วิสาหกิจชุมชน...มีกระบวนการเรียนรู้เป็นหัวใจ มีการพึ่งพาตนเองเป็นเป้าหมาย
- วิสาหกิจชุมชน...เป็น พ.ร.บ.ฉบับเดียวและฉบับแรกของกรมส่งเสริมการเกษตร ซึ่งเราเริ่มให้มีการจดทะเบียนตั้งแต่ 14 สิงหาคม 2548 เป็นต้นมา มาถึงตอนนี้ทั้งประเทศคงร่วม 50,000 แห่งไปแล้วมั้ง สำหรับจังหวัดลำพูน มี 822 แห่งและเครือข่าย 5 แห่ง
- วิสาหกิจชุมชน...จากคำจำกัดความของหลาย ๆ แห่งโดยเฉพาะอาจารย์เสรี พงศ์พิศ...เน้นว่าวิสาหกิจชุมชนต้องมีกระบวนการเรียนรู้เป็นหัวใจและมีการพึ่งพาตนเองเป็นเป้าหมาย...ซึ่งก็เป็นสิ่งที่ถูกต้องแล้วเราต้องปูพื้นฐานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนเหล่านี้ที่เป็นลูกค้าหลักของเราให้มีความรู้เพื่อบริหารจัดการกลุ่มของตนเอง
- แต่เท่าที่เห็นและเป็นอยู่กลุ่มที่มาขอจดทะเบียนเหล่านี้มีความรู้ ความเข้าใจในหลักการของวิสาหกิจชุมชนแค่ไหน แม้แต่พวกเราชาวส่งเสริมการเกษตรกันเอง โดยเฉพาะนายทะเบียน มีกลุ่มจำนวนไม่น้อยที่จดทะเบียนเพื่อแค่ต้องการเงินกู้และความช่วยเหลือจากภาครัฐ ต้องเป็นหน้าที่ของพวกเราชาวส่งเสริมการเกษตรทุกระดับที่จะต้องสร้างความรู้และความเข้าใจในหลักการของวิสาหกิจชุมชน
- งบประมาณในปี 2551 เกี่ยวกับการส่งเสริมและพัฒนาวิสาหกิจชุมชนที่เน้นให้มีการประชุมคณะกรรมการและคณะอนุกรรมการทั้งระดับจังหวัดและอำเภอเพื่อเป็นตัวขับเคลื่อนแล้ว ที่สำคัญงบในการสร้างกระบวนการเรียนรู้ในกลุ่มวิสาหกิจชุมชนโดยให้จัดเวทีเรียนรู้ กลุ่มละ 2 ครั้งในกลุ่มใหม่ กลุ่มเดิมปีที่แล้วจัดเวทีกลุ่มละ 1 ครั้ง โดยให้ค่าใช้จ่ายในการจัด 100 บาท ต่อหัวต่อครั้ง
- หัวใจอยู่ตรงนี้นี่เอง...การจัดเวทีเรียนรู้โดยใช้ KM เป็นเครื่องมือนั้น...ผู้ร่วมกระบวนการเข้าใจและมีเทคนิควิธีการอันแยบยลอย่างไรในการที่จะผสมผสาน ความรู้ในตำราและความรู้ในตัวคน...ซึ่งมีอยู่ในกลุ่มวิสาหกิจชุมชนเองมาพัฒนากลุ่มให้เกิดประโยชน์เหมาะสมและสอดคล้องกับศักยภาพของกลุ่มเอง
- ไม่ใช่ว่ารวมกลุ่มกันแค่ 7 คนตามกฎหมายกำหนดในหมู่เครือญาติแล้วไปกู้เงินจาก ธกส. ออมสิน กลุ่มละ 4 - 5 แสนแต่มีแผนการผลิตนิดหน่อยหรือนำไปใช้ผิดวัตถุประสงค์แล้วก้อจะเข้าอีหรอบเดิมอีก เพราะฉะนั้นการสอนให้กลุ่มรู้จักวิเคราะห์ตนเองในทุกด้านไม่ว่าจะเป็นการบริหารจัดการกลุ่ม การพัฒนาการผลิตและการตลาดผลิตภัณฑ์ของกลุ่ม บนพื้นฐานของ...เศรษฐกิจพอเพียง...
- กรมส่งเสริมการเกษตรควรต้องเน้นเรื่องนี้ให้มากทีเดียว ซึ่งเป็นบทบาทหลักของนักวิชาการส่งเสริมการเกษตรในอันที่จะต้องถ่ายทอดเทคโนโลยีซึ่งเป็นภารกิจหลักของเราหากวิสาหกิจชุมชนมีความรู้ ความเข้าใจแล้วพวกเราคงจะเหนื่อยน้อยลงแน่เลยค่ะ
สวัสดีครับ....คุณสาวหละปูน ครับ ที่บันทึกไว้ถูกต้องทุกอย่าง ครับ เพราะว่า การกำเนิดเรื่องวิสาหกิจชุมชนเพราะว่า "เศรษฐกิจกระแสหลักเอาตัวไม่รอด" ที่ผ่านมาเวลาเศรษฐกิจกระแสหลักพัง เศรษฐกิจชุมชนฐานรากก็พังด้วยครับ ....
แต่การเกิดวิสาหกิจชุมชน เป็นการสร้างระบบเศรษฐกิจชุมชน โดยชุมชน ผ่านแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชุมชน (แผนแม่บทชุมชน) กำหนดออกมาชัดเจนว่า ปีไหนควรจะทำเรื่องอะไรกัน สำหรับชุมชนเรา ไม่ต้องมีเวทีภาคนอก แต่ให้มีเวที เพื่อจัดทำแผนแม่บทชุมชน ชุมชนกำหนดกันเอาเอง ถ้าชุมชนไม่ทำ ก็ทำที่เขาต้องการทำก่อน (ไม่ใช้การปูพรม เหวี่ยงแหครับ)
การจดทะเบียน เพื่อจะได้กู้เงินครับ (เพราะปัญหาสำคัญเป็นเรื่องทุนหมุนเวียนไม่พอ ไม่ได้คิดแบบวิสาหกิจชุมชน ที่ไม่ได้เอาเงินเป็นตัวตั้ง
การจัดการความรู้ก็เหมือนกัน ไม่ต้องจัดครับ เพราะชุมชนเขายังไม่ทำแผนแม่บทชุมชน เลยว่าตัวเองต้องการอะไร ....???
ถ้าแผนแม่บทชุมชน เป็นกระบวนการเรียนรู้โดยประชาพิจัย (PR&D) จริง ชาวบ้านเกษตรกรจะเกิดการเรียนรู้จริง ซึ่ง ถึงตรงนั้น จึงจะมาจัด KM กัน เพราะวิชาการที่ได้ทำประชาพิจัยมา ต้องอาศัย วิชาการในตำรา (Explicit Knowledge) และวิชาการของบุคคล (Tacit Knowledge) มาขับเคลื่อน (Learning Organization)
วิสาหกิจชุมชน เป็น Out put ของ แผนแม่บทชุมชน เพื่อจะตอบว่า ที่ได้ทำประชาพิจัยกันนั้น ปีนี้ ปีหน้า เอาวิสาหกิจชุมชนเป็นตัวชี้วัด ว่าสำเร็จ หรือ ยังต้องบูรณาการกันอีก หรือล้มไม่เป็นท่า อะไรทำนองนี้ครับ
เรียน...คุณสมพงศ์
สาวหละปูนเจ้า
เรียน...อ.ขจิตค่ะ
สาวหละปูนเจ้า
สวัสดีเจ้า...อ้ายสายัณห์
สาวหละปูนเจ้า
- แวะมาเยี่ยมชมครับ
- เคยมาแอ่วลำพูนบ่อยๆช่วงนี้อากาศคงเย็นสบายดีนะครับ
สวัสดีค่ะ...คุณโต
สาวหละปูนเจ้า
ขอบคุณในไมตรีจิตของคนลำพูน เช่นกันครับถ้ามาเยี่ยมอุตรดิตถ์ก็มีลางสาด ลองกอง ทุเรียนโดยเฉพาะพันธุ์หลงลับแล หลายๆท่านทานแล้วบอกว่าดีกว่าทุเรียนทางตะวันออกด้วยนะครับ ผลไม้ของอุตรดิตถ์มีต่อเนื่องทั้งปีครับ
สวัสดีเจ้า...คุณโต
สาวหละปูนเจ้า