อนุสนธิจากการทำงานร่วมกับสมาชิกเครือข่ายเกษตรอินทรีย์ เครือข่ายปราชญ์ เครือข่ายองค์กรพัฒนาเอกชน หน่วยงานราชการ องค์กรพัฒนานานาชาติ และองค์การพัฒนาการเกษตรในแทบทุกระดับ มาเป็นเวลากว่า ๒๐ ปี 

ผมได้ข้อมูลและความรู้ ว่า เกษตรกรไทยและทั่วโลก มีปัญหาการทำการเกษตรที่ต้นทุนสูง พึ่งพาปัจจัยภายนอกมาก ทำให้เสี่ยง และขาดทุนถึงขั้นล้มละลาย กลายเป็นคนไร้ที่ทำกิน

และเป็นผู้รับจ้างแรงงานในที่สุด เป็นจำนวนมาก และราคาปัจจัยการผลิตไม่เคยมีแนวโน้มจะลดลง หรือหาง่ายขึ้นแต่อย่างใด มีแต่หายากขึ้น ราคาแพงขึ้น และบางอย่างกำลังจะหมดไป 

  • ไม่ว่าจะเป็นปุ๋ย ยากำจัดศัตรูพืช-สัตว์ น้ำมันเชื้อเพลิง รถไถ เครื่องจักรกล ค่าแรง และค่าใช้จ่ายอื่นๆ
  • ในขณะที่ราคาผลผลิต ไม่เคยได้มีการปรับเพิ่มอย่างเป็นไปตามสัดส่วน
  • หรือถ้าจะปรับเพิ่มก็จะกระทบกับผู้บริโภคส่วนใหญ่

     สรุปว่า จากจุดยืนตรงนี้

ผมยังมองไม่เห็นทางรอดของเกษตรกรรายย่อยที่ไม่มีอำนาจต่อรอง และประเทศชาติโดยรวม 

ในขณะเดียวกัน ผมได้ข้อมูลมาจากข้อสังเกต การสัมภาษณ์เกษตรกร การอ่าน การเรียน การวิจัยทางวิชาการ ว่า 

  • การทำนาไม่ไถ เป็นวิธีการปฏิบัติในการปลูกข้าว มาแต่โบราณกาล โดยใช้วิธีการหยอดแบบข้าวไร่
  • การไถ(ครั้งแรกของนาแต่ละแห่ง) มักเกิดเมื่อมีวัชพืชมาก
  • และการไถส่วนใหญ่ในปัจจุบันก็มีวัตถุประสงค์หลักในการกำจัดวัชพืช
  • ที่เป็นการทำลายโครงสร้างของดินที่เกิดมาตามธรรมชาติ
  • ทำให้ดินเสียโครงสร้าง อัดตัวแน่น รากพืชเจริญไม่สะดวก เมล็ดฝังตัวและงอกได้ยาก
  • จนทำให้จำเป็นต้องไถทุกครั้ง และไถครั้งละหลายๆรอบ จนดินอ่อนนุ่ม (tilt) และ ร่วน แบบเทียมๆ (และชั่วคราว)
  • ดังนั้น นักวิชาการและเกษตรกรสมัยปัจจุบัน จึงเสพติดความรู้นี้ และยึดติดกับภาพนี้อยู่ในใจตลอดเวลา ว่าจะต้องไถพรวนหลายๆครั้ง จึงจะได้ผล
  • การทำลายโครงสร้างของดินยังส่งผลให้มีการย่อยสลายและปลดปล่อยธาตุอาหารที่สะสมไว้ในดินมาได้มากขึ้นกว่าเดิม ยิ่งเป็นภาพตรึงใจที่ทำให้นักวิชาการและเกษตรกรสมัยปัจจุบัน เสพติดความรู้เข้าไปอีกขนานหนึ่ง
  • ซึ่งการจัดการไถพรวนดังกล่าวนั้น เป็นผลให้ดินเสื่อมโทรมอย่างรุนแรง ที่ทำให้มีเฉพาะพืชที่ทนและเก่งจริงๆขึ้นได้ และถูกขนานนามว่าเป็น วัชพืช ที่จะต้องถูกกำจัด โดยการไถพรวน และการใช้สารเคมีที่ทำลาย วัชพืช ตั้งแต่การงอก และการเจริญเติบโต
  • การกำจัด วัชพืช ยิ่งทำให้ระบบการสำรองที่พอจะมีเหลืออยู่บ้างหายไปอีก และทำให้ไม่มีอาหารธรรมชาติของสัตว์ แมง และแมลงต่างๆ ทำให้สัตว์เหล่านี้ต้องหันมากินพืชที่ปลูกแทน
  • ทำให้เกิดชุดความรู้ เป็นพิษ ที่จำเป็นต้องสารพิษในการกำจัดแมลงศัตรูพืช
  • ทุกย่างก้าวของการเปลี่ยนแปลงวิธีการทำการเกษตรนี้ ไม่ได้คลาดจากสายตานักธุรกิจอุตสาหกรรม สนับสนุน การทำการเกษตร ที่จะใช้ช่องว่างเหล่านี้ในการธุรกิจค้ากำไร จากความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ของเกษตรกร ที่ทำให้เกิดความทุกข์ยาก ขาดทุน ยากจน ในภาคเกษตรกรรมเป็นจำนวนมาก
  • ผู้ประสพผลสำเร็จแบบ ชั่วคราว ก็มีอยู่บ้างที่สามารถพัฒนาความรู้ให้ทันกับเทคโนโลยีอันตรายเหล่านี้ และใช้อย่างชาญฉลาด ซึ่งมีน้อยรายมากเนื่องมาจาก ระดับความรู้ที่ไม่คู่ควรเทคนิควิธีการขายของนักธุรกิจการค้า สารพิษ และปัจจัยการผลิตราคาสูงเหล่านี้ แต่แม้จะเก่งปานใด ในที่สุดก็จะหนีไม่พ้นกับต้นทุนที่สูงขึ้นตลอดเวลา

จึงได้ข้อสรุปในเบื้องต้นว่า

o       เราจะต้องปลีกตัวเองและระบบการผลิตออกจากการใช้ปัจจัยการผลิตต้นทุนสูงเหล่านี้ให้ได้

o       ไม่งั้นไม่มีทางรอดแน่นอน ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว 

และผมก็กลับมาคิดว่า

  • เราแก้ปัญหาให้ตรงจุดได้ไหม อย่าทำแบบ อ้อม ที่มีผลกระทบมากมาย
  • การไถเพื่อกำจัดวัชพืช แต่มีผลทำลายดิน ทำลายพืชที่เป็นประโยชน์ ทำลายระบบสำรองธาตุอาหาร ระบบการควบคุมกันเองของสิ่งมีชีวิต และระบบนิเวศ
  • จนเกษตรกรทั่วไปต้องไปพึ่งพาเครื่องมือ สารพิษ และวัสดุปัจจัยการผลิตที่มีราคาแพง หายาก และทำให้พึ่งตนเองได้ยาก
  • เลิกได้ไหม เปลี่ยนได้ไหม ปรับได้ไหม
  • จะได้ปลดแอกจากระบบการผลิตที่ต้องพึ่งพาภายนอกที่มีต้นทุนสูง และสูงขึ้นทุกวัน
 ผมก็เลยหันมามองตัวเอง
  • ไม่มีที่ทำกิน
  • ไม่มีรถไถ
  • ไม่มีแรงงาน
  • จะทำนาได้ไหม

       ลองไปขอยืมที่ชาวบ้านทำมา ๒ ปี ไม่ได้ผล เพราะชาวบ้านไม่เชื่อ และไม่ทำตามแผนที่วางไว้ ผมจึงผิดหวัง ๒ ปีซ้อน เลยพยายามหาเงินมาซื้อที่ทำเอง

เมื่อปี ๒๕๔๖

  • เริ่มทำใหม่เลย จากนาที่เสื่อมโทรม จำนวน ๔ ไร่กว่าๆ
  • ขอปุ๋ยคอกมาจากเครือข่ายหนึ่งรถหกล้อ (ประมาณ ๖ ตัน)
  • หาฟางที่พอขอได้จากนาข้างๆ มาคลุมไม่ให้หญ้างอก
  • หว่านเมล็ดข้าวเดือนเมษายน ยังไม่มีฝน
  • หว่านถั่วเขียว ถั่วพร้า ถั่วพุ่ม งา
  • ปลายเมษายนมีฝน ข้าวเริ่มงอกปนถั่ว ข้าว งา
  • ปลายพฤษภาคม ฝนหนักน้ำขังนา ถั่วงาตายหมด เหลือแต่ข้าว
  • ไม่ทำอะไรรอเก็บผลผลิตอย่างเดียว
  • เกี่ยวด้วยเคียว ปล่อยฟางไว้ในนา ได้ข้าว ๘๐๐ กก/ไร่

 ปี ๒๕๔๗

·        ข้าวเดิมที่ร่วงงอกมากพอสมควร (ไม่หว่านก็ได้)

·        แต่ต้องการเปลี่ยนพันธุ์ข้าวใหม่ เลยต้องหว่านใหม่

·        พอมีน้ำ ปล่อยให้น้ำแช่ขังให้เมล็ดข้าวเก่าตายหมด

·        หว่านข้าวปลายพฤษภาคม พร้อม ถั่วเขียว ถั่วพร้า งา

·        หญ้าและข้าวงอกแข่งกัน แบบหญ้ามากกว่าข้าวอย่างน้อย ๒ เท่าตัว

·        ปลายกรกฎาคม หญ้าเริ่มตั้งท้องออกดอก จึงตัดทั้งแปลง นำหญ้าปนข้าวบางส่วนไปเลี้ยงวัว

·        หลังตัด มีฝนตกน้ำแช่ข้าวและหญ้า

·        หญ้าตายเกือบหมด ข้าวแตกใบใหม่เป็นส่วนใหญ่ ทำให้เปลี่ยนจากนาหญ้าเป็นนาข้าว หลังจากตัด ๒ สัปดาห์

·        ขณะนี้รอเกี่ยวข้าว จะรายงานผลให้ทราบในไม่กี่วันนี้ ว่าจะได้ข้าวเท่าไหร่ 

แต่ทั้งดินและระบบนิเวศโดยรอบฟื้นตัวในระดับหนึ่ง

  • ดินเริ่มนุ่มโดยไม่ต้องไถ
  • แมลงธรรมชาติเริ่มกลับมา
  • นกสารพัดชนิด
  • ปลาโตได้ดีแบบไม่ให้อาหาร
  • ผลไม้บนคันนาได้ผลดี
  • ต้นไม้เริ่มโต
  • พืชผักบนคันนาเริ่มโตโดยไม่มีการให้ปุ๋ยเคมี นอกจากปุ๋ยคอก ใบไม้ และเศษผลไม้จากตลาดข้างทางจากที่ทำงานกลับบ้านผม
  • ไม่มีการลงทุนในการทำการเกษตร
  • ไม่มีการจ้างแรงงาน ทำเองทั้งหมด
  • ทุกอย่างที่ได้คือกำไร
  • ได้ข้าว ผลไม้ ผัก ปลา
  • ได้ออกกำลัง อาหารสะอาด และสนุก
  • ได้ชุดความรู้ ทำนาโดยไม่ต้องไถ ไม่ต้องดำ ไม่ต้องหว่าน ไม่ลงแรง ไม่ลงทุน ได้แต่กำไร
  • น่าจะมีคนสนใจนะครับ