เช้าวันนี้ เป็นวันที่เราต้องเข้าห้องประชุม เพื่อช่วยพี่ที่อยู่งานบุคลากรของหน่วยงานเรา ทำการประเมินสมรรถนะข้าราชการและลูกจ้างประจำ เพื่อจัดทำแผนการพัฒนาสมรรถนะรายบุคคล มีคนเข้าร่วมประชุมประมาณ 40 คน ซึ่งจัดเป็นแบบการประชุมเชิงปฏิบัติการ ที่หลังจากสรุปทำความเข้าใจสั้นๆเกี่ยวกับความหมาย ความจำเป็นที่ต้องจัดทำ และวิธีการประเมินภายในหน่วยงานของเราแล้ว ก็เริ่มลงมือประเมินกันเลย ช่วงเช้าทุกคนก็ทำการประเมินสมรรถนะของตนเองเป็นที่เรียบร้อยแล้ว แต่ละคนก็จะมีสมรรถนะหลักที่ต้องประเมินอย่างน้อยคนละ 10 สมรรถนะ แล้วก็มีสมรรถนะหลักเฉพาะของแผนกตัวเองอีก 1-3 สมรรถนะ ก็ทำการประเมินโดยใช้พจนานุกรรมสมรรถนะ ที่มีนิยามสุดเลิศ (ของ ก.พ.) แล้วก็อภิปรายกลุ่มกันถึงแต่ละระดับของสมรรถนะหลัก งานนี้ใครประเมินเสร็จก่อนก็รับข้าวเที่ยงไปทานก่อน (งานสำเร็จได้ด้วยสินบน...เล็กๆ) ตอนช่วงบ่ายก็นัดกันมาหาส่วนขาดสมรรถนะ (Gap) แล้วก็จะได้ให้ส่งแผนการพัฒนาตนเองมารวบรวมที่เรา งานนี้เจ้าหน้าที่รวมทั้งหมด 120 คน ก็ใช้เวลาทำ 3 รุ่นก็จะเรียบร้อย งานหน้าก็ต้องจัดทำพจนานุกรมของ Functional competency ของแต่ละหน่วยงานต่อไป
สิ่งหนึ่งที่เราได้เรียนรู้จากการทำงานวันนี้ก็คือ เวลาที่เราประเมินเพื่อพัฒนา มักเกิดความเจ็บปวดไม่มาก เพราะมีภวตัณหาอย่างอ่อนๆ คือ มีสมรรถนะต่ำก็ไม่เป็นไร มีสมรรถนะสูงได้ก็ดี แต่เมื่อไรก็ตามที่พวกเราต้องประเมินเพื่อได้หรือเสียผลประโยชน์ ก็จะเกิดความทุกข์มาก เพราะมีตัณหาคือ ภวตัณหามาก ... ก็อยากมี อยากได้ อยากเป็น ถ้าเราสามารถทำให้ตัณหา จางหายไปได้ ปล่อยวางลงได้ ไม่ให้ส่งผลได้ เราก็จะไม่ทุกข์เนาะ แต่ถ้าไม่รู้เหตุ ไม่รู้ผล ก็ย่อมไม่เห็นผลดีของการไร้สุขไร้ทุกข์ .... ว่าไปนั่น
วันนี้เล่าให้ฟังแค่นี้นะ แล้วจะมาเล่าให้ฟังอีกนะ