ปุ๋ยชีวภาพเพื่อการเกษตร

ในสถานการณ์ปัจจุบันประเทศไทยประสบกับสภาวะวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจการพัฒนาทางภาคเกษตรจึงเป็นวิธีการหนึ่งที่จะทำให้ประชาชนมีรายได้ทดแทนจากภาคอุตสาหกรรม การพัฒนาการเกษตรมีปัจจัยสำคัญที่ต้องพัฒนาคือ ความอุดมสมบูรณ์ของดิน ดังนั้นการใช้ปุ๋ยจึงเป็นวิธีการหนึ่งที่มีประสิทธิภาพสูงในการเพิ่มการเจริญเติบโต และเพิ่มผลผลิตของพืช นอกจากจะมีการใช้ปุ๋ยเคมีกับพืชแล้วการนำเทคโนโลยีเกี่ยวกับปุ๋ยชนิดอื่นเช่น ปุ๋ยชีวภาพ หรือ ปุ๋ยอินทรีย์ก็จะเป็นทิศทางหนึ่งที่ทำให้การเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ของดินเป็นไปอย่างยั่งยืน

ปุ๋ยชีวภาพ หมายถึง การที่นำเอาจุลินทรีย์มาใช้ปรับปรุงดินทางชีวภาพ กายภาพ ทางเคมีชีวะ และย่อยสลายอินทรียวัตถุตลอดจนการปลดปล่อยธาตุอาหารจากพืช จากอินทรีย์ หรืออนินทรียวัตถุ

น้ำหวานจากพืช หมายถึง น้ำเลี้ยงของพืชที่อยู่ในท่อส่งอาหารของพืช น้ำหวานของพืชใดก็จะเป็นอาหารธรรมชาติที่ดีที่สุดของพืชชนิดนั้น เช่น น้ำหวานหมักจากข้าวโพดก็จะให้ธาตุอาหารที่ดีที่สุดสำหรับข้าวโพด หรือน้ำหวานหมักจากอ้อยก็จะให้ธาตุอาหารที่ดีที่สุดสำหรับอ้อยแต่จะมีพืชบางชนิดที่ให้ธาตุอาหารที่มีประโยชน์ต่อพืชอื่นๆโดยทั่วไปได้ดี เช่น ผักบุ้ง หยวกกล้วย หน่อไม้ เป็นต้น พืชที่ช่วงความยาวระหว่างข้อภายในกิ่งยาวยิ่งดีและควรเป็นพืชโตเร็วเพราะพืชที่โตเร็วมีพลังธรรมชาติที่จะสร้างพลังชีวิตได้มากและเร็ว

น้ำหวานจากพืชนี้ เป็นทรัพยากรธรรมชาติภายในพื้นที่ที่ประเมินค่ามิได้สำหรับเกษตรกร เพราะไม่ต้องนำเข้าปุ๋ยหรือสารบำรุงพืชใดๆ เนื่องจากน้ำหวานจากพืชเป็นอาหารที่ดีที่สุดของพืชอยู่แล้ว ทั้งยังไม่ต้องจ่ายเงินซื้อ จะช่วยลดต้นทุนการผลิต ลดการใช้สารเคมี รักษาความสมดุลของระบบนิเวศและสภาพแวดล้อม เป็นผลดีต่อสุขภาพผู้ผลิตและผู้บริโภคอีกด้วย

ขั้นตอนการทำน้ำหวานหมักจากพืชสดสีเขียว

คุณโชย้ำนักย้ำหนาว่า พลังงานที่ออกจากสิ่งมีชีวิตไม่ว่าจะทางกาย ทางวาจา ทางใจ หรือทางอารมณ์ ความรู้สึกย่อมจะถ่ายทอดเป็นคลื่นไปสู่สิ่งมีชีวิตอื่น ต้นไม้กิ่งไม้ก็จะรับพลังงานร้อน เย็นจากจิตใจคนเราได้ ก่อนที่จะทำอะไรกับพืช เราควรรักษาใจรักษาอารมณ์ให้ผ่องใสเยือกเย็น นุ่มนวล ถ้ากำลังอารมณ์ไม่ดีอย่าไปยุ่งกับพืช เพราะพืชต้องการรับและจะให้พลังเย็น ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อดินและการเจริญเติบโตของมัน

1. ช่วงเวลาที่ดีที่สุดในเก็บเกี่ยวพืชที่ต้องการทำน้ำหวานหมัก คือ ก่อนพระอาทิตย์ขึ้น ไม่ต้องล้าง เพราะไม่ต้องการให้จุลินทรีย์ที่อยู่บนใบพืชถูกชะล้างออกไป ถ้าเปียกฝน ผึ่งในร่มให้หมาดก่อน เปียกน้ำค้างไม่เป็นไร เพราะน้ำค้างมีธาตุอาหารของพืชบางส่วน ที่ใบพืชจะมีน้ำหวานของพืชซึมติดอยู่ที่ปลายท่ออาหาร จุลินทรีย์จะไปเกาะกินน้ำเลี้ยงที่ซึมอยู่บนใบ จุลินทรีย์เหล่านี้มีประโยชน์มากต่อพืชตระกูลหญ้า เช่น ข้าว อ้อย ข้าวโพด ฯลฯ

2. ก่อนหยิบมีดตัดพืช ตั้งสติตั้งใจให้สะอาด ผ่องใส ตัดพืชเป็นท่อนๆยาวประมาณ 3-5 ซ.ม. สำหรับหยวก เอามาทั้งต้น ไม่ต้องตัด ไม่ต้องลอกกาบ และแน่นอน ไม่ต้องล้าง ซอยโคนให้เป็นแฉกๆกว้างประมาณ 2 ซ.ม แล้วสับขวางอีกครั้ง ให้ยาวประมาณ 3-4 ซ.ม. หน่อไม้ก็เช่นเดียวกัน อย่าลืมว่าไม่ต้องล้างพืชก่อนตัด

3. ชั่งน้ำหนักพืชที่ตัดแล้ว เพื่อกำหนดสัดส่วนของน้ำตาลทรายแดงที่จะใช้ผสม ในการทำน้ำหวานหมักจากพืชสดสีเขียว เราจะใช้น้ำตาลครึ่งหนึ่งของน้ำหนักพืชสด ในระยะต้นที่เรายังกะประมาณไม่เป็นเพราะยังขาดประสบการณ์ ควรชั่งเพื่อความถูกต้องแน่นอน เมื่อเราชำนาญแล้วก็ประมาณเอาได้ แบ่งน้ำตาลออกเป็น 6 ส่วน 1 ส่วน เก็บไว้ปิดหน้าไห 2 ส่วนใช้คลุกอ่างแรก อีก 3 ส่วนใช้คลุกอ่างที่สอง

4. ถ้าเรามีเกลือสินเธาว์ คือ เกลือจากดิน ไม่ใช่เกลือจากทะเล เราจะใช้เกลือสินเธาว์ผสมในส่วนของน้ำตาลได้ ในสัดส่วนเดิม คือให้เกลือผสมน้ำตาลมีน้ำหนักเท่ากับครึ่งหนึ่งของน้ำหนักพืช เช่น พืช 6 กิโลกรัมปกติต้องใช้น้ำตาล 3 กิโลกรัม ถ้าเป็นเกลือผสมน้ำตาล ก็ต้องเป็น 3 กิโลกรัมเหมือนกัน ควรใช้เกลือน้อยกว่าน้ำตาล จึงเป็นน้ำตาล 2 กิโลกรัม และเกลือ 1 กิโลกรัม เกลือสินเธาว์มีธาตุอาหารสำหรับพืชมาก จะทำให้น้ำหวานหมักของเรา มีธาตุอาหารสำหรับพืชเพิ่มขึ้น และน้ำหวานก็จะมีมากขึ้น

5. แบ่งพืชที่หั่นและชั่งแล้วออกเป็น 2 ส่วน เอาพืชส่วนหนึ่งใส่อ่าง โรยน้ำตาลทรายแดงผงกอง 2 ส่วนลงบนพืช ไม่ต้องมากนัก แล้วใช้มือทั้งสองกอบพลิกพืช คลุกเคล้ากับน้ำตาลผงที่โรยให้เข้ากัน ระมัดระวัง ทะนุถนอม อย่าให้พืชช้ำ ทุกอย่างต้องเบามือ แล้วค่อยๆเอามือทั้งสองกอบพืชใส่ไหที่เตรียมไว้ เกลี่ยให้เรียบเสมอ กดเบาๆ ให้แน่นทุกกอบที่ใส่ลงไป

มีเคล็ดจากผู้มีประสบการณ์ท่านหนึ่งบอกว่า เวลาเคล้าพืชนั้น ถ้าพลิกพืชและเคลื่อนมือทวนเข็มนาฬิกาไปเรื่อยๆ จะเกิดความเย็นขึ้นเรื่อยๆ รู้สึกได้แม้เมื่อเอามือแตะนอกอ่าง ใบและกิ่งก้านพืชจะมันเหมือนเคลือบน้ำมันและน้ำหวานจะออกมากทีเดียว ลองทำแล้วค่ะได้ผลจริง

6. ขั้นต่อไป โรยน้ำตาลผงกอง 3 ส่วน ลงบนพืชส่วนที่เหลือในอ่างใบที่สอง ถ้าน้ำตาลเป็นก้อนควรบี้ให้แหลก เหลือน้ำตาลกอง 1 ส่วนสุดท้ายไว้ปิดหน้าพืชที่ปากไห หมักพืชส่วนที่สองที่คลุกเคล้าน้ำตาลแล้วนี้ทิ้งไว้ในอ่าง 2 ชั่วโมง เอากระดาษสะอาดปิดคลุมอ่างไว้

7. ค่อยๆกอบพืชจากอ่างคลุก เติมลงในไห กดพืชให้แน่นไปเรื่อยๆด้วยปลายนิ้วทั้งสี่ ทั้งสองมือพร้อมกัน จนพืชหมดอ่าง ใส่น้ำตาลที่เหลือปิดหน้าพืชให้ทึบ เอาผ้าสะอาดชุบน้ำหมาดๆเช็ดปากไห ขอบไหและภายนอกตัวไห อย่าให้มีคราบน้ำตาลเพราะมดจะขึ้น ใช้กระดาษสะอาดปิดปากไห ทิ้งไว้ 3 ชั่วโมง ในระหว่าง 3 ชั่วโมงนี้ พืชจะยุบตัวโดยธรรมชาติ ถ้าน้ำหวานออกมากและพืชยุบตัวลงเหลือประมาณ 2/3 ของไห แล้วเอากระดาษสะอาดปิดปากไห และผูกเชือกได้เลย

8. สำหรับพืชที่น้ำออกน้อย ควรเอาถุงพลาสติกใส่น้ำ ผูกปากให้แน่น วางทับหน้าพืชเป็นน้ำหนักอีก ทำความสะอาดภายนอกไหอีกครั้ง ให้หมดน้ำตาล ทิ้งไว้ 1 คืน จึงเอาถุงน้ำออก

9. พืชเขียวต้องอยู่ประมาณ 2/3 ของไห ต้องมีที่ว่างประมาณ 1/3 ที่ปากไห เพื่อให้ จุลินทรีย์หายใจ เอากระดาษสะอาดปิดปากไห (ห้ามใช้กระดาษหนังสือพิมพ์) แล้วเอายางหรือเชือกรัดปากไห เขียนชื่อพืช วันเวลาที่ทำปิดไว้กันลืม สำหรับชาวบ้านที่หากระดาษสะอาดได้ยาก ดิฉันมักจะแนะให้ขอกระดาษสมุดจากลูก เลือกหน้าคู่ที่ยังไม่ได้เขียน

10. ไหที่ทำน้ำหวานหมัก ต้องวางไว้ในร่ม ภายในหลังคา อย่าให้ถูกฝน จะใช้โถแก้วก็ได้ แต่ต้องหาผ้าหรือกระดาษปิดให้ทึบ อย่าให้แสงเข้าได้

11. พืชส่วนใหญ่จะใช้เวลา 8-10 วัน จนเกิดการหมักที่สมบูรณ์ ช่วง 4-5 วันแรกจะเป็นเพียงน้ำหวาน การหมักยังไม่สมบูรณ์ เมื่อสมบูรณ์แล้วจะมีกลิ่นหอมหวาน และพืชจะกลายเป็นสีเหลืองจางๆเพราะธาตุสีเขียว(คลอโรฟีลล์) ถ่ายเทมาอยู่ในของเหลวแล้ว

12. เมื่อได้ที่ เปิดกระดาษที่ปิดไว้ออก ใช้ปั๊มดูดน้ำหวานหมักออก ใส่ขวดแก้วสีทึบไว้ ปิดฝา ห้ามใส่ขวดพลาสติก เพราะจะมีปฏิกริยาเกิดแก๊สพุ่งออกมา ปริมาณที่ใส่ในขวดก็เหมือนเดิม คือ 2/3 ของขวด เพื่อมีที่ให้จุลินทรีย์หายใจ ถ้าไม่มีตู้เย็น เก็บไว้ในที่ร่มเย็น ถ้ากลิ่นเปลี่ยนเป็นกลิ่นเปรี้ยวหรือกลิ่นแอลกอฮอล์ ให้เติมน้ำตาลลงไป 1/3 ของปริมาณน้ำ เป็นอาหารจุลินทรีย์ แต่ไม่ควรทำไว้มากเกินความต้องการใช้ในแต่ละครั้ง

ก่อนใช้น้ำหวานหมักจากพืชสดสีเขียวต้อง ผสมน้ำ 1:500 ส่วน อย่าลืมนะคะ เคยมาแล้ว ผสมเข้มข้นไปผักพับไปคาตาทีเดียว ไม่เชื่อก็ลองดูจะว่าไม่เตือน น้ำนี้รดพืชผักได้ เป็นอาหารโดยตรงของพืช โดยหลักแล้วจะใช้ประโยชน์จากพืช 3 ตระกูลคือตระกูลหญ้า ตระกูลถั่วและตระกูลผัก ซึ่งจะให้ธาตุอาหารที่เหมาะสมตามความต้องการของพืชทุกชนิด ในแต่ละช่วงการเจริญเติบโต น้ำหวานตัวกลางนี้สำหรับประเทศไทยคุณโชแนะนำผักบุ้ง หยวกกล้วยทั้งต้นและหน่อไม้ทั้งหน่อ ไม่ลอกกาบ

นอกจากนี้น้ำหวานหมักจากพืชสดสีเขียว ยังเป็นตัวประกอบหลักในการทำหัวเชื้อดินหมักจุลินทรีย์อีกด้วย

วิธีการผลิตน้ำสกัดชีวภาพ

น้ำสกัดชีวภาพ คือน้ำที่ได้จากการหมักดองพืชอวบน้ำ เช่น ผัก ผลไม้ ด้วยน้ำตาลในสภาพไร้อากาศ น้ำที่ได้รับจะประกอบด้วยจุลินทรีย์และสารอินทรีย์หลากหลายชนิด จุลินทรีย์ส่วนใหญ่จะเป็นพวกยีสต์ แบคทีเรียสร้างกรดแลกติกและพวกรา แบคทีเรียสังเคราะห์แสงก็เคยพบในน้ำสกัด ชีวภาพ

วัสดุและอุปกรณ์ในการทำ

1. ถังหมักที่มีฝาปิดสนิทจะเป็นถังพลาสติก ถังโลหะหรือกระเบื้องเคลือบหรือจะใช้ถุงพลาสติกก็ได้

2. น้ำตาล สามารถใช้น้ำตาลได้ทุกชนิด ถ้าได้กากน้ำตาลยิ่งดี เพราะมีราคาถูกและมีธาตุอาหารอื่นๆ ของจุลินทรีย์ นอกจากน้ำตาลอยู่ด้วย

3. พืชอวบน้ำทุกชนิด เช่น ผัก ผลไม้ทั้งแก่และอ่อน รวมทั้งเปลือกผลไม้อวบน้ำที่สดไม่เน่าเปื่อย เช่น เปลือกแตงโม เปลือกสับปะรด เปลือกขนุนและเปลือกมะม่วง เป็นต้น

4. ของหนัก เช่นอิฐบล็อก หรือก้อนหิน

วิธีทำ

1. นำพืช ผัก ผลไม้ลงผสมกับน้ำตาลในภาชนะที่เตรียมไว้ในอัตราน้ำตาล 1 ส่วน ต่อพืช ผัก ผลไม้ 3 ส่วน คลุกให้เข้ากันหรือถ้ามีปริมาณมากจะโรยทับสลับกันเป็นชั้นๆ ก็ได้

2. ใช้ของหนักวางทับบนพืชผักที่หมักเพื่อกดไล่อากาศที่อยู่ระหว่างพืชผัก ของหนักที่ใช้ทับควรมีน้ำหนักประมาณ 1 ใน 3 ของน้ำหนักพืชผัก วางทับไว้ 1 คืน ก็เอาออกได้

3.ปิดฝาภาชนะที่หมักให้สนิท ถ้าเป็นถุงพลาสติกก็มัดปากถุงพลาสติกให้แน่นเพื่อป้องกันไม่ให้อากาศเข้าไปได้ เป็นการสร้างสภาพที่เหมาะสมให้แก่จุลินทรีย์หมักดองลงไปทำงาน

4. หมักทิ้งไว้ 3–5 วัน จากการละลายตัวของน้ำตาลและน้ำเลี้ยงจากเซลล์ของพืชผักน้ำตาลและน้ำเลี้ยงเป็นอาหารของจุลินทรีย์ จุลินทรีย์หมักดองก็จะเพิ่มปริมาณมากมายพร้อมกับผลิตสารอินทรีย์หลากหลายชนิดดังกล่าวข้างต้น ของเหลวที่ได้เรียกว่า “ น้ำสกัดชีวภาพ ”

5. เมื่อน้ำสกัดชีวภาพมีปริมาณมากพอประมาณ 10–14 วัน ก็ถ่ายน้ำสกัดชีวภาพออกบรรจุลงในภาชนะพลาสติก อย่ารีบถ่ายน้ำสกัดชีวภาพออกเร็วเกินไป เพราะเราต้องการให้มีปริมาณ จุลินทรีย์มากๆ เพื่อเร่งกระบวนการหมัก น้ำสกัดชีวภาพที่ถ่ายออกมาใหม่ๆ กระบวนการ

6.หมักยังไม่สมบูรณ์จะมีก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เกิดขึ้น ต้องคอยเปิดฝาภาชนะบรรจุทุกวันจนกว่าจะหมดก๊าซ ปริมาณของน้ำสกัดชีวภาพที่ได้จากการหมักจะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับชนิดของพืชผัก ผลไม้ที่ใช้หมักซึ่งจะมีน้ำอยู่ 95–98 เปอร์เซ็นต์ สีของน้ำสกัดชีวภาพก็ขึ้นอยู่กับชนิดของน้ำตาลที่ใช้หมัก ถ้าเป็นน้ำตาลฟอกขาวก็จะมีสีอ่อน ถ้าเป็นกากน้ำตาลน้ำสกัดชีวภาพก็จะเป็นสีน้ำตาลแก่

7.ควรเก็บถังหมักและน้ำสกัดชีวภาพไว้ในที่ร่มอย่าให้ถูกฝนและแสงแดดจัด ๆน้ำสกัดชีวภาพที่ผ่านการหมักสมบูรณ์แล้วถ้าปิดฝาสนิทสามารถเก็บไว้ได้หลายๆเดือน

8. กากที่เหลือจากการหมัก สามารถนำไปฝังเป็นปุ๋ยบริเวณทรงพุ่มของต้นไม้ได้ หรือจะคลุกกับดินหมักเอาไว้ใช้เป็นดินปลูกต้นไม้ก็ได้

หมายเหตุ ในกรณีที่มีการหมักต่อเนื่องก็ไม่จำเป็นต้องเอากากออก สามารถใส่พืช ผักลงไปเรื่อยๆ ก็ได้หรือในกรณีที่หมักยังไม่เต็มถังก็สามารถเติมจนเต็มถังก็ได้ทุกครั้ง หลังจากเปิดถังต้องปิดฝาหรือมัดปากถุงให้แน่นเหมือนเดิมเพื่อป้องกันอากาศเข้า เพราะถ้าอากาศเข้ามากๆ จะมีจุลินทรีย์อื่นๆที่เราไม่ต้องการลงไปทำให้เสียมีกลิ่นเหม็นเน่าได้

น้ำสกัดชีวภาพที่มีคุณภาพดีจะมีกลิ่นหมักดองและมีกลิ่นแอลกอฮอล์บ้าง มากน้อยขึ้นอยู่กับปริมาณน้ำตาลและปริมาณผลไม้ที่หมัก ถ้าชิมดูน้ำสกัดชีวภาพจะมีรสเปรี้ยว

 

วิธีใช้ในพืช

1. ผสมน้ำสกัดชีวภาพกับน้ำในอัตรา 1 ส่วนต่อน้ำ 500–1,000 ส่วน รดต้นไม้หรือฉีดพ่นบนใบ

2. เริ่มฉีดพ่นเมื่อพืชเริ่มงอกก่อนที่โรคและแมลงจะมารบกวนและควรทำในตอนเช้าหรือหลังจากฝนตกหนัก

3. ควรให้อย่างสม่ำเสมอและในดินต้องมีอินทรียวัตถุอย่างพอเพียง เช่น ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยคอก หญ้าแห้ง ใบไม้แห้งและฟาง เป็นต้น

4. ใช้ได้กับพืชทุกชนิด

5. น้ำสกัดชีวภาพเจือจางใช้แช่เมล็ดพืชก่อนนำไปเพาะ จะช่วยให้เมล็ดงอกเร็วขึ้นและจะได้ต้นกล้าที่แข็งแรงและสมบูรณ์

 

ประโยชน์

ในน้ำสกัดชีวภาพประกอบด้วยสารอินทรีย์ต่างๆ หลากหลายชนิด เช่น เอนไซม์ ฮอร์โมน และธาตุอาหารต่างๆ เอนไซม์บางชนิดจะทำหน้าที่ย่อยสลายอินทรียวัตถุให้เป็นสารอินทรีย์ เป็นอาหารของจุลินทรีย์เองและเป็นอาหารของต้นพืชฮอร์โมนหลายชนิดที่จุลินทรีย์สร้างขึ้นก็เป็นประโยชน์ต่อพืชถ้าให้ในปริมาณเล็กน้อย แต่จะมีโทษถ้าให้ในปริมาณที่เข้มข้นเกินไป ฉะนั้นในการใช้น้ำสกัดชีวภาพในพืช จำเป็นต้องให้ในอัตราเจือจาง สารอินทรีย์บางชนิดสร้างขึ้นเป็นสารเพิ่มความต้านทานให้แก่พืช ทำให้พืชมีความต้านทานต่อโรคและแมลง และทนทานต่อสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงอย่างกระทันหัน

สูตร 1: เร่งการเจริญเติบโตของผักกินใบ

ส่วนผสม
1. น้ำหวานแม่ 9 ช้อนโต๊ะ
2. น้ำหวานพ่อ 1 ช้อนโต๊ะ
3. น้ำตาลทรายแดง, โอทึ้ง หรือกากน้ำตาล 10 ช้อนโต๊ะ
4. น้ำสะอาด 1.5 ลิตร
วิธีทำ
นำส่วนผสมทั้งหมดใส่ขวดรวมกัน ทิ้งไว้อีก 7-15 วัน จึงนำไปใช้
วิธีใช้
นำผลผลิตที่ได้ 3 ช้อนโต๊ะผสมน้ำ 20 ลิตรใช้ฉีดพ่นที่ใบหรือรดที่โคนต้น ใช้กับต้นไม้ที่อย่ในช่วงอนุบาล คือเริ่มปลูกใหม่ๆ

 

 

 

 

สูตร 2: ใช้เร่งดอก

ส่วนผสม
1. น้ำหวานแม่ 5 ช้อนโต๊ะ
2. น้ำหวานพ่อ 5 ช้อนโต๊ะ
3. น้ำตาลทรายแดง, โอทึ้ง หรือกากน้ำตาล 10 ช้อนโต๊ะ
4. น้ำสะอาด 1.5 ลิตร
วิธีทำ
นำส่วนผสมทั้งหมดใส่ขวดรวมกัน ทิ้งไว้อีก 7-15 วัน จึงนำไปใช้
วิธีใช้
นำผลผลิตที่ได้ 3 ช้อนโต๊ะผสมน้ำ 20 ลิตรใช้ฉีดพ่นที่ใบพอต้นไม้ออกดอกจึงหยุดใช้เปลี่ยนไปใช้สูตร 3

 

สูตร 3: บำรุงผล

ส่วนผสม
1. น้ำหวานแม่ 1 ช้อนโต๊ะ
2. น้ำหวานพ่อ 9 ช้อนโต๊ะ
3. น้ำตาลทรายแดง, โอทึ้ง หรือกากน้ำตาล 10 ช้อนโต๊ะ
4. น้ำสะอาด 1.5 ลิตร
วิธีทำ
นำส่วนผสมทั้งหมดใส่ขวดรวมกัน ทิ้งไว้อีก 7-15 วัน จึงนำไปใช้
วิธีใช้
นำผลผลิตที่ได้ 3 ช้อนโต๊ะผสมน้ำ 20 ลิตรใช้ฉีดพ่นที่ใบหรือรดที่โคนต้น ทุกๆ 3 วัน

 

สูตรน้ำหวานแม่ (บำรุงใบ)

ส่วนประกอบ
1. ผักบุ้ง 1 กก.
2. หน่อไม้ 1 กก.
3. หน่อกล้วย 1 กก.
4. น้ำตาลทรายแดง, โอทึ้ง หรือกากน้ำตาล 1 กก. (เลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง)
วิธีทำ
นำพืชสีเขียวดังที่ได้กล่าวไวข้างต้น มาหั่นเป็นชิ้นเล็กๆคลุกกับน้ำตาลทรายแดง, โอทึ้ง หรือกากน้ำตาล โดยคลุกตามเข็มนาฬิกา ใส่ภาชนะมีฝาปิดทิ้งไว้ 15 วัน จะได้น้ำหวานจากพืชสีเขียว กรองเอาน้ำออกเก็บไว้
ประโยชน์ของน้ำหวานแม่
เป็นอาหารเสริม บำรุงใบ เร่งความเจริญเติบโตโดยเฉพาะผักชนิดกินใบกินยอด
วิธีใช้
ใช้ร่วมกับน้ำหวานพ่อ ตามชนิดของพืชและช่วงการเจริญเติบโตตามสูตร 1, 2 และ 3

 

สูตรน้ำหวานพ่อ(บำรุงดอก ผล) ส่วนประกอบ
1. กล้วยน้ำว้าสุก ทั้งเปลือก 1 กก.
2. ฟักทองแก่ใส่ทั้งเปลือกและเมล็ด 1 กก.
3. มะละกอสุกใส่ทั้งเปลือกและเมล็ด 1 กก.
4. น้ำตาลทรายแดง, โอทึ้งหรือกากน้ำตาล 1 กก. (เลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง)
วิธีทำ
น้ำผลไม้ทั้งหมดมาหั่นเป็นชิ้นเล็กๆคลุกกับน้ำตาลทรายแดง, โอทึ้ง หรือกากน้ำตาล โดยคลุกตามเข็มนาฬิกาไม่ต้องขยำ ใส่ภาชนะที่มีฝาปิดทิ้งไว้ 15 วัน จะได้น้ำหวานออกมา กรองน้ำออกใส่ขวดไว้ส่วนเนื้อผลไม้ ให้นำน้ำตาลทรายแดง, โอทึ้ง หรือกากน้ำตาลอีก 1 กก. คลุกแบบวิธีเดิม หมักไว้ 15 วันจะได้น้ำหวานออกมาอีก กรองไว้ใช้ ทำจนกว่าเนื้อผลไม้จะยุ่ย จึงค่อยนำเอากากไปผสมทำปุ๋ยหมักหรือเอาไปใส่ต้นไม้เป็นปุ๋ย บริเวณรอบๆทรงพุ่มของต้นไม้ได้
การใช้/ประโยชน์
ผสมน้ำรดต้นไม้, ฉีดพ่นไล่มดและแมลงสาบ, ใส่ในสุขาเพื่อเร่งการย่อยสลาย, เร่งการทำปุ๋ยหมักจากใบไม้ใบหญ้า

ปุ๋ยชีวภาพนอกจากจะมีส่วนช่วยเพิ่มธาตุอาหารพืชและดินแล้วปุ๋ยชีวภาพยังสามารถช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ปุ๋ยเคมี ทำให้เกษตรกรลดปริ
มาณการใช้ป๋ยเคมีลงได้และยังช่วยลดภาวะ ปรับสภาพแวดล้อมให้อยู่ในสมดุล เพิ่มศักยภาพในการผลิตพืช

น้ำหมักชีวภาพเมื่อนำไปใช้ในด้านกสิกรรม จะช่วยปรับสภาพความเป็น กรด - ด่างให้เป็นกลางในดินและน้ำ ช่วยแก้ปัญหาจากแมลงศัตรูพืช และโรคระบาดต่าง ๆ ช่วยปรับสภาพดินให้ร่วนซุย อุ้มน้ำ และให้อากาศผ่านได้อย่างเหมาะสมช่วยย่อยสะลายอินทรีย์วัตถุให้เป็นอาหารของพืช พืชจะดูดซึมไปใช้ได้เลย และช่วยให้ผลผลิตคงทน มีคุณภาพสูง สามารถเก็บรักษาไว้ได้นานเมื่อนำน้ำหมักชีวภาพไปใช้ทางการประมง จะช่วยปรับสภาพน้ำให้เป็นกลางควบคุมคุณภาพน้ำในบ่อเลี้ยงสัตว์น้ำ ช่วยรักษาโรคแผลต่าง ๆ ในปลา กุ้ง กบได้ และช่วยลดปริมาณขี้เลนในบ่อเลี้ยงสัตว์น้ำได้

เมื่อนำน้ำหมักชีวิภาพไปประยุกต์ใช้ในด้านรักษาสิ่งแวดล้อม จะช่วยกำจัดกลิ่นและย่อยสลายตะกอนในส้วม ทำให้ส้วมไม่เต็ม ทำความสะอาดพื้นห้องการเกษตร ประมง ปศุสัตว์ โรงงานอุตสาหกรรม ชุมชน และสถานประกอบการทั่ว ๆ ไป ปรับสภาพอากาศภายในห้องนอน ห้องรับแขก ห้องครัว ให้สดชื่นกำจัดกลิ่นอับชื้นต่าง ๆ ได้นอกจากนี้ยังให้ฉีดพ่นกองขยะเพื่อลดกลิ่นและปริมาณของกองขยะให้เล็กลงรวมทั้งจำนวนแมลงวันด้วย

เกี่ยวกับปัญหาความยากจนและหนี้สินของเกษตรกรนั้นน้ำหมักชีวภาพจะเข้ามาแทนที่ปุ๋ยเคมี ยาฆ่าหญ้า ยาฆ่าแมลงและเชื้อโรคต่าง ๆ จะทำให้ต้นทุนการผลิตลดลง 4 -16 เท่า และผลผลิตจะสูงขึ้น 3 - 5 เท่า ภายใน 3 -5 ปี จะทำให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้นมาก และรายจ่ายน้อยลงมากในที่สุดปัญหาความยากจนและหนี้สินก็จะหมดไปภายในเวลาไม่เกิน 6 ปี

ทางด้านการทะเลาะวิวาทบาดหมางกันระหว่างเพื่อนบ้านใกล้เรือนเคียงนั้นจะหมดไปเองเพราะไม่มีกลิ่นและมลภาวะไปรบกวนซึ่งกันและกันอีกทั้งฐานะก็ใกล้เคียงกันคืออยู่ดีกินดี มั่งมี ศรีสุข เนื่องจากหมดหนี้สิน