กาลครั้งหนึ่ง ย้อนกลับไปเมื่อประมาณยี่สิบกว่าปีก่อน ความเสียสละอันยิ่งใหญ่จาก “พ่อ” ทำให้พี่สาวและอาตมาได้เรียนหนังสือ...

คราวที่โยมพ่อได้มีโอกาสมาเยี่ยมอาตมาที่วัดสันป่าสักวรอุไร จ.เชียงใหม่ คราวก่อน (๑๐ ตุลาคม ๒๕๕๐) โยมพ่อให้เล่าความตอนหนึ่งซึ่งอาตมาไม่เคยได้รู้ว่าก่อนในชีวิตให้ฟังว่า


ในขณะที่โยมพ่อทำงานเป็นพนักงานรักษาความปลอดภัยของธนาคารแห่งหนึ่ง ขณะนั้นโยมพ่อก็พากเพียรเรียนหนังสือตอนกลางคืนหรือภาคค่ำไปด้วย ตอนนั้น โยมพ่อเรียนได้ถึงระดับ ปวช.


จนกระทั่งมีเหตุการณ์หนึ่งเกิดขึ้นมา ทำให้โยมพ่อต้องตัดสินใจหยุดการเรียนหนังสือไว้แค่นั้น ก็คือ


“โยมพี่สาวถึงคราวได้เข้าโรงเรียน”


โยมพ่อเล่าให้ฟังว่า

ตอนแรกที่โยมพี่สาวเกิดมา ถึงวัยก่อนเข้าโรงเรียน "โยมพ่อเรียนคนเดียวก็ยังพอไหว" ยังพอมีเงินและเวลาที่จะไปเรียนหนังสือเพื่อความก้าวหน้าในอาชีพและเสริมความมั่นคงของครอบครัว


แต่เมื่อโยมพี่สาวถึงวัยเข้าเรียน


“เรียนหนังสือสองคนคงไม่ไหว”


โยมพ่อจึงเสียสละ “ให้ลูกได้เรียนหนังสือ” และหยุดการเรียนของตนเองไว้แค่นั้น


จากนั้นก็ถึงคราวของอาตมาที่จะต้องถึงวัยเข้าเรียน ต่อมาก็เป็นน้องสาว


จากวันนั้นถึงวันนี้ ทั้งโยมพี่สาว ตัวอาตมา รวมกระทั่งน้องสาวคนสุดท้องก็ยังเรียนกันไม่หยุด


“การเรียนของพวกเราสามพี่น้องนั้น จึงทำให้โยมพ่อไม่มีโอกาสได้เรียน”


ถ้าไม่มีความเสียสละอันยิ่งใหญ่จากโยมพ่อในวันนั้น ก็พวกเราคงไม่มีโอกาสได้เรียนหนังสือกันอย่างในวันนี้


พวกเราแต่ละคนที่ได้เรียนหนังสือกันสูง ๆ มีงาน มีหน้า มีตา มีสังคม มีฐานะ มีอนาคต ก็ด้วยเพราะความยิ่งใหญ่จากผู้ชายตัวเล็ก ๆ คนหนึ่ง ที่เสียสละโอกาสความก้าวหน้าของตนเองเพื่อให้ “ลูกได้เรียน”


ยอมอดทนปนลำบากในตำแหน่งงานที่หนักและเหนื่อย เพื่อให้ลูกได้เรียน


ยอมเสียสละอนาคตที่วาดฝัน เพื่ออนาคตอันรังสรรค์ของลูก


ยอม “ทวนกระแสกิเลส” การแข่งขันของสังคมที่รุมเร้า เพื่อให้ลูกสามารถมีวุฒิการศึกษาเพื่อแข่งขันกับคนอื่นเขา


ดังนั้นท่านจึงเปรียบว่าพ่อและแม่เป็นพระอรหันต์ของลูก


ไม่มีใครที่จะเสียสละให้พวกฉันได้เท่ากับผู้ชายและผู้หญิงสองคนนี้อีกแล้ว


รักใดไหนเล่าจะเท่าเทียมความรักจากพ่อแม่


ความเสียสละใดไหนเล่าจะเท่าความเสียสละจากพ่อแม่ที่มีให้แก่ลูก


เพราะถ้าไม่มีความเสียสละจากพวกท่านในวันนั้น ก็คงจะไม่มีพวกฉันในวันนี้...