ตั้งเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับมาตั้งแต่แรก จนกระทั่งเมื่อสมัยจอมพล ป. หลังเกิดเหตุสำคัญ 3 เหตุการณ์ ที่เป็นเหตุการณ์ทางการเมืองของนักศึกษาธรรมศาสตร์ ธรรมศาสตร์ก็ถูกดึงไปเป็นกรม