ส่วนกรณีที่กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน ที่กู้เงินจากตลาดซื้อคืนพันธบัตร หรืออาร์พี 1.87 แสนล้านบาท จะต้องแปลงหนี้ดังกล่าว เป็นพันธบัตรเนื่องจาก ธปท.มีนโยบายที่จะเลิกปล่อยกู้ในตลาดอาร์พี กระทรวงการคลังได้หารือกับ ธปท.ในเบื้องต้นว่า จะนำเงินกู้ดังกล่าว 5-8 หมื่นล้านบาท มาแปลงเป็นพันธบัตรอายุประมาณ 6 ปี โดยมีกระทรวงการคลังค้ำประกัน เพื่อให้สอดคล้องกับ พ.ร.บ.สถาบันคุ้มครองเงินฝาก ที่จะรับประกัน 1 ล้านบาทต่อบัญชีในปีที่ 5 ภายหลังจากที่กฎหมายมีผลบังคับใช้ ส่วนที่เหลือ กองทุนฯ จะไปกู้เงินจาก ธปท.โดยตรง ส่วนการปรับโครงสร้างหนี้ของภาครัฐ ณ ก.ย.ที่ผ่านมา การรถไฟแห่งประเทศไทย ได้ปรับโครงสร้างหนี้เงินกู้จากธนาคารเพื่อความร่วมมือระหว่างประเทศแห่งญี่ปุ่น หรือ เจบิค วงเงิน 1.07 หมื่นล้านเยน โดยการออกพันธบัตรเงินบาท 3.2 พันล้านบาท ทำให้สามารถลดภาระดอกเบี้ยได้ 349 ล้านบาท ส่วนหนี้ในประเทศ กระทรวงการคลังได้แปลงตั๋วเงินคลังเป็นพันธบัตรวงเงิน 9.37 พันล้านบาท การแปลงตั๋วเงินคลังครั้งนี้ช่วยลดความไม่สอดคล้องกัน ระหว่างการกู้เงินระยะสั้น และการกู้เงินระยะยาว เพื่อชดเชย การขาดดุลงบประมาณแล้ว ยังเป็นความพยายามของภาครัฐอย่างต่อเนื่อง ในการสร้างอัตราดอกเบี้ยอ้างอิง ตามแผนพัฒนาตลาดตราสารหนี้ <p style="margin: 0in 0in 0pt; text-align: right" class="MsoNormal" align="right">กรุงเทพธุรกิจ 18 ต.ค. 50</p>
คลังเผยยอดหนี้สาธารณะสิ้นปีงบ 50 ลดลง 3.7 หมื่นล้านบาท เหลือ 38.06% ของจีดีพี ผลพวงจากค่าเงินบาทแข็งค่า ทำให้สามารถชำระคืนก่อนกำหนดและ Refinance รวม 4.6 หมื่นล้านบาท ปี 2551 ตั้งเป้า หนี้สาธารณะเอาไว้แค่ 40% ของจีดีพี
นายพงษ์ภาณุ เศวตรุนทร์ ผู้อำนวยการสำนักบริหารหนี้สาธารณะ กระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ยอดหนี้สาธารณะ สิ้นปีงบประมาณ 2550 อยู่ที่ 3.196 ล้านล้านบาท คิดเป็น 38.06% ของจีดีพีที่ 8.399 ล้านล้านบาท ซึ่งลดลงจากปีงบประมาณ 2549 ที่มีอยู่ 3.233 ล้านล้านบาท คิดเป็น 41.06% ของจีดีพี สรุปว่าในสิ้นปีงบประมาณ 2550 ยอดหนี้สาธารณะลดลงไป 3.7 หมื่นล้านบาท หรือคิดเป็น 3% ของจีดีพี ยอดหนี้สาธารณะที่ลดลง บ่งบอกถึงการมีเสถียรภาพทางการเงินการคลังมากขึ้นเมื่อเทียบกับกรอบนโยบายการคลัง เป็นหนี้ที่รัฐบาลกู้โดยตรง 2,050,590 ล้านบาท หนี้รัฐวิสาหกิจที่ไม่เป็นสถาบันการเงิน 907,220.73 ล้านบาท หนี้กองทุนเพื่อการฟื้นฟูฯ187,776 ล้านบาท และหนี้หน่วยงานอื่นของรัฐ 35,593 ล้านบาท เมื่อเปรียบเทียบกับเดือนก่อน หนี้สาธารณะเพิ่มขึ้น 14,283 ล้านบาท เนื่องจากกระทรวงการคลังได้ออกพันธบัตรเพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณ 28,000 ล้านบาท และชำระคืนเงินกู้ระยะสั้น 12,036 ล้านบาท
โดยยอดหนี้สาธารณะดังกล่าว แยกเป็นหนี้ต่างประเทศ 418,731 ล้านบาท หรือ 13.16% และหนี้ในประเทศ 2,762,449 ล้านบาท หรือ 86.84% ของยอดหนี้สาธารณะคงค้าง เป็นหนี้ระยะยาว 2,821,766 ล้านบาท หรือ 88.70% และหนี้ระยะสั้น 359,414 ล้านบาท หรือ 11.30% ของยอดหนี้สาธารณะคงค้าง
นายพงษ์ภาณุ กล่าวว่าสำหรับปีงบประมาณ 2551 นั้นตั้งยอดหนี้สาธารณะเอาไว้ที่ 40% ของจีดีพี แต่ต้องขึ้นอยู่กับรัฐบาลชุดใหม่ด้วยว่ามีการทบทวนหรือไม่ และต้องขึ้นกับปัจจัยหลายปัจจัยในการกู้เงินจากส่วนต่าง ๆ โดยเฉพาะโครงการก่อสร้างรถไฟฟ้า
สำหรับปีงบประมาณ 2550 หนี้ต่างประเทศ กระทรวงการคลังได้ดำเนินการปรับโครงสร้างหนี้เงินกู้ต่างประเทศ โดยการชำระคืนก่อนครบกำหนด 2.88 หมื่นล้านบาท และ Refinance เงินกู้ต่างประเทศด้วยเงินบาท 1.72 หมื่นล้านบาท ผลจากการดำเนินการดังกล่าวทำให้สามารถลดยอดหนี้คงค้างได้ 2.88 หมื่นล้านบาท และลดดอกเบี้ยได้ 2.70 พันล้านบาท ทั้งนี้เป็นผลมาจากการที่ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้น จึงได้เร่งแนวทางการชำระเงินกู้และชำระดอกเบี้ย
สำหรับปีงบประมาณ 2550 รัฐได้ทำการกู้เงินในประเทศรวม 2.38 แสนล้านบาท เป็นการกู้ของกระทรวงการคลัง 1.63 แสนล้านบาท และรัฐวิสาหกิจ 7.5 หมื่นล้านบาท นอกจากนี้รัฐวิสาหกิจได้กู้เงินจากต่างประเทศ 3.18 หมื่นล้านบาท ซึ่งเป็นการกู้นอกแผน การก่อหนี้ต่างประเทศ ส่วนการชำระหนี้ของภาครัฐ สิ้นปีงบประมาณ 2550 กระทรวงการคลัง ได้ชำระคืนต้นเงินกู้ ดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียม และการซื้อเงินตราต่างประเทศล่วงหน้าจากงบประมาณรวม 1.57 แสนล้านบาท ส่วนเดือน ก.ย. กระทรวงการคลังได้ดำเนินการชำระหนี้จากงบประมาณ 1.05 หมื่นล้านบาท เป็นการชำระคืนเงินต้น 328 ล้านบาท ดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียม 7.82 พันล้านบาท และการซื้อเงินตราต่างประเทศล่วงหน้า 2.41 พันล้านบาท