บุคคลประเภทหนึ่งที่ลืมประเมินค่าตนเองว่า เราควรที่มีจุดยืนอยู่ในระดับใด แค่ไหนกันแน่

 

ความคิดสร้างสรรค์

ในการแสดงออก

ตอนที่ 3 ผู้ประเมิน

(คนดู ผู้ฝึกสอน นักแสดง กรรมการ)

         

           มาถึงตอนที่ 3 คือผู้ประเมิน การแสดงทุกงานที่ผมนำคณะนักเรียนลูกศิษย์ของผมไปแสดง ความสำเร็จ ไม่สำเร็จเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา บางครั้งเราประเมินสถานการณ์ว่า น่าที่จะเป็นไปแบบนี้ แต่ ณ สถานที่จริงกลับเป็นไปในทางตรงกันข้าม การประเมินผลงานในขณะนั้นหรือเมื่อเสร็จสิ้นการแสดงจึงต้องมี เพื่อนำเอาจุดบกพร่องมาปรับปรุงแก้ไขต่อไป  แต่จุดเด่นจุดด้อยที่ถาวรนี่ซิ เป็นสิ่งที่นำเอามาคิดและตัดสินใจได้ยากมาก  ผมขอนำเอาประเด็นปัญหาที่พบที่เด่นชัดนำมาเล่าเพื่อมองภาพใหญ่ว่าจะเกี่ยวโยงไปถึงความสำเร็จ ความล้มเหลวได้อย่างไร เช่น

          -                   เพลงพื้นบ้านที่แสดงแล้วมีคนดูเป็นจำนวนมากแต่พอแสดงไปได้ระยะหนึ่ง คนดูหายไปหมด

             -                   เพลงวงที่ได้รับการพิจารณาว่าเก่งที่สุด แต่จากวันนั้นไปกลับไม่มีผลงานบนเวทีแสดงอีกเลย

             -         เพลงวงที่ไม่มีคนดู หรือมีคนดูน้อย แต่ค่อย ๆ เพิ่มจำนวนมากขึ้นจนจบแสดง

          -                   เพลงพื้นบ้านวงที่มีคนหาจ้างวานติดต่อไปแสดงในงานใหญ่ ๆ แต่กลับถูกมองว่าห่วยแตก

            -                   เรียกตนเองว่า เพลงพื้นบ้าน แต่นำเอาการแสดงอย่างอื่นมาปนเปจนหาเอกลักษณ์ไม่เจอ

            -         การแสดงเป็นไปตามแบบต้นฉบับของแท้ กลับถูกมองว่า เล่นเร็วร้องเสียงสูงฟังไม่รู้เรื่อง

          -                   เพลงพื้นบ้านเป็นของชาวบ้านเล่นเป็นคณะกลับมีคนมองว่าเสียงร้องคนละระดับกันใช้ไม่ได้

            -         เพลงพื้นบ้านบางคณะสามารถแสดงบนเวทีได้เพียง 30 นาที หมดในสิ่งที่เตรียมมาแล้ว

          -                   หลังจากที่ได้รับรางวัลจากการประกวดมาแล้ว แต่กลับไม่มีงานให้แสดงความสามารถต่อไป 

                 เพลงพื้นบ้านที่แสดงแล้วมีคนดูเป็นจำนวนมาก  พอแสดงไปได้ระยะหนึ่ง คนดูหายไปหมด เหตุการณ์แบบนี้อาจเกิดขึ้นจากการที่ผู้ควบคุมวงมิได้มีการประเมินผลงานการแสดงว่า สนองตอบผู้ชมได้หรือไม่ เพียงแต่เขาจัดการแสดงไปให้ครบเวลาเท่านั้น เด็ก ๆ เขาทำได้ดีแล้ว และก็ตั้งใจแสดงอย่างเต็มที่ ครูผู้ฝึกก็มีความสามารถเท่านั้น เหมาะสมกัน แต่ผู้ที่จัดให้เขาแสดง มิได้ประเมินว่า มีความเหมาะสมกับกิจกรรมนั้น ๆ เพียงใด  ภาพที่ออกมาจึงเป็นเช่นนั้น (ครูผู้ฝึกสอน จะต้องประเมินเหตุการณ์และปรับแก้ไข ก่อนที่ จะเกิดความล้มเหลวยาวนานกว่านี้) 

                 เพลงวงที่ได้รับการพิจารณาว่าเก่งที่สุด แต่จากวันนั้นไปกลับไม่มีผลงานบนเวทีแสดงอีกเลย สถานการณ์แบบนี้ เกิดขึ้นได้ ณ สถานที่ใดที่หนึ่งที่เป็นการประกวดแข่งขัน  ผู้ประเมินคือ  คณะ กรรมการ ซึ่งผู้จัดก็ได้เชิญผู้ทรงคุณวุฒิ หรือไม่ก็เป็นผู้ที่มีความเชี่ยวชาญทางด้านนั้น ๆ มาเป็นผู้ประเมินความสามารถของนักแสดง  แต่ใครจะรู้บ้างว่า ท่านที่ทำหน้าที่ชี้เป็นชี้ตายเหล่านั้น เขาคือตัวจริง คือผู้ที่มีความเชี่ยวชาญและรอบรู้ในเรื่องนั้น ๆ อย่างถ่องแท้หรือไม่ ที่สำคัญคือ เขาสร้างความเป็นจริงให้เกิดขึ้นภายหลังจากคำประกาศผลได้จริงหรือไม่  และที่สำคัญที่สุด เขาใช้เกณฑ์ตัดสินหรือ ใช้ความคิดเห็นส่วนตัวตัดสิน มันจึงทำให้เกิดคุณค่าที่ด้อยลงไปหลังจากที่ได้รับการยกย่องว่าเก่งแล้ว (กรรมการ ผู้ประเมินจะต้องกลับไปทบทวนความเหมาะสมตนเองในการไปทำหน้าที่) 

                 เพลงวงที่ไม่มีคนดู หรือมีคนดูน้อย แต่ค่อย ๆ เพิ่มจำนวนมากขึ้นจนจบแสดง  เหตุการณ์ในทำนองนี้  ผมได้พบกับตนเองหลายครั้งทั้งในเมื่อ 10 กว่าปีที่ผ่านมา และล่าสุด เมื่องานสงกานต์บ้านนาที่ห้างซีคอนสแควร์ กรุงเทพฯ ปี 2549 ผู้แสดงไม่ประเมินสถานการณ์ที่อยู่ตรงหน้า เด็ก ๆ ยังคงตั้งใจเล่นเพลงไปตามที่จัดคิวไว้ โดยไม่ได้สังเกตเลยว่าในขณะนั้นไม่มีผู้ชมให้ความสนใจหันมามองดูการแสดงเลย  ครูผู้ฝึกสอนใจเสียแล้ว แต่คิดว่าสถานการณ์อย่างนี้น่าที่จะพอแก้ไขได้ ผมปล่อยให้การแสดงผ่านไปจนจบรอบแรก  เรียกผู้แสดงนำมาประชุม ปรึกษาหารือ แก้ไขโครงสร้างของการแสดง ตัดส่วนที่ไม่เร้าอารมณ์ออกทั้งหมด และให้นักเพลงรุ่นโตเล่น ครูเข้ามาช่วยแสดง ผลปรากฏว่า การแสดงต่อไปอีก 5 รอบ (วันละ 2 รอบ รอบละ 2 ชั่วโมง) ผู้ชมให้ความสนใจมาก (นักแสดง จะต้องประเมินตนเองและสถานการณ์ในขณะนั้นด้วยว่า ต้นเหตุของความล้มเหลวเกิดจากอะไร มิใช่ฝืนแสดงไปจนจบบท ทั้งที่ผู้ชมหนีไปหมด) 

                 เพลงพื้นบ้านวงที่มีคนหา จ้างวานติดต่อไปแสดงในงานใหญ่ ๆ แต่กลับถูกมองว่า ห่วยแตกจริงอยู่ที่ว่า คนเรามีความคิด มีความเห็นไม่เหมือนกัน แต่ผู้ที่ทำหน้าที่จัดให้มีการแสดง รวมทั้งผู้ประเมินเพื่อการจัดอันดับทำให้เกิดผลได้ผลเสียแก่นักแสดง จะต้องใช้วิจารณญาณในชั้นสูง คิดวิเคราะห์ให้ได้ว่า แนวเพลงอย่างนี้เป็นของใคร ใครเป็นคนประพันธ์บทร้อง ท่านผู้อ่านลองนึกนะครับว่า ผู้แต่งเพลงเขียนเพลงเอาไว้ให้นักเรียนของตนแสดง  แต่มีวงเพลงอีกวงหนึ่งนำบทร้องนั้นไปเล่น บทบาทและลีลาไม่ถึงขั้นเจ้าของเพลงเสียด้วยซ้ำกลับได้รับการจัดอันดับว่าดีที่สุด ส่วนวงเพลงที่มีครูเพลงเป็นต้นฉบับ แสดงได้เต็มที่ตามบทบาทของการแสดงมืออาชีพ ผู้ประเมินกลับแนะนำว่า บทเพลงที่แต่งห่วยแตก แย่มาก (หนูจะบอกเอาไว้ให้) ความจริงเป็นคำพูดที่หนักกว่านี้  ผู้ประเมินอาจจะไม่มีความรู้จริงเลยว่า มันก็คน ๆ เดียวกันเขียนเพลง มันดีหรือห่วยแตกได้อย่างไร หรือว่าใครเป็นเจ้าของคำบอกเล่าประโยคนั้นกันแน่ (กรรมการบางท่าน เป็นผู้ประเมินที่มีความรู้แคบมาก ๆ เพราะรู้มาจากการอ่านตำรา)

          เรียกตนเองว่า เพลงพื้นบ้าน  แต่นำเอาการแสดงอย่างอื่นมาปนเป  จนหาเอกลักษณ์ไม่ได้จากคำประกาศของพิธีกรว่า  อันดับต่อไปนี้ขอเชิญท่านชมการแสดงเพลงอีแซวของคณะ.........ได้แล้วค่ะ  การแสดงเริ่มต้นขึ้นตามรูปแบบของเพลงอีแซวได้พักเดียวเปลี่ยนไปเป็นมุขตลกด้วยเพลง...... และต่อด้วยการละเล่นเด็กอีกหลายอย่าง  ผมไม่สามารถบอกได้อย่างชัดเจนว่า ถูกหรือผิด ทั้งนี้เพราะเป้าหมายเขาต้องการให้นำเสนอเพลงพื้นบ้านประเภทเพลงอีแซว แต่เมื่อออกไปนำเสนอกลับเป็นการผสมผสานที่หลากหลาย (ทำให้ครบเวลาที่กำหนด)  การที่จะผสมปนเปกันไปทำได้บ้าง ถ้าเชื่อมโยงต่อกันได้อย่างแนบสนิท หากเป็นการนำเสนอที่ไม่สัมพันธ์กัน ก็จะขาดซึ่งเอกลักษณ์ ของเพลง (ผู้แสดงและครูผู้ฝึกสอน ต้องประเมินผลงาน เพื่อการปรับแก้ไขในโอกาสต่อไป) 

                 การแสดงเป็นไปตามแบบต้นฉบับของแท้ กลับถูกมองว่า เล่นเร็วร้องเสียงสูงฟังไม่รู้เรื่อง เพลงพื้นบ้าน ประเภทเพลงอีแซว เป็นเพลงที่เล่นเร็ว จังหวะกระชับ ตีฉิ่งชั้นเดียว กลองหรือตะโพนตีจังหวะสนุก ๆ (เครื่องดนตรีของแท้คือการปรบมือ) กรับเป็นเครื่องดนตรีที่มีมาก่อน และตามด้วยฉิ่ง ตามมาด้วยกลอง/ตะโพน สำหรับตะโพนเพิ่งเข้ามาทีหลัง ประมาณ ปี พ.ศ. 2524 ครูเพลงท่านหนึ่งนำเอาเข้ามาประยุกต์ใช้ แต่ก็มิได้มีข้อกำหนดว่า เป็นเครื่องดนตรีของเพลงอีแซว  แต่ท่านที่เรียกตนเองว่า ผู้เชี่ยวชาญด้านนี้กลับเหมาเอาเองว่า การแสดงเพลงอีแซวจะต้องใช้ตะโพน และจะต้องตีจังหวะหน้าทับลาวเท่านั้น (มันเป็นคำกล่าวที่ผิดอย่างไม่น่าที่จะยกโทษให้เลย ครับ) ดังนั้นถ้าเพลงวงใดเล่นเพลงอีแซวเร็ว แสดงว่า เขาแม่น เขามีความชำนาญมากครับ โปรดอย่าได้มองจุดเด่นเป็นจุดด้อย  ในเรื่องของเสียงร้อง ถ้าคุณอยากได้ยินกระแสเสียง และน้ำเสียงหวาน ๆ จากผู้ร้องนำ เสียงที่ร้องจะต้องออกมาสุดคำ (ร้องเต็มเสียงและต้องใช้เสียงสูง) ส่วนที่ว่าฟังไม่รู้เรื่อง น่าจะเกิดจากการที่คุณไม่ได้ฟังมากกว่า เพราะคนดูทั่วไปเขาฟังได้เนื้อหาใจความยกเว้นคุณคนที่แนะนำกลับมีปัญหาเสียคนเดียว 

                 เพลงพื้นบ้านเป็นของชาวบ้าน  เล่นเป็นคณะกลับมีคนมองว่า  เสียงร้องคนละระดับกัน (คีย์ไม่เท่ากัน) ใช้ไม่ได้ แสดงว่า ผู้ประเมิน ไม่เคยเล่นเพลงพื้นบ้านหรือเพลงอีแซวมาเลย เพลงพื้นบ้านเป็นของชาวบ้าน มิใช่เพลงคู่หรือเพลงประสานเสียงที่จะต้องมาเทียบคีย์กันให้ตรงแป๊ะ ยิ่งถ้าเป็นเด็ก ๆ ด้วยแล้วเขาอนุโลมกันไปตามวุฒิภาวะ  การแก้ไขทำได้โดยการปรับระดับเสียง หรือร้องเกริ่นตั้งเสียงของตนเองเสียใหม่ หรือใช้คำพูดคั่นก่อนแล้วจึงร้องไปตามระดับเสียงของเรา  ที่ผมนำเอามาเล่าเรื่องนี้ก็เพราะ ผู้ประเมินกำลังแนะนำข้อบกพร่องผิดวง ผิดคณะครับ  เรียกว่าผิดฝาผิดตัวกันไปเลย ผมบอกให้เขาทบทวน โดยการไปดูเทปที่บันทึกเสียก่อนว่า คณะใดเป็นอย่างที่ท่านพูด เขาก็ไม่ไป (ผู้ประเมิน ในฐานะคณะกรรมการ จะต้องมีความรอบรู้ในเรื่องนั้นมากว่าที่ท่านรู้ ครับ) 

                 เพลงพื้นบ้านบางคณะสามารถแสดงบนเวทีได้เพียง 30 นาที หมดในสิ่งที่เตรียมมาแล้ว ในข้อนี้ ไม่มีใครผิดหรอกครับ เพราะว่ามันเป็นขีดจำกัดของแต่ละวงแต่ละคณะ   เพลงอีแซวบางคณะ ทำการฝึกฝนมาน้อยก็ทำได้เท่าที่ทำได้  ผมเคยไปดูเด็ก ๆ เขาเล่น เวทีตลาดเก่า เล่นได้ประมาณ 20 นาทีต้องเลิกแล้ว และประกาศว่าจะแสดงอีกในรอบบ่าย ประมาณบ่ายโมง (13.00 น.) เรียกว่าผู้ชมยังไม่ทันที่จะได้มาดูเลยก็จบการแสดงไปเสียแล้ว (ผู้ประเมิน คือผู้จัดจะต้องตรวจสอบคุณภาพ มาตรฐานของการแสดงให้เหมาะสมกับกิจกรรมนั้น ๆ ) 

          หลังจากที่ได้รับรางวัลจากการประกวดมาแล้ว แต่กลับไม่มีงานให้แสดงความสามารถต่อไปเป็นการประเมินสถานการณ์ข้างหน้าที่ผิดพลาดไป ครูผู้ฝึกสอน อาจจะมองว่า ถ้าวงเราได้รับรางวัลแล้วจะช่วยทำให้เด็ก ๆ ได้รับความสนใจหรือได้รับการส่งเสริม สนับสนุน ความจริงแล้วไม่ใช่เสมอไป ทั้งนี้เพราะคนที่เป็นผู้ประเมินให้ได้รับรางวัลกับผู้ให้การสนับสนุนวงเพลง มีความคิดเห็นในการประเมินคุณภาพที่แตกต่างกัน (ความเป็นจริงจะต้องเหมือนกัน) ทั้งนี้เพราะ คณะกรรมการนำเอาตัวตนของตนมาตัดสิน แต่ผู้ชมเอาความสนุกสนาน ประโยชน์ที่จะได้รับมาตัดสินใจเรียกหา จ้างวาน จึงทำให้ผลหลังจากการได้รับรางวัล ออกมาตรงกันข้ามกับความเป็นจริง ที่ซ้ำร้ายกว่านั้น ผู้ที่เรียกตนเองว่า เป็นผู้เชี่ยวชาญทางเพลงพื้นบ้าน กลับไม่มีผลผลิตที่ตนเองทำได้ ได้แต่ให้คำแนะนำ สอนผู้อื่นให้ทำ (เป็นบุคคลประเภทหนึ่งที่ลืม ประเมินค่าตนเองว่า เราควรที่มีจุดยืนอยู่ในระดับใด กันแน่ ครับ)