วันที่ 16 ตุลาคม 2550
วันนี้เป็นวันอังคารของสัปดาห์ที่ 24 นับถอยหลังไปก็เหลือ 29 วันแล้ว 28, 27, 26, …..
มันก็เป็นวันอังคารธรรมดาๆนี่แหละ ที่ต้องตื่นเช้าขึ้นมาชงกาแฟ นั่งส้วม อาบน้ำ แล้วก็ออกเดินเพื่อไปโรงพยาบาล round เช้า กินข้าว แล้วก็ทำงาน
นึกได้ว่าลืมเรื่องสำคัญไปเรื่องหนึ่ง เมื่อวานขณะที่กินข้าวอยู่ที่คลินิกนั้น ไอชิงเล่าว่า เมื่อสัปดาห์ก่อน เธอไปร่วมอบรมอะไรบางอย่างของโรงพยาบาลที่เกี่ยวกับหลักในการดำเนินหรือทิศทางของโรงพยาบาลที่พนักงานทุกคนต้องทราบและจำให้ขึ้นใจ เขาแจกปากกาที่มีคำขวัญ 5C ให้ทุกคนใช้ เรียกว่า ต้องจำให้ขึ้นใจเลยเชียว 5C มีอะไรบ้างหรือ
Compassion คือความรู้สึกเห็นใจต่อผู้อื่น เขาน่าจะหมายถึงเห็นใจในผู้ป่วยและผู้ร่วมงาน
Consistency คือความสม่ำเสมอ ความสอดคล้อง
Communication คือการสื่อสาร
Collaboration คือการมีความร่วมมือกัน น่าจะหมายถึงความร่วมมือกันในองค์กร และที่สำคัญก็คือ ความร่วมมือกับสถาบันอื่นทั้งในและนอกประเทศ อันนี้เห็นได้ชัดเจนครับว่าที่นี่ทำได้อย่างดีเยี่ยม
Commitments คือการมีความรับผิดชอบ
(แปลผิดพลาดไปอย่างไร ก็ขออภัยนะครับ แต่หากจะให้ดีก็ช่วยแก้ไขให้ด้วยครับ)
ในที่ประชุมเขาได้ถามว่า คู่แข่งที่สำคัญของประเทศสิงคโปร์คือประเทศอะไรรู้ไหม ถูกต้องแล้วครับ ว่าเป็นที่น่าภูมิใจมากที่คำตอบนั้นคือ ประเทศสยามนามประเทืองว่าเมืองทองของเรานี่เองครับ ในที่ประชุมเขาบอกว่า หมอไทยนั้นมี C ตัวแรก ซึ่งก็คือ compassion มากที่สุด เราดูแลคนไข้ด้วยความมีน้ำจิตน้ำใจมากที่สุด สิงคโปร์ต้องพัฒนาเรื่องนี้ให้มากแบบเรา ลอยครับ ลอยเลย
แต่ 5C ในความรับรู้ของผม ที่ผ่านหูมาจากเพื่อนๆก็คือ cash, credit card, condominium, car และ career ครับ สะใจท่านไหมล่ะ ความต้องการพื้นฐานของเขา
บ่ายโมงเรามีประชุมหน่วยเช่นเคย วันนี้เรามีหมอจากบรูไนเข้ามานั่งในห้องประชุมด้วย เป็นผู้หญิง เธอชื่ออัซมา นี่เป็นโครงการของรัฐบาลสิงคโปร์ซึ่งเป็นเจ้าภาพให้หมอในอาเชี่ยนมาดูงานที่สิงคโปร์นาน 1 เดือน ผมถามเธอว่ามีหมอไทยมากี่คน เธอบอกว่าครั้งนี้ไม่มีประเทศไทย มาเลเซียและอินโดนีเซีย เขาไม่ทราบเหตุผลหรอก เธอต้องมาดูงานในหน่วยเรานาน 1 สัปดาห์ ครูหาญยกให้ผมมีหน้าที่ดูแลเธอและพาเธอไปทุกแห่ง (ยกเว้นห้องน้ำ)
ประชุมวันนี้มีเรื่องหนักใจเพิ่มขึ้นมาอีก เนื่องจากครูหาญเริ่มด้วยการบอกว่าการดูคนไข้ของเราเริ่มมีปัญหา ทั้งนี้เนื่องจากคนไข้ที่อยู่ในความดูแลของอาร์ลีนและอาร์เธอ คนที่เลือดออกซ้ำแล้วต้องผ่าใหม่นั่นน่ะ เธอยังมีไข้สูงอยู่เลย และไม่ได้รับการดูแลที่เหมาะสม ท่านบ่นใส่อาร์เธอค่อนข้างรุนแรง เขาก็เถียงหูแดงเชียว (แต่เสียงเบา) ผมก็นั่งเฉยๆไว้ วาดรูปบนกล่องอาหารไปเรื่อยๆ จนกระทั่งวกมาเรื่อง round ของพวกผมอีกครั้ง ท่านเอ่ยว่า อาร์ลีนถามว่าเราต้องดูคนไข้นรีเวชอื่นๆในสายหรือไม่ คำตอบคือ ต้อง ท้องนอกมดลูก หรืออะไรก็ตามแต่ที่อยู่ในความรับผิดชอบของสายเรา ต้องดูด้วย มาถึงตรงนี้ผมก็ฉุนเสียฉิบ เพราะว่าผมมาที่นี่เพื่อเรียน urogynaecology ไม่ใช่ general gynaecology แต่ผมไม่เถียงนะครับ แต่พูดในใจอย่างดังว่า ยังไงผมก็จะไม่ดู ไม่บันทึก และไม่รายงาน ยกเว้นคนไข้ที่ผมเข้าผ่าตัดด้วย คนไข้ในส่วนที่รับผิดชอบตามหน้าที่นั้น ผมทำให้เขาเต็มที่ครับ ผมกำลังรู้สึกว่าบรรยากาศชักจะไม่ดีซะแล้ว แต่ก็สลัดความคิดนั้นทิ้งไปอย่างรวดเร็ว เพราะว่ายังไงก็ไม่ทำตาม จะมานั่งหงุดหงิดอยู่ทำไม ฮ่า ฮ่า
หลังจากเลิกประชุมก็รีบลงไปตรวจคนไข้ต่อไป นี่คืองานที่ทำให้ผมต้องมาเรียนที่นี่นะครับ
วันนี้อาจารย์เต็มศักดิ์จะมานอนกับผมที่ห้อง เพราะว่าไม่มีห้องที่โรงแรมว่างอีกแล้วในวันนี้ ผมติดต่อเท็ดล่วงหน้า เขาบอกว่าเชิญตามสบายไม่คิดเงิน เพราะว่าเพียงคืนเดียวนั้นไม่เป็นไร อาจารย์มาถึงสถานีรถไฟฟ้า Little India ราวๆ 6 โมงกว่า ตอนนั้นฝนตกหนักมากๆ เราลัดเลาะไปตามหลังคาเชื่อมตึกในตลาดไปเรื่อยๆ จนมาติดแหง็กอยู่ที่ปากทางแยกเข้าที่พักที่ห่างจากตึกผมประมาณ 100 เมตรเท่านั้นเอง นานราว 10 นาทีจึงได้เข้าบ้านกัน จากนั้นผมพาอาจารย์ไปกินซุปไก่ดำที่ศูนย์อาหารใกล้ๆ ราคาชามละ 4 เหรียญเท่านั้น ช่างดีแท้ กินซุปในช่วงที่ฝนตกอากาศเย็น เหมาะจริงๆ จากนั้นก็พาไปกินน้ำเต้าหู้เย็นก่อนจะเข้าที่พัก
3 ทุ่มครึ่งดันดีก็โทรมา เขาถึงสิงคโปร์แล้ว ครั้งนี้เขามาเพื่อทำ MRI สมอง เนื่องจากการชักในเดือนที่ผ่านมา เราจะไปกินข้าวด้วยกัน ทั้งๆที่ผมอิ่มจะแทบจะล้นอยู่แล้ว เขาพาภรรยามาด้วย และมีเพื่อนภรรยาที่อยู่ที่นี่อีกคนมาด้วยกัน เราเดินทางด้วยแท็กซี่ครับ คารีน่า ภรรยาดันดีอยากไปกินที่ Clarke Quay เราเลือกกินในร้านอาหารในเรือที่จอดอยู่ที่ริมฝั่งผมจำชื่อไม่ได้ซะแล้ว Lotus อะไรซักอย่างนี่แหละ ผมดื่มเบียร์อย่างเดียว เขากินข้าวกับแกงไก่ สะเต๊ะทะเล และผัดหมี่ ผมคุยกับดันดีในเรื่องราวที่แสนสนุกสนาน งี่เง่า มันๆหลายเรื่อง เขาบอกว่าเขาพลาดเรื่องเหล่านี้ไปได้ยังไง ผมได้ผ่อนคลายไปมากที่ได้คุยกับเพื่อนคนนี้ เราเลิกงานเลี้ยงราว 5 ทุ่ม ก็แยกย้ายกันกลับบ้านนอน แล้วก็หมดไปอีกวัน สิงคโปร์
โชคดีจังเลยที่มีโอกาสไปเรียนที่สิงคโปร์
นอกจากการเรียนแล้ว อยากให้คุณหมอเล่าวิถีชีวิตคนสิงคโปร์ให้อ่านบ้างก็น่าสนใจดีมากนะ
แล้วจะคอยอ่านนะครับ
คนอุตรดิตถ์ครับ
สวัสดีครับคุญยงยุทธ
ยินดีที่ได้รู้จักนะครับ
จริงๆแล้วคนสิงคโปร์ก็คล้ายคนบ้านเรานั่นแหละครับ เพียงแต่วิถีชีวิต เศรษฐกิจ และความเร่งรีบของชีวิตเขา ทำให้ความเป็นมิตรมีไม่มากมายนัก เมื่อเทียบกับคนบ้านเราๆครับ
ลองอ่านตอนต้นๆของบันทึกดูนะครับ แล้วจะรู้ว่า คนที่นี่มีนิสัยใจคอเป็นเช่นไร
ปล. เท่าที่ผ่านสายตาผมเท่านั้นนะครับ คงใช้เป็นมาตรฐานทั่วไปไม่ได้
อาจารย์แป๊ะครับ
เห็นบ้านทรงไทยของอาจารย์ลูกหว้า
แล้วครับ
ยังรู้สึกปลาบปลื้มไปพร้อมๆกับที่อาจารย์ยืนดูบ้านแล้วรำพันว่า นี่เป็นบ้านที่สร้างด้วยน้ำแรงของอาจารย์ และที่สำคัญคือ หมดหนี้แล้วด้วย ใช่ไหมครับ
เรียนพระอาจารย์เต็ม
ถ้ารู้ว่าไม่ชอบนอนห้องแอร์แล้วล่ะก็ ชวนมานอนด้วยตั้งนานแล้ว
ชอบ 5C นี้จังค่ะ อ.หมอแป๊ะ เอามารวมกับ 5 ส.ได้ด้วยละก็ น่าจะสุดยอดนะคะ อ้อ หมายถึง 5C อันแรกที่อาจารย์แปลได้อย่างดีและเห็นภาพที่ควรเป็นมากเลยค่ะ ไม่ใช่ 5C อันหลังที่คงเหมาะกับอาชีพอื่นๆนะคะที่ไม่ใช่บริการสุขภาพ โดยเฉพาะสุขภาพของคนทั่วๆไปในบ้านเรา ไม่ใช่สุขภาพของคนที่มีอำนาจซื้อมากๆ (ที่คงจะทำให้ 5C อย่างหลังเฟื่องฟู)
พี่โอ๋ครับ
อยากจะบอกว่า ผมเขียนโครงการอบรมแพทย์ใช้ทุน แพทย์ประจำบ้าน เรื่อง 5ส. เสร็จแล้วครับ
ยังไม่แน่ใจว่าจะถูกปรับเปลี่ยนไปมากน้อยแค่ไหน
อยากจะรู้จังว่า ถ้าเราได้รับรู้เรื่องเหล่านี้มากขึ้นแล้ว จะทำให้ชีวิตเราเปลี่ยนไปได้บ้างหรือเปล่า