ผมพลิกดูองค์จตุคามรามเทพที่ได้มาจากพี่ชาย ด้านหลังเป็นรูปพระราหูอมดวงจันทร์ แวดล้อมด้วยสัตว์ประจำ 12 นักษัตร ก็เกิดความคิดว่า ราหูเข้ามามีอิทธิพลต่อความเชื่อของคนไทยอยู่มาก
พระราหู :
อสูรผู้หาญกล้าข่มเทพสุริยันและเทพจันทรา
ความเชื่อแห่งปรากฏการณ์ที่ทรงอิทธิพลต่อมวลมนุษย์
ผมพลิกดูองค์จตุคามรามเทพที่ได้มาจากพี่ชาย ด้านหลังเป็นรูปพระราหูอมดวงจันทร์ แวดล้อมด้วยสัตว์ประจำ 12 นักษัตร ก็เกิดความคิดว่า ราหูเข้ามามีอิทธิพลต่อความเชื่อของคนไทยอยู่มาก
ต้องค้นหาคำตอบดูสักนิดเพื่อความเข้าใจที่ชัดเจนยิ่งขึ้น บันทึกนี้จึงเกิดขึ้นเพราะความใคร่รู้ครับ
ไตรภูมิพระร่วง : ต้นตอของความเชื่อ “ราหู”
ในบรรดาหลายๆ ความเชื่อของคนไทย เกิดจากวรรณคดียิ่งใหญ่ “ไตรภูมิพระร่วง” ที่แต่งในสมัยสุโขทัย โดยพญาลิไทเป็นผู้ทรงพระราชนิพนธ์ ต่อมาในสมัยพระบาทสมเด็จพรพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรี ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ประชุมสงฆ์และราชบัณฑิตแต่งหนังสือ “ไตรภูมิกถา” ขึ้นเพื่ออธิบายความในไตรภูมิพระร่วงให้เข้าใจขึ้น แต่เนื่องจากสำนวนไม่แนบเนียนสมดังพระราชประสงค์ จึงโปรดเกล้าฯ ให้พระยาธรรมปรีชา(แก้ว) เจ้ากรมพระอาลักษณ์เรียบเรียงเสียใหม่จนสำเร็จในปี พ.ศ.2345 ชื่อว่า “ ไตรภูมิโลกวินิจฉัย” และนี่คือที่มาของเรื่องราว “พระราหู” อสูรผู้หาญกล้าข่มเทพสุริยันและเทพจันทรา
ราหู คือใคร?
ประวัติความเป็นมาของ ราหู นั้น พระพุทธเจ้า ได้ตรัสเล่าเทศนาแก่พระยาปเสนทิโกศลว่า ถอยหลังจากกาลนี้ได้ 6 หมื่นกัป (กี่ปี? ก็เปิดดูพจนานุกรม อธิบายว่า 1 กัปหรือกัลป์ นับเวลาตั้งแต่พระพรหมสร้างโลกเสร็จจนถึงไฟประลัยกัลป์ล้างโลก คือ 1,000 มหายุค เท่ากับ 4,320,000,000 ปีมนุษย์ หรือ 4320 ล้านปีมนุษย์ เพราะฉะนั้น 6 หมื่นกัป ก็เอาไปคูณกันเองก็แล้วกันครับ นานมากแค่ไหน) กุณฑคหบดีแห่งหงสาวดีมหานครมีบุตรชาย 3 คน คือ เจ้าวิสัฏฐิรกุมาร เจ้าถูลกุมาร และเจ้าวุฑฒกะกุมารซึ่งมีกำลังวังชามากกว่าพี่ชายทั้งสอง วันหนึ่งคิดจะปรุงอาหารแกงหม้อหนึ่ง จึงแบ่งหน้าที่กัน เจ้าวุฑฒกะกุมารมีหน้าที่ก่อไฟ แต่ไฟไม่ติดมีแต่ควันกลุ้มกลบตลบเข้าตาพี่ชายใหญ่ พี่ชายใหญ่จึงใช้ด้ามทัพพีตีศีรษะ พี่ชายกลางก็เข้าด่าว่าโบยตีด้วยกับพี่ใหญ่ เจ้าวุฑฒกะน้องชายจึงผูกใจเจ็บ กล่าวสาบานว่าชาติหน้าจะผูกพยาบาทจองเวรข่มเหงพี่ชายทั้งสองให้ได้ความแค้นเคือง
เมื่อทั้งสามตายไปก็กลับชาติไปเกิดเป็นเทพ พี่ชายใหญ่ คือ พระอาทิตย์ พี่ชายคนกลางคือ พระจันทร์ ส่วนน้องชายสุดท้องก็คือ อสุรินทรราหู
รูปร่างพระราหู อสูรผู้มีรูปร่างใหญ่โตมีกำลังมาก
อสุรินทราหู มีรูปร่างใหญ่โตก็เนื่องจากแรงปรารถนาที่เคยใส่บาตรด้วย โอ (ภาชนะคล้ายขัน , โอ นั้นทำเป็นเครื่องเขินก็ได้ มีหลายขนาด สีดำ แดง ) สีกายออกสีนิลค่อนข้างไปทางทองแดง บางตำราอาจมีสีทองบ้าง ดำบ้าง แต่พี่ชายทั้งสองนั้นพระอาทิตย์ ใส่บาตรด้วยภาชนะทอง พระจันทร์ใส่บาตรด้วยภาชนะเงิน จึงมีสีกายและรัศมีงดงาม เป็นที่อิจฉาของสุรินทราหูยิ่งนัก
อสุรินทราหู ได้เป็นพระยาอุปราชในอสูรพิภพภายใต้เขาพระเมรุ รูปร่างสูงใหญ่ถึง 4,800 โยชน์ ( 1 โยชน์ = 32,000 เมตร =153,600,000 เมตร) ระหว่างแขนทั้งสองกว้าง 1,200 โยชน์ ลำตัวหนา 600 โยชน์ ฝ่ามือฝ่าเท้าใหญ่ได้ 200 โยชน์ ข้อนิ้วมือแต่ละข้อ ยาว 50 โยชน์ ศีรษะใหญ่ได้ 900 โยชน์ หน้าผากกว้าง 300 โยชน์ จมูกยาว 300 โยชน์
อสุรินทราหู คอยจับพระอาทิตย์และพระจันทร์ตามวิถีโคจร เมื่อพบก็อ้าปากอมวิมานเทพทั้งสองไว้ ซึ่งปากลึกได้ 300 โยชน์ (9,600,000 เมตร) น่าสะพรึงกลัว บรรดาบริวารต่างร้องไห้หวีดกรีดเสียงด้วยความหวาดกลัว บางทีอสุรินทราหูก็ใช้ฝ่ามือปกปิดไว้ บางทีก็เอาวิมานเก็บไว้ใต้คาง บางทีก็ใช้ลิ้นตวัดไว้ บางทีก็อมเอาไว้ในกระพุ้งแก้ม แต่อย่างไรก็ตาม อสุรินทราหู ก็ไม่สามารถกลืนกินพระอาทิตย์และพระจันทร์ได้ เพราะ วิมานของเทพทั้งสองมีฤทธิ์สามารถแหวกศีรษะของพระราหูเป็นช่องออกไปได้ อสุรินทราหูจึงต้องคอยตามจับมาโดยตลอด
เหตุใดพระอาทิตย์และพระจันทร์จึงต้องกลัวพระราหู?
ก็ด้วยเหตุชาติปางก่อน เป็นลูกหนี้ของพระราหู พระอาทิตย์กับพระจันทร์ได้กู้หนี้พระราหูไปถึง 1,000 ตำลึงเพื่อสร้างมณฑปและวิหาร แต่ยังไม่ทันหาเงินใช้หนี้ พระราหูก็โกรธที่พี่ชายทั้งสองไม่ใช้หนี้ จึงมีปณิธานที่จะเอาพี่ทั้งสองมาเป็นทาสรับใช้
ทำไมพระราหูจึงมีกายครึ่งท่อน
ในหนังสือพรหมชาติฉบับหลวง ฉบับราษฎร์ ได้เล่าที่มาไว้ว่า
พระราหูลักลอบดื่มน้ำอมฤตจากพิธีกวนเษียรสมุทร พระอาทิตย์และพระจันทร์ด้เห็นเข้าจึงรีบเอาความนั้นไปทูลบอกพระนารายณ์ พระนารายณ์จึงขว้างจักรตัดไปถูกกลางตัวพระราหูขาดกลายเป็นสองท่อน แต่ด้วยความศักดิ์สิทธิ์ของน้ำอัมฤตที่พระราหูได้ดื่มนั้นไหลไปถึงกลางตัวพระราหูพอดี ครึ่งบนของพระราหูที่ถูกตัดออกจึงกลายเป็นอมตะ ส่วนครึ่งร่างนั้นได้กลายมาเป็นพระเคราะห์องค์ที่๙ของเหล่าเทวดานพเคราะห์ซึ่งก็คือ พระเกตุ จากนั้นเมื่อครั้งใดที่พระราหูได้พบเจอพระอาทิตย์หรือพระจันทร์ พระราหูก็จะจับมากลืนกินด้วยความโกรธแค้นที่เทวดาทั้งสององค์นำเรื่องไปทูลพระนารายณ์ แต่อมไว้ในปากได้ไม่นานก็ต้องคายออกมาเพราะทนความร้อนและรัศมีของเทวดานพเคราะห์ทั้งสองไม่ได้
“สุริยุปราคา และ จันทรุปราคา” อิทธิฤทธิ์ที่มนุษย์ต้องเกรงกลัว
การที่อสุรินทราหู ตามจับพระอาทิตย์ พระจันทร์ กลืนกินนั้น ทำให้เกิดความมืดครึ้มเป็นที่น่าพิศวง ชาวบ้านเรียกปรากฏการณ์นี้ตามความเชื่อในไตรภูมิพระร่วงที่กล่าวข้างต้น ซึ่งแท้จริงเป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติที่ ดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ โลก มาอยู่ในแนวเดียวกัน
สุริยุปราคา ดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ โลก เรียงกันเป็นเส้นตรง ทำให้เงาของดวงจันทร์บดบังพื้นโลกทำให้บริเวณนั้นมืดมิด ซึ่งทำให้ดูเหมือนดวงจันทร์บดบังดวงอาทิตย์
จันทรุปราคา ดวงอาทิตย์ โลก ดวงจันทร์ เรียงกันเป็นเส้นตรง ทำให้เงาของโลกบดบังดวงจันทร์ จนมืดมิด
ด้วยความเชื่อในพลังอันน่าสะพรึงกลัวของพระราหู ทั้งความใหญ่โต สีกายดำมืด และสามารถทำให้เทพยิ่งใหญ่อย่างพระอาทิตย์และพระจันทร์ต้องหวาดหวั่นพรั่นพรึง ทำให้มนุษย์ตัวกระจ้อยร่อยไม่อาจหาญต่อกรหรือท้าทายฤทธาอสูรตนนี้ได้ มนุษย์จึงต้องเซ่นไหว้ สังเวยให้พระราหูพึงพอใจ จะได้ไม่เกิดอันตรายแก่ตัว หากใครมีเคราะห์ก็ต้องบูชาเพื่อเสดาะเคราะห์ โดยมีของดำ 8 อย่าง จุดธูปดำ 12 ดอก กราบไหว้บูชา แล้วกล่าวคาถา
คาถาสุริยะบัพภา การบูชากลางวัน
กุสเสโตมะมะ กุสเสโตโต ลาลามะมะ โตลาโม โทลาโมมะมะ
โทลาโมมะมะ
โทลาโมตัง เหกุติมะมะ
เหกุติฯ
คาถาจันทรบัพภา การบูชากลางคืน
ยัดถะตังมะมะ ตังถะยะ ตะวะตัง มะมะตัง วะติตัง เสกามะมะ
กาเสกัง
กาติยังมะมะ
ยะติกาฯ

รูปปั้นพระราหู วัดศีรษะทอง นครชัยศรี จ.นครปฐม
ความเชื่อกับการพิจารณา “ลัทธิบูชาพระราหู”
เรื่องความเชื่อ เป็นเรื่องส่วนบุคคล ใครมีมุมมองอย่างไร ขึ้นอยู่ภูมิหลังที่มาของแต่ละคน หากมองอย่างเป็นวิชาการ เป็นวิทยาศาสตร์ เราก็จะมองเห็นความจริงในอีกแง่มุมหนึ่งเท่านั้น แต่หากมองในฐานะนักมานุษยวิทยา คติชน เพื่อเข้าใจในธรรมชาติของมนุษย์ เราก็จะพบความจริงในเชิงมนุษย์อีกลักษณะหนึ่ง แม้ถึงขั้นตั้งก่อเป็นลัทธิจริงจัง เป็นไสยศาสตร์ ก็ขอให้ใช้ปัญญาพิจารณา มีเหตุผล สักนิด
หลักการกระทำมีอยู่ว่า ถ้าเชื่อ หรือ ทำอะไรก็ตาม หากสบายใจ ไม่เบียดเบียนผู้อื่น ไม่ผิดกฎหมาย ศีลธรรม ประเพณีอันดีงาม แล้ว ทำเถิดครับ
