ตัวที่เป็นตัวนโยบายจริง ๆ คือ ความเห็นของผู้มีอำนาจ ความเห็นที่จะจัดการศึกษา รัตนโกสินทร์ศก 121 อันนี้คือเทียบเป็น รศ. เนื่องจาก โครงการศึกษา พ.ศ.2441 เราพยายามให้เด็กเข้ามาเรียนศึกษามากขึ้น แต่ปรากฏว่าคนมาเรียนน้อย เนื่องจากลูกหลานคนไทยยังไม่อยากจะมาเรียน จึงจะต้องมีความเห็นว่าต้องปรับปรุงการศึกษาใหม่เพื่อจูงใจให้คนอยากมาเรียนมากขึ้น นี่แหละคือนโยบาย นโยบายคือความเห็น ที่จะดึงกุลบุตรกุลธิดามาสู่การศึกษาให้มากขึ้น จึงต้องปรับระบบใหม่ให้สอดคล้องกับสภาพสังคมไทย ที่นี้พอปฏิบัติตามโครงการศึกษา พ.ศ.2445 แล้วปรากฏว่าคนมาเรียนน้อย ก็ต้องมีการประเมินผล ปรับปรุงและนำไปสู่การกำหนดแผนใหม่ คือ โครงการศึกษา พ.ศ.2456

โครงการศึกษา พ.ศ.2445 โดยคุณสุริยัน  ชัยพันธุ์

<table border="0" cellspacing="0" cellpadding="0"><tbody><tr>

 dong2  nikom

</tr></tbody></table>
</span></strong>            คือเมื่อ โครงการศึกษา พ.ศ.2441 ไม่ประสบความสำเร็จเลยกลับมาทบทวน ซึ่งตรงกับ ร.5 ก็มีการไปดูงานที่ประเทศญี่ปุ่น จริง ๆ แล้วต้นแบบมาจากอังกฤษ แต่ญี่ปุ่นได้มาปรับเปลี่ยนใช้ ก็เลยลองเอามาใช้ที่ประเทศไทยดู เป้าหมายเพื่อปรับปรุงการศึกษาให้สอดคล้องกับการเมืองของไทย ตอนนั้นเป็นระบบศักดินา ได้แบ่งการศึกษาออกเป็น 3 ระดับ คือ ประโยค 1, ประโยค 2 และประโยค 3 ถ้าเป็นปัจจุบันก็เป็นระดับประถมศึกษา มัธยมศึกษาและอุดมศึกษา ที่นี้แต่ละช่วงก็มีการแบ่งชั้นอายุไว้ชัดเจน คือ ประโยค 1 ใช้เวลาศึกษา 3 ปี ประโยค 2 ก็ 3 ปี ส่วนอุดมฯ นั้น คือประโยค 3 ใช้เวลา 5 ปี ที่นี้มาดูประเภทการศึกษาแบ่งออกเป็น 2 สาย คือสายสามัญและสายวิสามัญ นี่คือจุดเด่นนะครับ โดยสายสามัญจะแบ่งตามระดับการศึกษาคือ ประถม มัธยมและอุดมดังนี้ ประถมคือการให้ความรู้พื้นฐานแก่ประชาชนทั่วไป เมื่อจบแล้วมีทางเลือก 3 ทาง คือ สามารถออกไปประกอบอาชีพได้ เรียนต่อมัธยมต่อไป สามารถไปเรียนต่อวิสามัญได้เหมือนกัน ต่อไปก็คือมัธยมศึกษา สรุปก็คือรับกันต่อเป็นช่วง ๆ ไป ที่นี้มาดูสายวิสามัญศึกษา จะเน้นหนักไปทางการประกอบอาชีพ ก็แบ่งเป็นประถมศึกษาพิเศษ มัธยมศึกษาพิเศษและอุดมศึกษาพิเศษ ซึ่งจะเน้นหนักไปทางการประกอบอาชีพเช่น วิชาครู แพทย์ ถ้าเป็นปัจจุบันก็พวกประยุกต์ใช้เฉพาะทาง จะเห็นได้ว่าอุดมศึกษาพิเศษไม่ได้จัดขึ้นในเมืองไทย แต่มีโครงสร้าง ต้องไปเรียนต่างประเทศ ซึ่งตรงนี้ที่จริงก็ไม่น่าจัด แสดงว่าบุคลากรในเมืองไทยไม่พอ ทีนี้มาดูจุดเด่น ได้แบ่งการศึกษาออกเป็น 2 ประเภทคือ สายสามัญและสายวิสามัญ ที่เห็นได้ชัด มีความหลากหลายในสาขาวิชาชีพต่าง ๆ มีทางเลือกเมื่อเรียนจบในแต่ละระดับแล้วเมื่อศึกษาสำเร็จมีงานรองรับ เพราะว่าตอนนั้นงานยังมีเยอะอยู่ ไม่ตกงาน จุดด้อยก็คือไม่สามารถตอบสนองต่อความต้องการของผู้เรียนได้อย่างแท้จริง อย่างที่บอก เมื่อจบแล้วก็ต้องไปเรียนต่อที่เมืองนอก ไม่เบ็ดเสร็จภายในประเทศ ปัจจัยสนับสนุนก็คือ รับวัฒนธรรมมาจากประเทศอังกฤษ ญี่ปุ่น สภาพของเราขณะนั้นเป็นสังคมศักดินาเนื่องจากต้องการกำลังพลหรือแรงงาน เพื่อความมั่นคงของอาณาจักรจึงจำเป็นต้องมีการสนับสนุนให้มีการประกอบอาชีพอย่าหลากหลายสาขา ในช่วงนั้น ร.5 มีวิสัยทัศน์ในการจัดการศึกษาเห็นความสำคัญของการศึกษากับความเป็นอยู่ ความเจริญก้าวหน้าของประเทศ
ดร.นิคม  นาคอ้าย
            ทีนี้คิดว่าอะไรคือนโยบายที่นำไปสู่การปรับปรุงโครงการศึกษานี้ใหม่ ซึ่งแน่นอนต้องเกิดจากนโยบายก่อนใช่ไหม
คุณสุริยัน  ชัยพันธุ์
            คือนโยบาย การสร้างความมั่นคงของอาณาจักร โดยใช้การศึกษาเข้ามา
ดร.นิคม  นาคอ้าย
            ก็อาจจะมีส่วน ที่นี้ลองดูในชีทที่ผมแจกให้ ผมจะพยายามชี้ให้เห็นถึงนโยบาย แต่ที่คุณพูดมาก็โอเคนะ ตรงที่บอกว่าฉบับแรกที่การศึกษาเป็นสายสามัญและสายการศึกษาพิเศษ ตรงนี้อยากให้เขียนต่อไปนิดนึงว่า  สามัญศึกษาคือชั้นประถม มัธยม อุดมศึกษา แต่พอมาเป็นการศึกษาพิเศษ การศึกษาพิเศษในโครงการแรกไม่ใช่สำหรับเด็กหูหนวก ปัญญาอ่อน เด็กออทิสติก คำว่าการศึกษาพิเศษในโครงการศึกษา พ.ศ.2441 หมายถึงการศึกษาที่มุ่งเน้นไปสู่การศึกษาเพื่อประกอบอาชีพ
พอมาปรับเปลี่ยนเป็นโครงการศึกษา พ.ศ.2445 โครงสร้างแบ่งเป็นสามัญศึกษาและวิสามัญศึกษา นั่นแสดงว่า วิสามัญศึกษาคือมันก็เทียบเคียงได้กับระดับการศึกษาที่นำไปสู่การประกอบอาชีพ ถ้าเราพิจารณาโครงสร้าง สามัญศึกษาคือระดับประถม ทีนี้พอมาเป็นวิสามัญศึกษาก็คือการศึกษาที่นำไปสู่การประกอบอาชีพ หรือสาขาวิชาเฉพาะ นั่นก็คือ เค้าปรับเปลี่ยนจากคำว่าการศึกษาพิเศษเป็นวิสามัญศึกษา แต่เป้าหมายก็คือเพื่อผลิตคนเพื่ออาชีพ อีกอย่างหนึ่งที่อยากจะให้ดู ตัวที่เป็นตัวนโยบายจริง ๆ คือ ความเห็นของผู้มีอำนาจ ความเห็นที่จะจัดการศึกษา รัตนโกสินทร์ศก 121 อันนี้คือเทียบเป็น รศ. เนื่องจาก โครงการศึกษา พ.ศ.2441 เราพยายามให้เด็กเข้ามาเรียนศึกษามากขึ้น แต่ปรากฏว่าคนมาเรียนน้อย เนื่องจากลูกหลานคนไทยยังไม่อยากจะมาเรียน จึงจะต้องมีความเห็นว่าต้องปรับปรุงการศึกษาใหม่เพื่อจูงใจให้คนอยากมาเรียนมากขึ้น นี่แหละคือนโยบาย นโยบายคือความเห็น ที่จะดึงกุลบุตรกุลธิดามาสู่การศึกษาให้มากขึ้น จึงต้องปรับระบบใหม่ให้สอดคล้องกับสภาพสังคมไทย ที่นี้พอปฏิบัติตามโครงการศึกษา พ.ศ.2445 แล้วปรากฏว่าคนมาเรียนน้อย ก็ต้องมีการประเมินผล ปรับปรุงและนำไปสู่การกำหนดแผนใหม่ คือ โครงการศึกษา พ.ศ.2456