ข้อความในบันทึกนี้อาจไม่สุภาพตามหลักภาษาไทย แต่สะท้อนข้อเท็จจริงในสังคมวัยรุ่น
วันนี้ผู้บันทึกมีกิจต้องส่งงานไปแดนไกลผ่านทางอินเตอร์เน็ต (ยังไม่เสร็จครับได้แค่ร้อยละยี่สิบแต่ก็ต้องส่งไปก่อน) เนื่องจากเป็นไฟล์แผนที่ขนาดใหญ่ หากส่งจากมือถือคงกินเวลาค่อนวัน จึงตัดสินใจไปใช้บริการที่ร้านอินเตอร์เน็ตเพราะความเร็วมากกว่า
ต้องไปแต่เช้าครับ หากสายอีกหน่อยก็เป็นอันเครื่องไม่ว่างแน่เพราะวันนี้เป็นวันหยุดน้องๆมาใช้บริการกันมาก
ซื้อบัตรชั่งโมงสองชั่งโมงราคาสามสิบบาท ระหว่างส่งข้อมูลก็มีน้องๆวัยรุ่นทยอยกันเข้ามา เสียงเริ่มจอแจมากขึ้น กลุ่มที่มาเล่นเกมส์นั้นขึ้นไปเล่นที่ชั้นสอง แล้ววัยรุ่นกลุ่มหนึ่งก็เข้ามาจับจองเครื่องรอบๆตัวผมซึ่งดูเหมือนลุงแก่ๆคนหนึ่งนั่งแทรกอยู่ตรงกลาง แต่บรรดาน้องๆคงมองไม่เห็นเราเพราะเธอเล่นตะโกนคุยกันข้ามหัวเราไปมา บางทีก็เดินมายืนค้ำหัวลุงเพื่อคุยกับเพื่อนๆ
ช่วยไม่ได้ลุงไม่ได้ตั้งใจแอบฟังแต่เสียงมันผ่านหูลุงมาเอง
เสียงที่ได้ยิน“(เมิง)เรียนนิเทศจุฬาฯใช่ไหม (ตู)เรียนสาธาฯมหิดล”
ลุงคิดตาม “เด็กพวกนี้ก็รักเรียนดีเนาะ แม้มันจะโหวกเหวกไปบ้างก็เถอะ แต่เอหลานสาวเรามันเรียนปีหนึ่งดูเหมือนจะโตกว่านี้นา”
เสียงที่ได้ยิน “เฮ้ย(ตู)ได้แล้ว เขาเรียนวิดวะเกษตรว่ะ”
ลุงคิดตาม “อ้าววิดวะนี่มาจากไหนอีกล่ะ เขาคงประกาศผลเอเน็ตโอเน็ตกันมั้ง”
เสียงโหวกเหวกยังดังอยู่เรื่อยๆ ลุงเสียดายตังค์ก็นั่งเปิดGotoknow ดูรูปอาจารย์ขจิตที่เมืองปายเมืองแปงแบบตาร้อนผ่าวนิดหน่อย ไม่รู้ว่าที่ฝากกินขนมลืมไปแล้วหรือกินแล้วลืมจุดธูปมาบอกเรา
ทันใดนั้นมีเสียงโวยวายมาจากอีกมุมร้านหนึ่งว่า “E (สาด)นก(เมิง)มาtag(ตู)ทำมาย”
เสียงจากมุมข้างๆผมก็โวยตอบไปว่า “E(เอี้ย)ทุกที(เมิง)เรียนรัฐศาสตร์จุฬานี่ แล้วตอนนี้(เมิง)ไหง(สใส่เกือก)ไปเรียนมอชอ”
ลุง งงๆๆเป็นไก่ตาแตก
ลุงไปดีกว่าช่างมันเถอะเหลือเวลาอีกตั้งเกือบชั่วโมงไม่เอาแล้ว
ไปก่อนที่ลุงจะเป็นโรคหูชั้นกลางอักเสบ เกิดอาการ vertigo บ้านหมุน
หาข้อสรุปจากเรื่องข้างบนไม่ได้
จะโทษเด็กก็ไม่ถูก เพราะวัยรุ่นเขามีสิทธิ์ที่จะอยู่ในโลกของความฝันใช่ไหม
ถ้าโลกแห่งความฝันนั้นไม่เป็นอันตรายต่อตัวเองและผู้อื่นนะครับ