ปุถุชนมีกิเลสล้วนมีข้อบกพร่องที่ต้องแก้ไข เพียงแต่จะมองเห็นข้อบกพร่องนั้นหรือไม่ ยอมแก้ไขหรือเปล่า แต่คนโดยส่วนมากมักจะเข้าข้างตัวเอง อะไรที่ตนทำก็สำคัญว่าดีไปหมด มองไม่เห็นข้อบกพร่องและไม่ยอมให้ใครมาชี้บอก ถ้ามองไม่เห็นข้อบกพร่องของตนเอง ก็น่าจะยอมให้คนอื่นมาช่วยชี้บอก การเปิดใจให้เขาเข้ามาท้วงติงบ้างในบางครั้ง การรับฟังคำตักเตือนบางในบางกรณี จะเป็นผลดีมากกว่าผลเสีย ข้อสำคัญอยู่ที่ท่านจะใจกว้างขนาดไหน ยอมรับฟังคำตักเตือนได้มากน้อยเพียงใด ปุถุชนคนมีกิเลสท่าจะยาก แต่สำหรับผู้เป็นพระอรหันต์ท่านไม่มีปัญหาเลย
ธรรมชาติของสายตามนุษย์ มักทอดมองออกไปข้างหน้า มิได้ย้อนกลับมามองตัวเอง เมื่อทอดมองออกไปข้างหน้าสิ่งต่างๆก็ค่อยๆทยอยไหลเข้ามาสู่คลองจักษุ มนุษย์จึงเห็นแต่สิ่งที่อยู่นอกตัว ไม่เห็นสิ่งที่อยู่ในตัวสักทีด้วยเหตุนี้ คนเราจึงเห็นข้อบกพร่องของคนอื่นมากกว่าข้อบกพร่องของตนและโดยส่วนมาก คนก็ชอบตำหนิติเตียน(ติฉินนินทา)คนอื่นมากกว่าตำหนิติเตียนตนเอง อยากแก้ไขคนอื่นมากกว่าแก้ไขตนเอง
****สำหรับบัณฑิตชนชอบฝึกฝนอบรมตน ท่านมักเฝ้ามองข้อบกพร่องของตนเอง เมื่อมองไม่เห็นข้อบกพร่องของตนเอง ก็ถามคนอื่น ให้เขาเป็นกระจกส่องเงาให้ และยินดีรับฟังคำตักเตือน เพื่อนำไปปรับปรุงแก้ไขให้ดีขึ้น*****
ด้วยเหตุนี้ พระพุทธศาสนาจึงมีประเพณีสำคัญอยู่อย่างหนึ่งคือ ภิกษุทั้งหลายทั้งอายุมากอายุน้อย เมื่ออยู่จำพรรษาถ้วนไตรมาสจนถึงวันปวารณาออกพรรษา ในวันปวารณาออกพรรษานั้นท่านจะเปิดโอกาสให้ภิกษุแต่ละรูปว่ากล่าวตักเตือนกันได้โดยไม่ต้องเกรงใจ ทั้งนี้ เพื่อนำไปปรับปรุงแก้ไขข้อบกพร่องของตนนั่นเอง
สวัสดีครับ <div class="picture">
ในส่วนที่บกพร่่ิอง นั้นคือแนวทางที่เรา</div><div class="picture">จะนำมาแก้ไข เป็นสิ่งที่ดีให้กับตัวเราเอง เพราะรู้ว่าตัวเองบกพร่องอะไร แล้วนำมาเป็นข้อคิดที่ดี เพื่อเป็นการพัฒนาตัวเองให้มีคุณภาพ เพราะรู้ปัญหาตัวเอง คือในส่วนที่บกพร่อง</div><div class="picture">ยินดีที่ได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกัน ขอบคุณที่ไ้้้้้้้้ด้ทำให้้รู้จักตัวเอง กับความบกพร่อง</div><div class="picture"> </div> <div class="picture">
</div>