สนุกกับภาษาไทย – ภาษาอัชฌาไศรย ๘. ประวัติศาสตร์กับการศึกษาวรรณคดีไทย (๗)


         การย้อนกลับไปพินิจสถานภาพของวรรณคดีไทยในอดีตก่อนรับวัฒนธรรมตะวันตกเป็นเรื่องจำเป็นสำหรับการบรรยายของผมในวันนี้     นักสังเกตการณ์ชาวฝรั่งเศสท่านหนึ่ง นามว่า ซิมอง เดอะ ลาลูแบร์ ซึ่งได้เข้ามากับคณะทูตของสมเด็จพระราชาธิบดีหลุยส์ที่ 14 ใน ค.ศ. 1685 ได้บันทึกไว้ในจดหมายเหตุของท่านว่า ชาวสยามนั้น “เป็นปฏิภาณกวี” ดังความอธิบายที่ว่า

         J'ai dit, ci-cessus, qu'ils sont naturellement po?tes. Leur po?sie consiste, comme la n?tre, et comme celle dont on se sert aujourd'hui par toute la terre connue, dans le nombre des syllabes, et dans la rime. Quelques-uns en attribuent l'invention aux Arabes, parce qu'il semble que ce sont eux aui f'ont porte partout. Les relations de la Chine disent bien que la po?sie Chinoise d'aujourd'hui est en rime mais, quoiqu'elles parlent de leur poesie ancienne, dont ils ont
encore plusieurs ouvrages, ils ne disent pas de quelle nature elle etait, parce, a non avis, qu'il est difficile d'en juger: car, encore que les Chinois aient conserve l'intelligence de la peine ? comprendre d'une lanque toute de monosyllabes, et pleine de voyelles fort accentu?es et de diphtongues fort compos?es, que si la po?sie ne consiste dans la rime, elle puisse consister dans la quantiite, comme faisaient les po?sies gr?cques et latines.2
         2 Michel Jacq-Hergoualch, Etude historique et critique de livre de Simon de laLoubere <Du Royaume de Siam> Paris 1691, Editions Recherche sur les Civilisations, Paris, 1987,254

         คำว่า เป็นปฏิภาณกวี ในที่นี้หมายถึง เป็นคนเจ้าบทเจ้ากลอน รู้จักใช้สัมผัสร้อยกรอง ข้อสังเกตของเดอะ ลาลูแบร์ เป็นความจริงที่ยืนยันได้จากลักษณะเด่นของเพลงพื้นบ้านและวรรณคดีเก่าที่มีความประณีตในระดับต่างๆ กัน สัมผัสร้อยกรองเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตคนไทยสมัยก่อน ดูเหมือนว่า กิจกรรมใดก็มีร้อยกรองเข้าไปเกี่ยวข้อง เช่น ในเวลาทำนาหรือลงแขก ชายหญิงก็ร้องเพลงปฏิพากย์ พิธีทำขวัญ การละเล่นและการแสดงทั้งหลาย เพลงกล่อมเด็ก พิธีกรรมราชสำนัก การเล่าเรื่องนิยายพื้นบ้าน  หรือเรื่องวรรณคดีศักดิ์สิทธิ์ที่ได้รับอิทธิพลมาจากอินเดียก็เป็นการร้อยกรองทั้งสิ้น สัมผัสร้อยกรองทำให้จำได้ง่ายและเป็นทักษะที่คนสมัยก่อนเรียนรู้เหมือนการฟังเพลงสมัยใหม่ มนตร์เสน่ห์ของร้อยกรองอยู่ที่การฟัง ในสมัยที่หนังสือยังไม่แพร่หลาย ความสุขของคนไทยอยู่ที่การฟังหรือนาฏยสังคีต หาได้มาจากการอ่านหนังสือไม่ การถ่ายทอดอารมณ์ของวรรณคดีอยู่ที่การฟังเสียงอ่านทำนองเสนาะและท่วงทำนองที่สอดคล้องกับจังหวะท่าทางการเคลื่อนไหวของตัวละคร โขลน ละคร และการแสดงประเภทอื่นๆ   ทั้งในราชสำนักและนอกราชสำหรับสำหรับคนทั่วไป เป็นเครื่องจูงใจให้คนทั่วไปได้เรียนรู้วรรณคดีไปโดยปริยาย ภายในครอบครัวไทยสมัยโบราณการถ่ายทอดและการซึมซับวรรณคดีเป็นไปโดยธรรมชาติอีกเช่นกัน

         กระบวนการนี้เริ่มต้นตั้งแต่เกิดเป็นเด็กแบเบาะ ได้ฟังการขับกล่อมด้วยร้อยกรองของเพลงกล่อมเด็ก โตขึ้นเด็กที่อ่านหนังสือเป็นแล้วมักถูกผู้ใหญ่ที่ตาฝ้าฟางแล้วบังคับให้อ่านวรรณคดีให้ฟัง การฟังทำนองเสนาะ การติดใจในโวหาร และอรรถรสของเรื่องราว “จักรๆ วงศ์ๆ” ที่อาจรู้เรื่องราวอยู่แล้ว เป็นการเสพสุขทาง “โสตสัมผัส” เหมือนดังคนดูละคร “น้ำเน่า” ทางโทรทัศน์ที่เดาเรื่องได้แต่ก็ยังอยากดูอยู่ดีเพราะได้เสพสุขจาก “จักษุสัมผัส” การเสพสุขจาก “โสตสัมผัส” อาจยิ่งใหญ่เกินกว่าคนรุ่นปัจจุบันจักจินตนาการได้     โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสังคมที่ความสุขมาจาก “จักษุสัมผัส” ไม่ว่าจะเป็นการอ่านหนังสือหรือการดูการแสดง

         สำนวนดีๆ อย่างที่ผู้เขียนขอยกมาจากวรรณคดี ขุนช้างขุนแผน แสดงให้เห็นความเป็นคนเจ้าบทเจ้ากลอนของคนไทยสมัยก่อน ซึ่งถ่ายทอดแม้แต่อารมณ์ขันไปยังผู้ฟังได้ เช่น เมื่อขุนช้างแอบดูนางพิมอาบน้ำ และโดนนางพิมด่าว่า
     อ้ายเจ้าชู้ลอมปอมกระหม่อมบาง เที่ยวลอยชายลากหางเที่ยวเกี้ยวหมา
     ชิชะแป้งจันทน์น้ำมันทา หย่งหน้าสองแคมอ้ายหางเปีย
     หมาจะเกิดมึงมาชิงหมาเกิด มึงไปตายเสียเถิดอ้ายห้าเบี้ย
     หน้าตาเช่นนี้จะมีเมีย อ้ายมะม่วงหมาเลียไม่เจียมใจ

         ถ้าพิจารณาว่า สังคมไทยได้เปลี่ยนแปลงเข้าสู่สภาพแวดล้อมใหม่ทางวัฒนธรรม คนรุ่นปัจจุบันย่อมไม่มองวรรณคดีไทยเก่าๆ ว่า เป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตเหมือนคนในสังคมเก่าเมื่อหลายสิบปีหรือหลายร้อยปีก่อน ข้อเท็จจริงก็คือว่า วรรณคดีเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมทางสังคม และการเข้าถึงวรรณคดีในเชิงวิจักษ์เป็นกระบวนการเรียนรู้โดยธรรมชาติ คนสมัยก่อนคงไม่ต้องเขียนแผนผังโคลงสร้างของกลบทต่างๆ ว่าสัมผัสร้อยรับกันอย่างไรสามารถเป็นปฏิภาณกวี ความสำคัญจึงตกอยู่ที่โวหารและข้อคิดอันจับใจ     แม้สภาพสังคมเปลี่ยนไปแต่วัฒนธรรมปัจจุบันก็มีรากฐานอยู่ในอดีต ดังนั้น  ทุกชาติทุกสังคมจึงให้เรียนประวัติศาสตร์และวรรณคดี เพื่อประกาศเกียรติภูมิของบรรพบุรุษ แต่การเรียนรู้นั้นควรจะเรียนรู้อย่างไร 
 

         ในหลักสูตรที่เราเลียนแบบตะวันตกมามีรายวิชาหนึ่งที่เปิดสอนกันทุกแห่งและทุกระดับนั่นคือ วรรณคดีวิจักษ์ ผมไม่ทราบว่า เขาสอนอะไรและอย่างไร แต่เท่าที่สอบถามนักศึกษาดู เขาบอกว่า เป็น “วรรณคดีวิบาก” และไม่มีอะไรหลงเหลือมา ทั้งที่หลักสูตรเขามีจุดมุ่งหมายว่า ให้เรียนแล้ว เกิดความเข้าใจและความชื่นชมในวรรณศิลป์ จากประสบการณ์ส่วนตัวและเท่าที่ฟังนักศึกษาของผมเล่าให้ฟังในสมัยปัจจุบัน การสอนวรรณคดีมีจุดอ่อนจากสิ่งที่ผู้สอนคิดว่า เป็นจุดแข็งของการเรียนการสอนวรรณคดีไทย คือ การให้ท่องจำอย่างลมๆ แล้งๆ อย่างหนึ่ง กับการสอนโดยเน้นระเบียบของร้อยกรองและอยากให้ทุกคนเป็นกวี (โดยแต่งคำบทร้อยกรอง) ให้ได้    อีกอย่างหนึ่ง ความตายของวรรณคดีไทยในสายตาของคนเดินถนนคือ สอนสิ่งที่ไม่มีประโยชน์ และพยายามสอนให้คนเป็นสิ่งที่คนส่วนใหญ่เป็นไม่ได้ นั่นคือ เป็นกวี วรรณคดีวิจักษ์จึงกลายเป็นวรรณคดีวิบากไปโดยปริยาย

        คำวิพากษ์วิจารณ์เหล่านี้เราไม่จำเป็นต้องเห็นพ้อง     แต่การฟังกันน่าจะประเทืองปัญญานะครับ

วิจารณ์ พานิช
๑๘ ต.ค. ๕๐

 

 

หมายเลขบันทึก: 143427เขียนเมื่อ 1 พฤศจิกายน 2007 08:41 น. ()แก้ไขเมื่อ 4 มิถุนายน 2012 19:56 น. ()สัญญาอนุญาต:


ความเห็น (0)

ไม่มีความเห็น

พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี