“โครงการบันทึกเสียงเพลงประจำชาติ ”โดยวงดุริยางค์ฟีลฮาร์โมนิกแห่งประเทศไทย

๑ บุหลันลอยเลื่อน
เป็นเพลงหน้าทับปรบไก่มี ๒ ท่อนท่อนที่ ๑ มี ๕ จังหวะ ท่อนที่ ๒ มี ๔ จังหวะ
ซึ่งเป็นเพลงที่มีมาตั้งแต่สมัย พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชการที่ ๒ ทรงจำทำนองได้จากพระสุบินนิมิต ว่าพระองค์ได้เสด็จไปยังรมณีสถานแห่งหนึ่งและได้สดับเพลงนี้ในคืนที่พระจันทร์เต็มดวง
และได้พระราชทานนามว่า “เพลงบุหลันลอยเลื่อน” และเพลงนี้มีหลายชื่อ เช่น เพลง ทรงพระสุบิน
เพลง สรรเสริญพระจันทร์ เพลง สรรเสริญพระบารมี(ไทย) เพลง บุหลันลอยเลื่อนฟ้า เป็นต้น
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อทรงเสด็จจากสิงคโปร์ถึงพระนครเมื่อปีพ.ศ. ๒๔๑๔
จึงได้โปรดให้ตั้งคณะครูดนตรีไทยขึ้น เพื่อทรงปรึกษา หาเพลงชาติที่มีความเป็นไทย
มาใช้แทนเพลงก็อดเสฟเดอะควีน(God Save The Queen) คณะครูดนตรีไทย ได้เลือก เพลงทรงพระสุบัน
หรือเรียกอีกอย่างว่า เพลงบุหลันลอยเลื่อน ซึ่งเป็นพระราชนิพนธ์ของ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ ๒ โดยนำมาเรียบเรียงใหม่ ให้มีความเป็น
สากลขึ้นโดย ฮอยท์เซน (Heutsen euในภาษาดัชท์ออกเสียงว่าออย) นับเป็น เพลงชาติไทยฉบับที่สอง
ใช้บรรเลงในระหว่างปี พ.ศ. ๒๔๑๔-๒๔๓๑
เพลงสรรเสริญเสือป่า
คำร้อง/ทำนอง โดย สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์
ที่ทรงพระนิพนธ์ถวายสมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระนครสวรรควรพินิต เพื่อถวายพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ตามพระบรมราชโองการ เมื่อ พ.ศ. ๒๔๕๖
พวกเรา ประนอมกันเข้าเปนเสือป่า
ตั้งสัตย์โดยจนตนา กตเวที
ปู่ย่าตายายไม่เสียดายชีวี บำราบอรีเลื่องฤา
เราฤาจักปล่อยให้ถอยศักดิ์ได้ จะรกำฤจะลำบากเท่าไร
จนถึงว่าตัวจักตายเปนตาย ขณะถึงคราวควรตาย
เกิดเปนชาติไทย ถึงอย่างไรไม่ยอมเปนทาษ
เหตุว่าเรารักชาติ แลศาสนาเปนอาจิณ
เราหนอ จงอารักษ์ รัฐจักรแลพระจอมแผ่นดิน
คอยผลาญสัตรูในนอกให้สิ้น แม้เสียชีพอย่าเสียสัตย์ ฯ
เพลงนี้ทางวงดุริยางค์ฟิลฮาร์โมนิกแห่งประเทศไทยบรรเลงได้โอ่อ่ายิ่งใหญ่สมกับที่เคยได้เป็นเพลงชาติสยามเพลงที่ ๒
มาแล้ว
๒ ราตรีประดับดาว
เพลงราตรีประดับดาวนี้ เป็นบทเพลงพระราชนิพนธ์เพลงแรกในพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว
ผู้ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ที่ ๗ แห่งพระมหาจักรีบรมวงศ์
กล่าวกันว่าพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงโปรดดนตรีไทยเป็นอย่างยิ่ง
และทรงมีพระปรีชาสามารถในการบรรเลงเครื่องดนตรีไทย โดยเฉพาะการทรงซอ
ทรงศึกษาดนตรีไทยจากหลวงไพเราะเสียงซอ (อุ่น ดูรยชีวิน) และหลวงประดิษฐ์ไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง) ซึ่งเป็นครูดนตรีไทยที่มีชื่อเสียงในสมัยนั้น
ภายหลังจากทรงเสด็จขึ้นครองราชย์ ทรงโปรดเสด็จพระราชดำเนินไปประทับแรม ณ พระตำหนักเปี่ยมสุข วังไกลกังวล(๑)
ซึ่งในการที่เสด็จไปนั้น นอกจากจะทรงโปรดการออกกำลังกายด้วยการทรงกีฬาแล้ว ยังโปรดการทรงดนตรีด้วย พระองค์ทรงตั้งวงดนตรีไทยส่วนพระองค์ขึ้นในปีพุทธศักราช ๒๔๗๐
โดยนักดนตรีประกอบด้วยเจ้านายและข้าราชบริพารที่ใกล้ชิดเบื้องพระยุคลบาททั้งฝ่ายหน้าและฝ่ายใน และตั้งแต่ปีพุทธศักราช ๒๔๗๒ จนถึง ๒๔๗๔ พระองค์ก็ได้ทรงพระราชนิพนธ์เพลงไทยเดิมไว้ถึง ๓ เพลง ตามลำดับ คือ เพลงราตรีประดับดาว เถา เพลงเขมรลออองค์ เถา และเพลงโหมโรงคลื่นกระทบฝั่ง สามชั้น
ประวัติของเพลงราตรีประดับดาวนั้น ว่าไว้ว่า ใน พ.ศ. ๒๔๗๒ รัชกาลที่ ๗ ได้ทรงฟังเพลงแขกมอญบางขุนพรหม เถา อันเป็นพระนิพนธ์ของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้า ฯ กรมพระนครสวรรค์พินิต เพลงนี้เป็นเพลงสำเนียงเป็นมอญ ซึ่งบทร้องที่ทรงพระราชนิพนธ์ไว้ในตอนชั้นเดียวท่อนสุดท้ายนั้นมีว่า “ชื่อแขกมอญบางขุนพรหมนามสมญา ฉันได้มาจากวังบางขุนพรหม” รัชกาลที่ ๗ จึงมีพระราชประสงค์จะทรงแต่งเพลงเถาในสำเนียงมอญอย่างนั้นบ้าง
จึงทรงหารือกับครูผู้ใหญ่ในวงการดนตรีไทยในสมัยนั้น เพลงที่ทรงเลือกมาเพื่อพระราชนิพนธ์ขึ้นเป็นเพลงเถานั้น คือเพลงมอญดูดาว สองชั้น ของเก่า ซึ่งเมื่อทรงพิจารณาเพลงลงไป ทรงเห็นว่า เพลงมอญดูดาวของเดิมใช้หน้าทับมอญ (เทียบได้กับประเภทหน้าทับสองไม้ของไทย) และมีอยู่เพียง ๑๑ จังหวะ
แต่โดยที่พระองค์ทรงมีพระราชประสงค์ที่จะพระราชนิพนธ์เพลงโดยใช้หน้าทับเป็นประเภทปรบไก่ ซึ่งความยาวเป็น ๒ เท่าของหน้าทับประเภทสองไม้ ดังนั้นหากทรงคงเนื้อเพลงของเดิม ก็จะได้จำนวนหน้าทับปรบไก่เพียง ๕ จังหวะครึ่ง ทรงซออู้
เมื่อเสด็จขึ้นครองราชย์สมบัติแล้ว พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงโปรดเสด็จประพาสชายทะเล
จึงทรงสร้างพระราชฐานเพื่อเป็นที่ประทับแรม ณ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ และพระราชทานนามว่า“สวนไกลกังวล”
ในช่วงระยะเวลาของการเสด็จประทับแรม ณ พระตำหนักเปี่ยมสุข สวนไกลกังวลนั้น
นอกจากจะทรงโปรดการออกกำลังกายด้วยการทรงกีฬาแล้ว ยังโปรดการทรงดนตรีด้วย
พระองค์ทรงตั้งวงดนตรีไทยส่วนพระองค์ขึ้นในปีพุทธศักราช ๒๔๗๐
ประกอบด้วยเจ้านายและข้าราชการที่ใกล้ชิดพระยุคลบาททั้งฝ่ายหน้าและฝ่ายใน
ส่วนพระองค์ทรงศึกษาดนตรีไทยจากหลวงไพเราะเสียงซอ (อุ่น ดูรยชีวิน) และหลวงประดิษฐ์ไพเราะ
(ศร ศิลปบรรเลง)
ทรงมีพระปรีชาสามารถอย่างกว้างขวางทั้งการทรงเครื่องดนตรีและการพระราชนิพนธ์เพลง
ตั้งแต่ปีพุทธศักราช ๒๔๗๒ ถึง ๒๔๗๔ ทรงพระราชนิพนธ์เพลงไทยเดิม ๓ เพลง ตามลำดับ คือ
เพลงราตรีประดับดาว เพลงเขมรลออองค์เถา และเพลงคลื่นกระทบฝั่ง ๓ ชั้น
เพลงไทยเดิมที่พระองค์พระราชนิพนธ์มี 3 เพลง คือ เพลงราตรีประดับดาว เพลงเขมรละออองค์เถา
และเพลงคลื่นกระทบฝั่ง ๓ ชั้น
เนื้อหา : พระราชประวัติและพระราชกรณียกิจในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาประชาธิปก
: พระปก เกล้าเจ้าอยู่หัว กรุงเทพฯ : กองวรรณคดีและประวัติศาสตร์ กรมศิลปากร,
๒๕๓๗.
ภาพประกอบ : สมุดภาพรัชกาลที่ ๗ กรุงเทพฯ : บริษัทอมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง, ๒๕๔๔
เพลงราตรีประดับดาว เถา
ใน พ.ศ. ๒๔๗๒ รัชกาลที่ ๗ ได้ทรงฟังเพลงแขกมอญบางขุนพรหม เถา
อันเป็นพระนิพนธ์ของสมเด็จพระจ้าวรวงศ์เธอ เจ้าฟ้า ฯ กรมพระนครสวรรค์พินิต
มีสำเนียงเป็นมอญบทร้องในตอนชั้นเดียวท่อนสุดท้ายมีว่า "ชื่อแขกมอญบางขุนพรหมนามสมญา
ฉันได้มาจากวังบางขุนพรหม"
มีพระราชประสงค์จะทรงแต่งเพลงในสำเนียงมอญอย่างนั้นบ้าง ก็ทรงเลือกได้เพลงมอญดูดาว ๒ ชั้น ของเก่าที่จำมาทรงพระราชนิพนธ์นี้เป็นเถาสำเนียงมอญ
กับทรงพระราชนิพนธ์บทร้องขึ้นสำหรับร้องเป็นประจำโดยเฉพาะว่า
บทร้องเพลงราตรีประดับดาว
วันนี้ แสนสุดยินดี พระจันทร์วันเพ็ญ ขอเชิญสายใจ เจ้าไปนั่งเล่น ลมพัดเย็นเย็น
หอมกลิ่นมาลี
หอมดอกราตรี แม้ไม่สุดสี หอมดีน่าดม
เหมือนงามน้ำใจ แม้ไม่ขำคม กิริยาน่าชม สมใจจริงเอย
ชมแต่ดวงเดือน ที่ไหนจะเหมือน ได้ชมหน้าน้อง
พี่อยู่แดเดียว เปลี่ยวใจหม่นหมอง เจ้าอย่าขุ่นข้อง จงได้เมตตา
หอมดอกชำมะนาด กลิ่นไม่ฉูดฉาด แต่หอมยวนใจ
เหมือนน้ำใจดี ปรานีปราศรัย ผูกจิตสนิทได้ ให้รักจริงเอย
ขอเชิญเจ้าฟังเพลงวังเวงใจ เพลงของท่านแต่ใหม่ในวังหลวง
หอมดอกแก้วยามเย็น ไม่เห็นใจพี่เสียเลยเอย
ดวงจันทร์หลั่นลดเกือบหมดดวง โอ้หนาวทรวงยอดชีวาไม่ปรานี
หอมมลิกลีบซ้อน อ้อนวอนเจ้าไม่ฟังเอย
จวนจะรุ่งแล้วนะเจ้าพี่ขอลา แสงทองส่องฟ้าสง่าศรี
หอมดอกกระดังงา ชิชะช่างน่าเจ็บใจจริงเอย
หมู่ภมรร่อนหาช่อมาลี แต่ตัวพี่จำจากพรากไปไกล
หอมดอกจำปี นี่แน่พรุ่งนี้จะกลับมาเอย ฯ
คำในบทร้องตอนหนึ่งที่ว่า "ขอเชิญเจ้าฟังเพลงวังเวงใจ เพลงของท่านแต่งใหม่ในวังหลวง" นั้น
ก็เพื่อให้เป็นที่หมายรู้ว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเป็นผู้ทรงพระราชนิพนธ์
เพราะพระบรมมหาราชวัง (วังหลวง) เป็นสัญลักษณ์ของพระเจ้าแผ่นดิน แม้ความจริงเพลงนี้รัชกาลที่ ๗ จะมิได้ทรงแต่งในวังหลวง ก็ต้องทรงใช้ว่าวังหลวงตามสัญลักษณ์ และเป็นการเลียนล้อเพลงแขกมอญขุนพรหม ที่กล่าวมาแล้วด้วย
เมื่อทรงพระราชนิพนธ์สำเร็จเรียบร้อยทั้งทำนองดนตรีและบทร้องแล้ว ก็ทรงต่อเพลงนี้พระราชทานแก่ข้าราชการในกรมปี่พาทย์และโขนหลวง
ครั้นซักซ้อมกันเรียบร้อยดีแล้วก็นำวงปี่พาทย์ไปบรรเลง ถวาย ณ วังสุโขทัย
เพื่อทรงฟังตรวจแก้ไขอีก ๒ - ๓ ครั้งในครั้งแรกมีเจ้านายที่ทรงสามารถในการดนตรี อาทิ
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้า ฯ กรมพระนครสวรรค์วรพินิต และกรมหมื่นอนุพงศ์จักรพรรดิ ทรงร่วมฟังอยู่ด้วย ในระหว่างนี้ยังมิได้ทรงตั้งชื่อเพลงที่ทรงแต่งขึ้นใหม่นั้นว่ากระไร
เจ้านายหลายพระองค์ต่างเสนอชื่อถวายต่าง ๆ กัน เช่น ดาวประดับฟ้า ดารารามัญ และอื่น ๆ ที่มีนัยเดียวกันนี้อีกหลายชื่อ แต่ก็ยังมิได้ทรงเลือกเอาชื่อไหน
ต่อมาวงมโหรีหลวงได้นำเพลงนี้ออกร้อง และบรรเลงส่งกระแสเสียง ณ สถานี ๗ พีเจ ที่ศาลาแดง
โดยประกาศชื่อเพลงนี้ว่า "เพลงราตรีประดับดาว" อันเป็นชื่อที่รัชกาลที่ ๗ ได้ทรงคิดตั้งขึ้นเอง จึงเป็นการตกลงใช้ชื่อนี้ตลอดมา
เพลงราตรีประดับดาว เป็นเพลงแรกที่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระราชนิพนธ์
และได้รับความนิยมแพร่หลายในวงการดนตรีไทยเป็นอันมาก
เป็นเพลงที่มีทำนองและชั้นเชิงไพเราะน่าฟังเพลงหนึ่งในบรรดาเพลงไทยทั้งหลาย
๓ คลื่นกระทบฝั่ง
เป็นเพลงทำนองโบราณมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา รวมอยู่ในเรื่องเพลงฉิ่ง โบราณ
ซึ่งมีเพลงฟองน้ำ ฝั่งน้ำ และคลื่นกระทบฝั่ง บรรเลงประกอบโขน เป็นเพลงอยู่ในตับ วิวาห์พระสมุทร ต่อมาพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๗ ได้ทรงนำทางเก่ามาทรงพระราชนิพนธ์ขึ้นมาใหม่เป็น เพลงโหมโรงคลื่นกระทบฝั่ง เมื่อ พ.ศ. ๒๔๗๔
เพลงนี้รัชกาลที่ ๗ ทรงพระราชนิพนธ์ขึ้นจากเพลงคลื่นกระทบฝั่ง ๒ ชั้น
เมื่อพูดถึงชื่อเพลงคลื่นกระทบฝั่ง ๒ ชั้น ก็มีปัญหาอยู่ประการหนึ่งคือ
เพลงในเรื่องเพลงฉิ่งโบราณแบบหนึ่ง มีเพลงฟองน้ำเพลงฝั่งน้ำ และเพลงคลื่นกระทบฝังติดต่อกันอยู่ แต่ทำนองของเพลงคลื่นกระทบฝั่งที่เราเรียกกันอยู่ทั่วไป
ในบัดนี้หาได้มีทำนองเหมือนเพลงคลื่นกระทบฝั่งในเรื่องเพลงฉิ่งของโบราณนั้นไม่
แต่กลับไปมีทำนองเหมือนกับเพลงที่ชื่อฝั่งน้ำในเรื่องนั้น เท่าที่ได้สืบถามจากท่านผู้รู้ ก็ว่าเพลงที่เราเรียกกันว่าคลื่นกระทบฝั่งนี้ โบราณเรียกกันว่าฝั่งน้ำ
แต่ท่านผู้นำออกมาใช้ร้องและบรรเลงในครั้งแรกท่านได้เรียกว่าเพลงคลื่นกระทบฝั่ง
จึงพากันเรียกตามไป และก็ฝังตัวจนสนิทเสียแล้ว ไม่สามารถที่จะเปลี่ยนกลับคืนไปได้ ก็จำต้องยอมรับกันว่าเพลงทำนองนี้ ชื่อเพลงคลื่นกระทบฝั่งนี้
เมื่อเป็นดังนี้เพลงคลื่นกระทบฝั่งของเดิมที่มีอยู่ในเรื่องจะเรียกว่าอะไรกันต่อไป หรือชื่อคลื่นกระทบฝั่งนี้จะถูกต้องตามทำนองแล้ว
แต่ชื่อในเพลงเรื่องนั้นจะกลับกันไปก็อาจเป็นได้เหมือนกัน เพลงคลื่นกระทบฝั่ง ๒ ชั้นที่ว่านี้ เข้าใจว่าเพิ่งเกิดขึ้นในสมัยรัชกาลที่ ๒ นี้เอง
เพราะเมื่อพูดถึงและพิเคราะห์ดูทำนองเพลง และวิจัยลงไปให้ละเอียดแล้ว จะเห็นได้ว่าทำนองของเพลงคลื่นกระทบฝั่งที่ว่าเป็นอัตรา ๒ ชั้นนี้ก็คือ เพลงบุหลันลอยเลื่อน (หรือเพลงทรงพระสุบิน) ชั้นเดียวนั่นเอง หากแต่ได้เพิ่มทำนองทบทวนบางแห่ง กับเพิ่มโยนตอนท้ายขึ้นอีกเท่านั้น ซึ่งนับว่าท่านผู้สร้างเพลงนี้ได้ประดิษฐ์แปลงมา โดยสติปัญญาอันฉลาดอย่างยิ่ง
เพลงบุหลันลอยเลื่อนนั้น เป็นที่รู้จักกันในวงการดนตรีไทยแล้วว่า รัชกาลที่ ๒ ทรงจำทำนองมาได้ในขณะที่บรรทมหลับและทรงพระสุบิน ให้เรียกชื่อกันอีกอย่างหนึ่งว่า เพลงทรงสุบิน เมื่อเพลงบุหลันลอยเลื่อนหรือเพลงทรงพระสุบิน
อันเป็นสมมุติฐานเกิดขึ้นด้วยนัยนี้ เพลงคลื่นกระทบฝั่ง ๒ ชั้น ซึ่งเป็นเพลงที่แปลงมาอีกต่อหนึ่ง ก็ควรจะเกิดขึ้นในสมัยรัชกาลที่ ๒ นั้นเอง
อันประเพณีไทยเราถือกันเคร่งครัดมาช้านานแล้วว่า
บรรดาสิ่งที่เป็นพระราชนิพนธ์ย่อมเป็นที่เคารพ
ผู้ที่มิได้พระบรมราชานุญาตย่อมไม่อาจที่จะนำมาต่อเติมแก้ไขหรือนำไปใช้ในที่ไม่สมควร
เพราะฉะนั้นท่านผู้ที่แต่งเพลงคลื่นกระทบฝั่ง ๒ ชั้น
ซึ่งเพียงแต่อาศัยโครงทำนองเพลงทรงพระสุบินหรือบุหลันลอยเลื่อนมาตัดลงเป็นคนละอัตรา
ซึ่งนับได้ว่าเป็นคนละเพลง ก็ยังดัดแปลงไปเสียจนแทบจะมองไม่เห็น ซ้ำยังตั้งชื่อขึ้นใหม่ (ฝั่งน้ำ หรือ คลื่นกระทบฝั่ง) เสียจนห่างไกลมาก
พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งได้ทรงพระราชนิพนธ์ ทำนองเพลงไทยเสร็จเรียบร้อยไปแล้ว
๒ เพลง คือเพลงราตรีประดับดาว กับเพลงเขมรลออองค์
ขณะที่เสด็จประพาสสัตหีบทางชลมารค
ก็มีพระราชดำริที่จะทรงพระนิพนธ์ทำนองเพลงไทยขึ้นสักเพลงหนึ่งให้มีทำนองเป็นระรอกคลื่นต่าง ๆ
จึงได้ทรงเลือกทำนองเพลงคลื่นกระทบฝั่ง ๒ ชั้น ที่กล่าวนี้มาทรงพระนิพนธ์ขึ้นเป็นอัตรา ๓ ชั้น สำเร็จเรียบร้อยเมื่อ พ.ศ. ๒๔๗๔
ลำนำของเพลงเป็นเสียงเสมือนคลื่นกระทบฝั่งสมดังชื่อเพลงจริง ๆ
ในท่อนต้นมีลูกล้อและลูกขัดเป็นเสียงคลื่นกระฉอกในเมื่อกระทบกับแง่หินที่ยื่นย้อยออกมาตามชายฝั่ง โดยลักษณะต่าง ๆ กัน
ในตอนท้ายเที่ยว ๒ เที่ยวแรกแสดงถึงคลื่นใต้น้ำ อันหนุนเนื่องซ้อน ๆ กันมาผสมกับคลื่นเหนือน้ำ ส่วนตอนท้ายใกล้จะจบเพลงฟังเหมือนคลื่นลูกเล็ก ๆ ที่วิ่งพลิ้วไล่กันมาตามกระแสลมอย่างรวดเร็ว
การจำลองเสียงคลื่นที่มากระทบฝั่งนั้นทำให้ผมรู้สึกเหมือนตอนเด็กเด็กที่อยู่ต่างจังหวัดในช่วงวันหยุดผมและเพื่อนเพื่อนมักจะไปเล่นแถวชายทะเลบางทีเราก็นอนฟังเสียงคลื่นกัน ฟังเพลงนี้แล้วรู้สึกถึงอารมณ์นั้นเลย
๔ ลาวดวงเดือน
ผู้ทรงนิพนธ์เพลงนี้คือ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหมื่นพิชัยมหินทโรดม พระนามเดิม พระองค์เจ้าชายเพ็ญพัฒน์พงศ์
ในขณะที่มีพระชนมพรรษา ๒๑ พรรษา
พระองค์ทรงเป็นพระเจ้าลูกยาเธอในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕
ในปี พ.ศ. ๒๔๔๖ พระองค์ทรงจบการศึกษาจากประเทศอังกฤษและได้เสด็จประพาสเชียงใหม่
ได้รับการต้อนรับจากเจ้าหลวงอินทวโรรสสุริวงศ์ เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่และเจ้าแม่ทิพย์เนตร มีการจัดงานเลี้ยงต้อนรับขึ้น ในงานเลี้ยงครั้งนี้มี เจ้าราชสัมพันธวงศ์(ธรรมลังกา) และเจ้าแม่คำย่น ณ ลำพูน พร้อมธิดาคนโต เจ้าหญิงชมชื่นซึ้งมีอายุเพียง ๑๖ ปี
เจ้าหญิงชมชื่น(พระธิดาของเจ้าธรรมลังกา)
ที่ทำให้พระองค์เจ้าชายเพ็ญพัฒน์พงษ์ ถึงกับตะลึงในแบบรักแรกพบ
ในวันรุ่งขึ้นพระองค์ได้ทรงให้ พระยานริศราชกิจ ข้าหลวงใหญ่มณฑลพายัพ นำพระองค์ไปเยี่ยมคุ้มเจ้าราชสัมพันธวงศ์(คุ้มหน้าวัดบ้านปิง ปัจจุบันคือบ้านใบเมียงที่ฝรั่งเช่าทำเป็นที่สอนศาสนา) และกลายเป็นแขกประจำคุ้ม
ต่อมาได้ทรงให้พระยานริศราชกิจเป็นเถ้าแก่ไปเจรจาสู่ขอเจ้าหญิงชมชื่นแต่ทางบิดาฝ่ายหญิงผู้เชี่ยวชาญในด้านกฎหมายนั้นได้ทัดทาน(มิได้ปฏิเสธ)ไว้
สองเงื่อนไขคือ
๑ ขอให้รอจนเจ้าหญิงชมชื่นอายุ ๑๘ ปี เสียก่อน
๒ ต้องทำให้ถูกต้องตามขนบธรรมเนียม คือ
พระองค์จะอภิเษกสมรสต้องได้รับพระบรมราชานุญาต
เป็นสะใภ้หลวง มิฉะนั้นก็จะเป็นเพียงแค่นางบำเรอ
เหตุที่ ทัดทานครั้งนี้เกิดจากเรื่องความรักระหว่างพระองค์เจ้าโสณบัณฑิต เจ้านายในราชวงศ์จักรีนี้ เคยเกิดขึ้นใน พ.ศ. ๒๔๓๓ มาแล้ว คือ พระองค์เจ้าโสณบัณฑิต พระราชโอรสในสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ พระน้องยาเธอใน พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชการที่ ๕ ได้เสด็จมาปราบปรามพวกยางแดง แถวแม่น้ำสาละวิน(คง) และได้พบรักกับ เจ้าหญิงข่ายแก้ว ธิดาเจ้าทักษิณนิเกตน์(มหายศ)
และทรงสู่ขอจากเจ้าทักษิณนิเกตน์(มหายศ) แต่ไม่ได้รับพระบรมราชานุญาตในการเสกสมรส
และไม่มีพระโอรสและพระธิดาด้วยกัน
ครั้นพระองค์เจ้าโสณบัณฑิตเสด็จกลับกรุงเทพก็ไม่ได้เอาลงมาด้วยเพราะมีหม่อมเอมอยู่แล้ว
ทำให้เจ้าหญิงข่ายแก้ว กลายเป็น “แม่ร้าง” ที่จะไปร้องเรียนกับใครก็ไม่ได้
เจ้าราชสัมพันธ์วงศ์(ธรรมลังกา) จึงไม่ปรารถนาให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอยจึงได้ทัดทานไว้
และพระองค์จึงเสด็จกลับกรุงเทพเพื่อปรึกษาญาติผู้ใหญ่ซึ้งก็ได้รับการทัดทานอย่างหนักหน่วง
เมื่อไม่สมหวังก็ทรงหันเข้าหาความเยือกเย็นแห่งดนตรีไทยดับความรุ่มร้อนในหัวอก และก็ทรงนิพนธ์เพลงนี้จากบทร้องจากวรรณคดีเรื่อง “พระลอ”ขึ้นมาทำให้เกิดตำนานรักเพลง “ลาวดวงเดือน”
๕ กฤษดาภินิหาร
ครูมนตรี ตราโมท เป็นผู้ประพันธ์ เพลงนี้เป็นเพลงประกอบระบำกฤดาภินิหาร
เมื่อ พ.ศ. ๒๔๘๖ กรมศิลปากรได้นำละครออกแสดงให้ประชาชนชมเรื่องหนึ่ง
เป็นเรื่องที่สร้างจากเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์สมัยสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๒ ครองกรุงศรีอยุธยา ชื่อเรื่อง ”เกียรติศักดิ์รักไทย”
ในละครเรื่องนี้มีอยู่ตอนหนึ่งที่ดำเนินเรื่องว่า เมื่อบรรดาเทวดานางฟ้า ได้ทราบถึงกฤดาภินิหารของชาติไทยสมัยนั้นแล้ว
จึงชวนกันแซ่ซ้องสาธุการ ร้องรำทำเพลงกันอย่างรื่นเริง โปรยข้าวตอกดอกไม้และสุคนธ์ธารอวยชัยให้พรแก่เมืองไทยด้วยความยินดี
เพลงประกอบรำบำชุดนี้เริ่มต้นด้วยเพลงรัวดึกดำบรรพ์ ร้องเพลงครวญหา จากนั้นปี่พาทย์บรรเลงออกด้วยเพลงจีนรัว
พระเจนดุริยางต์(ปิติ วาทยะกร)
เป็นผู้เรียบเรียงเสียงประสาน สำหรับบรรเลงด้วยวงดุริยางค์สากล ส่วนบทร้อง สุดา บุษปฤกษ์
เป็นผู้แต่ง
๖ เขมรลออองค์
เพลงที่สองที่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯ ทรงพระราชนิพนธ์ คือ เพลงเขมรลออองค์ เถา
เพลงนี้มีความไพเราะไม่แพ้ เพลงราตรีประดับดาว พระองค์ทรงพระราชนิพนธ์จากทำนอง
เพลงเขมรเอวบาง ๒ ชั้น ของเก่า สำเร็จครบเป็นเพลงเถา เมื่อ พ.ศ.๒๔๗๓ หนึ่งปีหลังจากเพลงแรก
การที่ทรงเลือกเพลงสำเนียงเขมร ในครั้งนี้ ก็คงจะเป็นเพระได้เสด็จฯประพาสประเทศเขมร ในปี
พ.ศ.๒๔๗๓
หนังสือสารานุกรมศัพท์ดนตรีไทย ภาคประวัติและบทร้องเพลงเถา ฉบับราชบัณฑิตยสถาน (หน้า
๕๖–๕๗) กล่าวถึงประวัติและที่มาของทำนองเพลง ไว้ดังนี้
เพลงเขมรเอวบาง อัตรา ๒ ชั้น ของเก่า เป็นเพลงที่กลายมาจากเพลงเขมรแท้เพลงหนึ่ง
เพลงเขมรเอวบาง ๒ ชั้น นี้ พวกลิเกบันตนได้นำมาใช้ร้องกันก่อน มีบทร้องขึ้นต้นว่า “นกเอี้ยงเต่านา” แล้วมีคำเขมรแทรกเป็นตอน ๆ
ต่อมาภายหลังจึงมีผู้ปรับปรุงทำนองให้นุ่มนวลขึ้น ใช้ร้องในการแสดงละครและอื่น ๆ
เพลงที่ปรับปรุงขึ้นใหม่นี้เป็นเพลงประเภท หน้าทับปรบไก่ มี ๒ ท่อน ท่อนละ ๔ จังหวะ
พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงพระราชนิพนธ์ขยายขึ้นเป็นอัตรา ๓ ชั้น
แล้วทรงตัดเป็นชั้นเดียวครบเป็นเพลงเถา ต่อจากนั้นจึงทรงพระราชนิพนธ์ทางร้องขึ้นประกอบทุก ๆ
อัตรา บทร้องนั้นทรงใช้บทซึ่งคัดมาจาก บทละครรำ เรื่อง “พระร่วง”
พระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวแต่ทรงพระราชนิพนธ์แก้ไขเพิ่มเติมบางคำ
แล้วทรงตั้งชื่อเพลงขึ้นใหม่เลียนชื่อเดิม คือ “เพลงเขมรเอวบาง” มาเป็น “เพลงเขมรลออองค์”
๗ โหมโรงขวัญเมือง
เพลงโหมโรงขวัญเมืองเป็นเพลงที่มีความหมายไปในทางขอความศิริมงคลจงมีแก่บ้านเมืองและชุมชนนั้นๆ
เพลงนี้พระประดิษฐไพเราะ(มี ดุริยางกูร/ครูมีแขก) ได้แต่งขึ้นจากเพลงพม่าเพลงหนึ่ง เพื่อให้คู่กับเพลงพม่าวัด(หรือเพลงพาเมียมา)
ซึ่งครูเพ็ง มีศักดิ์เป็นญาติของพระประดิษฐไพเราะได้แต่งเพลงนี้ขณะที่เป็นครูฝึกสอนวงมโหรีหญิงของสมเด็จกรมพระยาสุดารัตน์ราชประยูร
เนื่องจากผู้บรรเลงเป็นสตรีล้วนๆ ทำนองเพลงก็จะต้องให้เหมาะสมกับผู้บรรเลง ลีลาของเพลงนี้จึงเป็นไปในทางสุภาพเรียบร้อยและอ่อนโยน แม้มีเม็ดพรายบ้าง ก็เป็นเม็ดพรายที่ไม่โลดโผนจนเกินไป มุ่งหมายในความไพเราะซาบซึ้งเป็นส่วนใหญ่
สวัสดีครับ นายช่างใหญ่