“กินปล๋าเป็นหลัก กินผักเป็นยา กินกล้วยน้ำว้าเป็นผลไม้ เดินหื้อได้วันละ ๓ กิโล”

            สุขภาพเป็นเรื่องของทุกคน และเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับปัจจัยหลายด้าน ทั้งด้านพันธุกรรม, พฤติกรรม, สิ่งแวดล้อม, และระบบบริการสุขภาพ การสร้างสุขภาพแนวใหม่จำเป็นต้องอาศัยการเรียนรู้เรื่องสุขภาวะของชุมชน โดยให้คนในชุมชนได้ขบคิดและหาทางออกของตนเองบนฐานของวิถีชีวิตและวัฒนธรรมของชุมชนเอง

             หากเอ่ยชื่อตำบลศรีษะเกษ อำเภอนาน้อย หลายๆ คนอาจรู้จักคุ้นเคยดีในชื่อเสียงของตำบลที่มีการดำเนินงานด้านแผนแม่บทชุมชน นำโดยกำนันเกษตร ยศบุญเรือง ที่นี่ยังเป็นพื้นที่นำร่องกองทุนสุขภาพชุมชนของสปสช.อีกด้วย ที่นี่มีเรื่องราวดีดี น่าค้นหาและเรียนรู้ยิ่ง

             วันนี้ (๑๗ ตุลาคม ๒๕๕๐) ทีมสุขภาพ (สสจ., สสอ., สอ.) ได้ร่วมกันจัดกระบวนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้เรื่องสุขภาวะของชุมชนเพื่อนำไปสู่การจัดทำแผนแม่บทด้านสุขภาพของชุมชน เวทีนี้ได้ชักชวนแกนนำอย่างหลากหลายตำบลมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้กัน ในประเด็นวิถีสุขภาพในอดีตจนถึงปัจจุบัน การดูแลตนเอง การมีส่วนร่วมด้านสุขภาพ มุมมองต่อระบบบริการสุขภาพ และความคาดหวังต่องานด้านสุขภาพ

            ประเด็นที่น่าสนใจคือ วิถีการกิน อยู่ เป็น ของคนในอดีตนั้นมีความสัมพันธ์เกื้อกูลกันและกัน และเกื้อกูลกับธรรมชาติ การดูแลสุขภาพเน้นการพึ่งตนเองเป็นหลัก ดังคำผญ๋าที่กล่าวกันว่า “กินปล๋าเป็นหลัก กินผักเป็นยา กินกล้วยน้ำว้าเป็นผลไม้ เดินหื้อได้วันละ ๓ กิโล” เป็นคำกล่าวที่สะท้อนของการกิน อยู่ เป็น ของคนในอดีตที่ให้ความสำคัญกับสุขภาพเป็นอย่างยิ่ง แม้ชีวิตจะขัดสนอยู่ไม่น้อย แต่มันช่างมีความสุขเสียเหลือเกิน

               แต่ปัจจุบันมนุษย์มีการพัฒนาเทคโนโลยีไปอย่างรวดเร็ว ชีวิตที่เคยเรียบง่าย อยู่อย่างพอเพียง ไม่เร่งรีบ กลับกลายเป็นชีวิตที่ต้องแก่งแย่งแข่งขัน บูชาเงินคือพระเจ้า ตามกระแสบริโภคนิยม ทำให้ชีวิตปรับเปลี่ยน ที่ต้องรีบเร่งทำงานๆๆๆๆๆ เพื่อหาเงินมาเลี้ยงดูแลตนเองและครอบครัว ชีวิตจึงมีแต่ความกดดัน ความสัมพันธ์กันและกันเริ่มลดน้อยถอยลง ชีวิตที่เคยเกื้อกูลกับธรรมชาติก็กลับกลายเป็นชีวิตที่บุกทำลายธรรมชาติ และในที่สุดธรรมชาติก็กลับมาทำลายตัวเราเอง

             กระบวนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้เป็นไปอย่างสนุกสนาน ได้ข้อคิดและประเด็นที่เห็นร่วมกันหลายเรื่อง โดยเฉพาะประเด็นการใช้สารเคมีในเกษตรกรที่มีการใช้กันมาก จนมีคนหนึ่งกล่าวเชิงตลกแต่แฝงด้วยคมมีดกรีดลึกลงไปในก้นบึ้งของหัวใจว่า “.......ดูถนนจากในเมืองมาบ้านเรา ฝั่งเข้ามามีแต่หลุมแต่บ่อ เพราะรถบรรทุกปุ๋ย สารเคมีเข้ามาขายให้คนบ้านเรา แต่ดูฝั่งถนนที่ออกจกบ้านเราไปในเมืองนั้นเรียบ เพราะรถที่ออกไปเป็นรถที่ไม่หนักเพราะขนเอาเงินออกไป.......” เออ น่าคิด

            จากวันนี้ชุมชนอยากให้มีเวทีอย่างนี้บ่อยๆ เพื่อจะได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้กันและนำไปสู่การพัฒนาชุมชนต่อไป โดยหวังไว้ว่าต่อไปหมอและชุมชนจะมีความใกล้ชิดสนิมสนมกันมากขึ้น เข้าใจกันมากขึ้น และช่วยกันสร้างสุขภาพของคนในชุมชนร่วมกัน