เมื่อหลายวันก่อน ได้มีการประชุมคณะกรรมการบริหารคณะ ท่านคณบดีนั่งหัวโต๊ะ แต่ปรากฏว่าประชุมได้สักครึ่งทาง ท่านก็ขอตัวเพื่อไปประชุมกับท่านรองอธิการบดีฝ่ายวิชาการ ก็ให้ผมดำเนินการต่อ เนื่องจากการประชุมรอบนี้ ผมไม่ทราบวาระก่อนล่วงหน้า ก็เลยไม่รู้ว่าประเด็นอะไรที่จะต้องสานต่อการประชุม จึงต้องถามท่านหัวหน้าสำนัก เมื่อประชุมตามวาระเสร็จ ผมก็ขอนำเรื่องการสร้างคุณภาพการจัดการเรียนการสอนของคณะมาปรึกษาหารือต่อ (ได้โอกาส)

อย่างแรกที่เป็นสิ่งใหม่สำหรับคณะของเราในเทอมนี้ คือ การสร้างกลไกการบันทึกและการมีส่วนร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้แบบรากหญ้า (ผมตั้งชื่อเอง) ปีที่ผ่านๆ มา ระบบที่ใช้เป็นแบบทำรวมกันทั้งคณะ แล้วผมรู้สึกว่า มันขับเคลื่อนได้ช้าและก็ขาดการมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง ที่สำคัญต้องใช้งบค่อนข้างมาก ก็เลยออกแบบใหม่ ให้เกิดการกระบวนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันภายในสาขาวิชาก่อน แล้วค่อนนำผลงานที่ดีที่สุดของแต่ละสาขาวิชามาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในระดับคณะ พร้อมๆ กับให้มีกระบวนการบันทึกหลักฐานที่เป็นระบบมากขึ้น ซึ่งปรากฏว่า กรรมการส่วนใหญ่เห็นด้วยกัน ก็เลยได้เริ่มทำอย่างเป็นทางการแล้ว (ไม่เป็นทางการนะเริ่มก่อนการประชุมหนึ่งวัน)

เรื่องที่สอง ผมขออนุญาตกรรมการ (พยายามจะไม่ให้เป็นเผด็จการ) ออกกฏเกณฑ์สำหรับการส่งเกรด เพราะดูเหมือนว่า อาจารย์ส่งเกรดกันล่าช้ามาก (ซึ่งจริงๆ ก็ต้องเห็นใจกันเหมือนกัน เพราะระหว่างปิดเทอมหนึ่งกับเปิดเทอมสอง มันมีกิจกรรมเอี๊ยะติกาฟคั้นอยู่) โดยให้โอกาสอาจารย์ส่งเกรดภายในสองสัปดาห์หลังจากเปิดเทอม แต่หากช้ากว่านั้นมีกระบวนการการดำเนินการที่ชัดเจนเรียบร้อยแล้ว 

ทีแรกผมนึกว่า จะมีคนคัดค้าน ปรากฏว่าไม่ครับ ทุกคนเห็นด้วย (อย่างน่าประหลาดใจ) กรรมการท่านหนึ่ง พูดขึ้นมาว่า อาจารย์น่าจะเด็ดขาดอย่างนี้มานานแล้ว? ผมได้คิดเลยครับว่า ผมอะลุ่มอะลวยมากไปหรือเปล่า เมื่อกาลครั้งที่ผ่านมา ฮาฮาฮา  เพราะพอผมใช้มาตราการที่เข้มงวดกลับมีเสียงสนับสนุน และชมเชย

ผมก็เลยพูดขึ้นอย่างประหลาดใจว่า ไม่มีใครคัดค้านหรือ จริงๆ ครับมีแต่เห็นด้วย 

ประเด็นหลังจากนั้นจึงกลายเป็นการวิเคราะห์ภาวะผู้นำขององค์การไปเลยครับ โดยยกมาจากกรณีของผม ไปสู่กรณีของคนอื่น (คุยนอกประเด็นประชุมได้แล้วครับ เนื่องจากวาระพิจารณาหมดไปแล้ว) ความรู้ที่ผมได้เกี่ยวกับการเป็นผู้นำองค์กร ที่จะต้องมีความสามารถในการนำคนในองค์กร ซึ่งหากไม่สามารถนำได้ หรือคนตามไม่ยอมตาม ปัญหามันก็เกิดขึ้นได้ ซึ่งจากที่พูดคุยกันจะเห็นได้ชัดว่า การนำคนในองค์กรได้สำเร็จหรือไม่สำเร็จก็ขึ้นอยู่กับบุคลิกภาพของผู้นำนั่นแหละครับ

 นอกจากความเด็ดขาดที่ต้องมีในตัวผู้นำแล้ว การสร้างความมั่นใจ การเข้าใจการทำงาน การเป็นหนึ่งเดียวในองค์การก็เป็นตัวสำคัญ

คำถามที่เกิดตามมาคือ ถ้าผู้นำนำไม่ได้แล้วจะเกิดอะไรขึ้น ภาพแรกที่ผมเห็นคือ ผู้นำกลายเป็นเพียงตรายางครับ มีไว้สำหรับเซนชื่อในหนังสือ เอกสารต่างๆ เท่านั้น ผู้นำที่ตกอยู่ในสภาพแบบนี้ระหว่างการมานั่งทำงานที่โต๊ะทำงาน กับการไม่มาทำงาน ค่าเท่ากันเลยครับ ผมคิดต่อไปว่า ถ้าในหน่วยงานราชการ ภาพแบบนี้ไม่ค่อยเกิด แต่ในมหาวิทยาลัยของเรา มันเกิดได้ง่ายมากครับ เพราะหัวหน้าในระดับกลางลงไป ได้รับมอบอำนาจมาน้อยกว่าที่ควรจะเป็น (ไม่รู้มีคนเห็นด้วยหรือเปล่า)  ส่วนใหญ่ในแต่ละหน่วยงานจึงสร้างวัฒนธรรมย่อยของแต่ละหน่วยงานเป็นกลไกขึ้นมาเองมากกว่า อำนาจที่มีอยู่จึงไม่ได้เกิดขึ้นจากระเบียบกฏเกณฑ์อะไรของมหาวิทยาลัยเลย

 จากที่พูดคุยกัน ผมกลับมาคิดต่อที่บ้านแล้วนึกไปนึกประวัติสมัยท่านศาสนฑูต ซึ่งครั้งหนึ่งท่านศาสนฑูตได้ตัดสินใจที่จะทำเรื่องหนึ่งไป (ผมจำเรื่องรายละเอียดไม่ได้แล้วครับ) แล้วปรากฏว่า บรรดาสาวกของท่านไม่เห็นด้วยเป็นส่วนใหญ่ คัดค้านกันมาก สุดท้ายท่านอบูบักร จึงเข้าไปปรึกษากับท่านศาสนฑูต เพื่อขอให้ฟังเหตุผลและขอให้ท่านเปลี่ยนแปลงการตัดสินใจ ซึ่งสุดท้ายท่านศาสนฑูตได้กล่าวว่า นี้เป็นสิ่งที่ฉันได้ตัดสินใจไปแล้ว และฉันคือศาสนฑูตของอัลลอฮ์

ท่านอบูบักร์ได้นำผลการเจรจามาคุยกับสาวกท่านอื่นๆ ซึ่งมีคนถามกลับมายังท่านว่า ท่านอบูบักรจะทำตามมัย ท่านตอบว่า ทำตาม เพราะท่านเป็นศาสนฑูตของอัลลอฮ์ และทุกคนก็ต้องเห็นด้วยกับท่าน

 นี้คือ แบบอย่างของการใช้อำนาจตามตำแหน่ง (ข้อสรุปของผม) ซึ่งเท่าที่ผมทราบ ท่านไม่ค่อยใช้อำนาจแบบนี้สักเท่าไร เนื่องจากเราจะพบว่า ส่วนใหญ่ท่านศาสนฑูตมักใช้มติส่วนใหญ่จากการปรึกษาหารือในการตัดสินใจ แต่ครั้งนี้เป็นครั้งสำคัญ ท่านใช้อำนาจหน้าที่ของท่านตัดสินใจ ท่ามกลางการคัดค้าน แต่เมื่อผู้นำตัดสินใจไปแล้ว ผู้ตามก็ต้องตามอย่างเต็มใจครับ