อิสรชนมองสังคมไทย
อิสรชนทำงานคลุกคลีกับคนเร่ร่อน คนไร้บ้าน ติดต่อกันมาระยะเวลาหนึ่ง ผนวกกับทำงานกับกลุ่มคนกลุ่มอื่น ๆ ที่ ผ่านเข้ามาทำงานกับคนที่นี่ด้วย ได้พบความจริงอะไรหลายอย่างที่ ย้อนมองพิจารณาแล้ว ต้องอึ้งและแปลกใจกับ ระบบวรรณะที่แฝงเร้นอยู่ในสังคไทยอย่างต่อเนื่องยาวนาน
เมืองไทยมีระบบวรรณะ ชนชั้น ที่เข้มข้นเข้มแข็งกว่าประเทศอินเดียเสียอีก แต่ใช้ความเอื้อเฟื้อเกื้อกูลปกปิดไว้อย่างแนบเนียนมากกว่า เมืองไทยมี มากกว่า สามสี่ชั้นชั้นหรือวรรณะ โดยสามารถแบ่งได้ตามที่เห็นและเป็นจริง คือ
- ชั้นชั้นสูง หรือ สถาบันกษัตริย์และราชนิกูล รวมถึงเครือวงศ์ที่เกี่ยวเนื่องทุกรูปแบบ
- นักบวชทุกศาสนา
- กลุ่มนามสกุลดัง 500 นามสกุล ที่กุมระบบต่าง ๆ ของประเทศอยู่
- กลุ่มนายทุน เศรษฐีใหม่
- นักการเมืองระดับชาติ
- ข้าราชการระดับสูง
- สื่อมวลชนทุกแขนง
- นักเคลื่อนไหวจากองค์กรพัฒนาเอกชน
- นักการเมืองท้องถิ่น
- ข้าราชการ
- พ่อค้า
- พนักงานบริษัท
- องค์กรพัฒนาเอกชน
- ประชาชนทั่วไป
- คนเร่ร่อนไร้บ้าน คนไร้รัฐ ไร้สัญชาติ
- คนที่ถูกคนอื่นมองว่าไม่ใช่คน(ใช้คำเรียกไปในชื่อต่าง ๆ เช่น ผี หรือสัมภเวสี เป็นต้น)
เหล่านี้สะท้อนภาพอะไรบางอย่างที่ กำลังบอกสังคมว่า แท้จริงแล้วสังคมไทยแบ่งชนชั้นแบ่งวรรณะอย่างชัดเจน เพราะ การบริการของรัฐ หรือรัฐสวัสดิการต่าง ๆ ที่ แต่ละกลุ่มจะสามาถเข้าถึงได้นั้นมีไม่เท่าเทียมกันในระดับปฏิบัติการ อิสรชน กำลังทำหน้าที่เล็ก ๆ ที่พยายามอยู่เบื้องหลัง ให้ข้อมูลให้การสนับสนุนใครก็ตามที่ กำลังทำงานและหรือเคลื่อนไหวเพื่อบริการคนเหล่าในในฐานะอาสาสมัครเล็ก ๆ กลุ่มหนึ่ง ที่ ทำงานภายใต้ความสุขของคนทำงานเป็นสำคัญ เราไม่เคยบอกใครว่าเราทำงานเพื่อสังคม แต่ เรายอมรับว่า เราทำงานเพื่อตัวเอง เพื่อสนองตัณหาและความสุขของตัวเองต่างหาก ....
หลายครั้งพบเจอ สื่อมวลชนที่เก่งพูดเก่งสรุป เพื่อ จะบอกว่าอิสรชน ทำงานเพื่อสังคม ที่เราไม่โต้เถียง ไม่ได้หมายความว่าเรายอมรับ แต่ เรากำลังจะบอกว่า ใครจะคิดอย่างไรเราไม่สามารถห้ามความคิดของคนได้ ไม่สามารถบังคับให้คนคิดและมองแบบที่เราคิดและมองได้ แต่ในหลาย ๆ ครั้ง คนที่จะเข้ามา เรียนรู้เรื่องราวของอิสรชน เราก็จะ นำพาเขา ไปเรียนรู้เรื่องราวของ คนที่เราทำงานกับเขาด้วย หลายคน เรา ก็ต้องเชิญกลับ ไม่ยินดีให้ทำงานทำข้อมูล เพราะ เขามีอคติกับ คนที่เราทำงานอย่างร้ายแรง มีมุมมองแบบผู้ให้มากกว่า ผู้เรียนรู้ ?? ลับหลังสื่อคนนั้น ๆ กลับไป เรา ก็ กลับมาคุยกันว่า ก็แล้วแต่ว่าเขาจะมองเราอย่างไร เราเป็นของเรามาแบบนี้มันเป็นเช่นนั้นเอง .
ย้อนมามองว่า สังคมไทยที่ปกปิดระบบวรรณะที่ผ่านระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยคลุกฝุ่นของไทย มันยิ่งย้ำภาพของความไม่เท่ากัน ไม่มีใครเท่ากัน ด้อยโอกาสด้วยกันทั้งนั้น อยู่ที่ว่า คุณมองตัวเองออกมั้ย ยอมรับตัวเองมั้ย เพราะ การด้อยโอกาส ก็คือ การที่ไม่ยอมรับที่จะเรียนรู้และรับเรื่องราวข่าวสารใหม่ ๆ ในเรื่องเดิมที่เราเคยรู้อยู่ ที่ผ่านเข้ามาในฐานะ คนทำงาน เราก็ รับฟังและ พินิจพิเคราะห์ว่า จริงหรือไม่จริง หรือ มีน้ำหนักเพียงใด..
อิสรชน ไม่ใช่ องค์กรที่ ลงไปให้ หรือ องค์การที่แบมือขอเงินใครง่าย ๆ แต่เราเป็น องค์กรแห่งเวทีการเรียนรู้ ที่ เปิดให้คนเข้ามาเรียนรู้สังคมร่วมกับเราก่อน แล้ว ค่อยตัดสินใจว่า จะ ช่วยสังคมหรือไม่อย่างไร ที่สำคัญ หากคิดจะช่วย ต้องช่วยทันที โดยเริ่มที่ตัวเองครอบครัว ชุมชนใกล้ตัว และจากนั้น ค่อยสอดส่องหาว่า องค์กร หน่วยงานไหนทำงาน ตรงกับจริตเขา หรือใจเขาที่อยากจะช่วย ก็ ให้ไปช่วยแต่ให้คิดถึง อิสรชนเป็นที่สุดท้าย เพราะ สำหรับอิสรชน มีเงินหรือไม่มีเงิน เราก็ ทำงานกับความสุขของเราอยู่แล้วอย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอ