เราจะกล้าพอไหมที่จะให้ “เด็กคิด เด็กทำ เด็กนำเสนอ” อย่างแท้จริง โดยผู้ใหญ่จัดสรรงบประมาณให้เด็กๆมาร่วมคิดวางแผนจัดกันเอง อย่างอิสระ ผู้ใหญ่ไม่ต้องกังวล เป็นห่วงว่างานจะออกมาดีหรือไม่ดี

       เมื่อวันที่ 1 พ.ย. ผมได้รับเชิญจากโรงเรียนใน สพท.กทม.เขต 2 ให้ไปร่วมเสวนาเรื่อง KM กับการพัฒนาคุณภาพการศึกษา ที่ Hall 2 ตั้งแต่ 9.30 12.00 น. ก็ได้ร่วมเสวนากับ อ.ถวัลย์ มาศจรัส มีผู้สนใจเข้าฟังพอสมควร  ซึ่งเรื่องนี้เป็นกิจกรรมหนึ่งในงานมหกรรมปฏิรูปการศึกษาขั้นพื้นฐานในหัวข้อ มหัศจรรย์เด็กไทย ภายใต้แนวคิด เด็กคิด  เด็กทำ  เด็กนำเสนอ ระหว่างวันที่ 1-3 พฤศจิกายน 2550 ณ Hall(โถง) 1-8 และห้องฟีนิกซ์ อิมแพค เมืองทองธานี
       ผมได้ใช้เวลาให้คุ้มค่าโดยศึกษาดูงานนี้ทั้งหมด  ตั้งแต่ โถง 1 (ต้นธารชีวิตงาม)  โถง 2 (โรงเรียนดีของชุมชน)  โถง 3 (เรียนสอนสื่อสร้างสรรค์)   โถง 4 (สื่อสารภาษาโลก)  โถง 5 (อัศจรรย์เทคโนโลยี)  โถง 6 (เด็กล้วนมีสิทธิ์ศึกษา)  โถง 7 (ศิลปหัตถกรรมนี้ล้ำเลิศ) และ โถง 8 (นาฏศึกษาพัฒนาชีวิต)  ซึ่งแสดงถึงการวางแผนเตรียมงานอย่างดีให้เกิดความร้อยรัดกันอย่างเป็นระบบ  อันเป็นกิจกรรมหนึ่งในการขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษาไทยเพื่อเฉลิมพระเกียรติ เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 80 พรรษา  โดยภาคีการศึกษาทั่วไทย  และ สพฐ. ก็รู้สึกตื่นตาตื่นใจกับความยิ่งใหญ่ของงานครั้งนี้ คล้ายกับทุกครั้งที่ สพฐ.จัด
        ในฐานะที่ผมคลุกคลีอยู่กับ
KM ก็ขอ AAR เป็นควันหลงของงานนี้ เพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันสัก 2 ประเด็น คือ
        1. ฟังชื่องาน
มหัศจรรย์เด็กไทย  และประกาศว่าเป็นงานที่
เด็กคิด  เด็กทำ  เด็กนำเสนอ  ซึ่งโดนใจมากเลย  คนที่เข้าไปในงานก็คงอยากเห็นความมหัศจรรย์ดังกล่าว  แต่ก็รู้สึกว่ายังไม่สะใจ  เพราะแต่ละโถงของแต่ละ สพท. /โรงเรียน ยังเห็นครู และผู้บริหารเป็นผู้มีบทบาทอยู่มาก  ถึงแม้จะมีนักเรียนเป็นผู้นำเสนอ(แสดง)อยู่ในทุกแห่ง  แต่คนเข้าชมมีความรู้สึกว่า ยังอยู่ในความควบคุมดูแลของครูของผู้บริหาร ที่ท่านอยากให้ผลงานออกมาดูดี เป็นหน้าเป็นตา จึงทำให้รู้สึกว่าขาดความเป็นชีวิตจริง  ที่เป็นผลงานของเด็กจริงอย่างน่าเสียดาย  แถมบางเวที(อย่างที่ผมได้รับเชิญไปเสวนา)ก็เป็นเวทีของผู้ใหญ่ทั้งหมด ซึ่งดูไม่ตรงกับชื่อของงานนี้นัก
         ผมจึงคิดว่า  ถ้าจัดงานครั้งต่อไป เราจะ
กล้าพอไหมที่จะให้
เด็กคิด  เด็กทำ  เด็กนำเสนอ อย่างแท้จริง  โดยผู้ใหญ่จัดสรรงบประมาณให้เด็กๆมาร่วมคิดวางแผนจัดกันเอง อย่างอิสระทั้งจัดเวที จัดสถานที่  จัดเนื้อหา  การนำเสนอฯลฯ  ที่ผู้ใหญ่ไม่ต้องกังวล  หรือเป็นห่วงว่างานจะออกมาดีหรือไม่ดี  เพราะถ้าเราสอน/จัดประสบการณ์ให้เขามาดี ผลงานก็ต้องออกมาดีเอง ถึงไม่ดีนักก็จะเป็นประเด็นให้เรา/เขาคิดปรับปรุงพัฒนาต่อไป
       
  ผมเคยไปดูงาน
เสนอโครงงานประจำปีของนักเรียนโรงเรียนเทพศิรินทร์(กทม)ที่โรงเรียนเปิดโอกาสให้นักเรียนทุกห้องทุกระดับ ร่วมกันคิดร่วมกันวางแผนจัดทำโครงงานและนำเสนอกันเอง  โดยครูที่ปรึกษาจะคอยดูแลให้คำปรึกษาเขาห่างๆ  รวมทั้งจะมีผู้ปกครองเข้ามาร่วมสนับสนุนทรัพยากรให้ด้วย  แต่ความคิด  การทำงานทุกอย่างมาจากเด็กหมด  ดูพวกเขามีความกระตือรือร้น  มีความรู้สึกเป็นเจ้าของ มีความรับผิดชอบ สนุกกับกิจกรรมนี้มาก  เขาจึงได้รับการสั่งสม พัฒนาประสบการณ์ตั้งแต่ ม.1-ม.6  โดยนำความรู้จากที่เรียนมาบูรณาการสู่การปฏิบัติอย่างแท้จริง  โดยโรงเรียนจะจัดอย่างนี้ทุกปีในเดือนพฤศจิกายน  ซึ่งทำให้คิดว่าผู้ใหญ่น่าจะลองไปสัมผัสดูบ้าง บางทีความรู้สึกที่ไม่ไว้วางใจเด็กอาจจะเปลี่ยนไปก็ได้
           2. การจัดเป็นโถงๆก็เป็นสัดส่วนดี  และถ้าใช้แนวคิดตามข้อ 1 ก็คงดูดี   แต่การจัดให้มี
เวทีแต่ละโถงที่ต่างก็ใช้เครื่องขยายเสียงกันอย่างเต็มที่  บางโถงก็มีหลายเวที  จึงดูเหมือนกับงานวัด  เสียงตีกันไปหมด  ทำให้ขาดบรรยากาศทางวิชาการไปมากทีเดียว  ผมเคยจำได้ ว่าตอนเราจัดงาน เสมา,45ฯ เราจะจัดเวทีอย่างเป็นสัดส่วน ตามห้องประชุมย่อย ส่วนใดเป็นคลินิกก็จัดเป็นที่เป็นทาง แล้วมีสื่อประชาสัมพันธ์อย่างชัดเจน ก็อยากจะเห็นทำนองนี้เหมือนกัน  แต่อาจประยุกต์ให้ดีขึ้น (ซึ่งครั้งนี้ผู้จัดอาจมีปัญหาเรื่องห้องประชุมก็ได้)
                  ต้องขออภัยที่อาจเสนออะไรแบบหลุดโลกไปบ้าง เนื่องจากผมเห็นว่าเป็นงานที่
ต้องลงทุนมาก  และเราทำเพื่อเด็ก โดยมีเด็กๆจากทั่วประเทศมากันมากมาย  จึงอยากเห็นงานนี้เป็นงานมหัศจรรย์ที่พวกเขาจัดเอง  แสดงเอง  ชื่นชมกันเอง  ที่พลอยให้ผู้ใหญ่อย่างเราได้ปลื้มไปด้วย