GotoKnow
  • เข้าระบบ
  • สมัครสมาชิก
  • แผงจัดการ
  • ออกจากระบบ
GotoKnow

เยี่ยมบ้าน...เที่ยวนา...ชมสวน

ร่อนเร่...ตะลอนทัวร์ ดูของดีของนักเรียนชาวนา

ในช่วงระหว่างของการเรียนรู้ในโรงเรียนชาวนา  มีอยู่หลายช่วงที่ได้มีโอกาสไปเยี่ยมเยือนเพื่อนนักเรียนชาวนาถึงบ้าน  จึงได้ไปเรียนรู้วิถีชีวิตและวิถีเกษตรของนักเรียนชาวนา  ด้วยเพราะนักเรียนชาวนามีกระบวนทัศน์ที่แตกต่างจากชาวนาทั่วไป  เมื่อเข้าไปในบ้านนักเรียนชาวนา  ได้เห็นกองปุ๋ยหมักชีวภาพอยู่เป็นกองๆ  เห็นโอ่งหมักฮอร์โมนชีวภาพอยู่หลายใบ  บางบ้านก็เห็นกระถางทดลองปลูกข้าว  นี่เป็นฝีมือของคุณกิจนักปฏิบัติตัวจริง  เพราะกิจกรรมการเรียนรู้อยู่ในวิถีชีวิต  เป็นจุดเริ่มต้นเล็กที่จะนำไปสู่วิถีชีวิตอันมีสุขภาวะ

             กิจกรรมการเยี่ยมบ้าน  เที่ยวนา  ชมสวน  นั้น  นับว่าได้ประโยชน์อยู่หลายสถาน  ประการแรก  เพื่อเปิดบ้านเป็นแหล่งการเรียนรู้และเป็นเวทีในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้  เพราะนอกเหนือจากสถานที่ที่เลือกใช้จัดกิจกรรมของโรงเรียนชาวนาแล้ว  บ้าน สวน  และไร่นา  ล้วนแล้วแต่สามารถใช้เป็นแหล่งการเรียนรู้ได้ทั้งนั้น  คุณกิจทั้งหลายจะเสนอหรือโหวตว่าในแต่ละครั้งจะไปเยี่ยมบ้านใคร  ใครได้มีโอกาสเป็นเจ้าภาพ  คุณกิจก็จะกลายเป็นคุณอำนวยไปด้วยในตัว  กลายเป็นครูคนเก่งที่จะต้องถ่ายทอดการเรียนรู้ให้แก่คุณกิจที่เป็นเพื่อนนักเรียนและคุณอำนวยที่เป็นเจ้าหน้าที่ภาคสนาม  ทำให้เราๆท่านๆได้ร่วมกันเรียนรู้เทคนิควิธีการ  เรียนรู้ปัญหาและหาทางออก  สิ่งใดที่ดีมีประโยชน์เพื่อนๆก็จะขอนำไปประยุกต์ใช้บ้าง  และสิ่งใดที่เพื่อนอยากเข้าไปร่วมแก้ไขปัญหาก็จะให้การช่วยเหลือกันไป  เพื่อนเยี่ยมเพื่อนและเพื่อนช่วยเพื่อน  เป็นสุขภาวะทางใจและทางสังคม

             ประโยชน์อีกประการหนึ่ง  กิจกรรมนี้ถือเป็นการเชื่อมความสัมพันธ์ความสามัคคีในหมู่นักเรียนชาวนา  เพราะว่าบางคนมาจากคนละหมู่บ้านกันก็ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน  ก็ได้มารู้จักกันในคราวที่ได้มาเป็นนักเรียนชาวนานี่แหละ  และคุณอำนวยอย่างเจ้าหน้าที่ภาคสนามยังได้ถือเอาโอกาสนี้ไปเยี่ยมบ้านเยี่ยมครอบครัวของนักเรียนชาวนาไปด้วย  การที่ได้ไปพูดคุยกับสมาชิกในครอบครัวด้วยความห่วงใยก็เป็นการแสดงออกเพื่อสร้างความคิดความเข้าใจในการเรียนรู้ให้ทุกคนได้เรียนรู้ร่วมกัน 

             ระหว่างเดือนกุมภาพันธ์  (2548)  ได้มีโอกาสไปเยี่ยมบ้านคุณลุงชุ่ม  นักเรียนชาวนาโรงเรียนชาวนาวัดดาว  (อำเภอบางปลาม้า  จังหวัดสุพรรณบุรี)  ที่ใต้ถุนบ้านของคุณลุงชุ่ม  เราๆท่านๆจะได้เห็นกองผ้าจำนวนมาก  เพราะที่บ้านหลังนี้…แม่บ้านเย็บผ้าเป็นอาชีพเสริม  พอเดินอ้อมไปหลังบ้านก็พบถังพลาสติกใบใหญ่นับสิบใบ  นั่นเป็นถังหมักกุ้งเพื่อทำเป็นน้ำหมัก

 

คุณกิจอย่างนักเรียนชาวนาเป็นผู้ที่เยี่ยมเยือนได้ใช้เวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้…ซักถามรายละเอียดจากเจ้าของผลงานอย่างคุณลุงชุ่ม  จึงทำให้ทราบว่าฮอร์โมนกุ้งนี้มีส่วนผสมที่หาได้ในท้องถิ่นและมีขั้นตอนการหมักที่ไม่ยุ่งยากเลย  เพียงแต่หากุ้งฝอยมาประมาณ  200  กิโลกรัม  มาล้างให้สะอาดแล้วนำไปโม่ให้ละเอียด  นำมาหมักผสมคลุกเคล้ากับน้ำมะพร้าว  20  ลิตร  กากน้ำตาล  25  กิโลกรัม  และจุลินทรีย์  1  ลิตร  คุณลุงชุ่มได้หมักกุ้งไว้นานเกือบ  2  เดือน  ก็สามารถเอาน้ำหมักกุ้งไปใช้กับพืชได้แล้ว  ส่วนผสมมีอยู่แถวๆบ้าน  จึงทำให้นักเรียนชาวนาหลายคนเป็นคุณกิจที่รักการเรียนรู้ต่างก็จดบันทึกรายละเอียด  หลายคนก็ขอดูผลงาน…เมื่อเปิดฝาถังดู  กลิ่นหอมคล้ายๆกลิ่นน้ำปลาก็ลอยเข้าจมูก

ชมการทำน้ำหมักแล้วก็หันมาชมนาข้าวกันต่อ  ที่นาจำนวน  25  ไร่  เจ้าของนาได้ปลูกข้าวพันธุ์สุพรรณ  1  ซึ่งหว่านเมื่อวันที่  5  พฤศจิกายน  2547  คุณลุงชุ่มได้ยกผืนนาทั้งหมดเป็นแปลงทดลองการปลูกข้าวปลอดสารเคมี  ซึ่งคุณชุ่มอยู่ในระหว่างการลดละสารเคมี  ความพยายามลดการใช้ปุ๋ยสูตร  16-20-0  ซึ่งมีราคาตันละ  9,200  บาท  ต้นทุนนี้กำลังจะลดลงโดยหันมาใช้ปุ๋ยหมักชีวภาพแทน 
             ต้นข้าวตอนที่ไปเยี่ยมชมดูกำลังมีอายุได้  109  วัน  ต้นข้าวออกรวงเหลืองอร่ามกลางท้องทุ่ง  และได้เก็บเกี่ยวไปเมื่อสิ้นเดือนกุมภาพันธ์  ขณะที่ต้นข้าวมีอายุได้  116  วัน 


 

บ้านหลังที่  2  ที่เราๆท่านๆสามารถไปเยี่ยมได้เสมอๆ  คือ  บ้านของคุณลุงบุญมา  ตัวบ้านนั้นตั้งอยู่ที่บ้านโพธิ์ตะควน  ตำบลวัดดาว  อำเภอบางปลาม้า  จังหวัดสุพรรณบุรี  ชาวบ้านในหมู่บ้านนี้ส่วนใหญ่จะเป็นชาวลาวพวน

             เมื่อเข้าไปถึงตัวบ้านแล้ว  ก็อดที่เดินชมรอบๆบ้านหลังนี้ไม่ได้  เพราะเห็นมีเครื่องไม้เครื่องมือเก่าอยู่หลายชิ้นหลายอัน  ซึ่งคุณลุงบุญมาได้เก็บสะสมเอาไว้  บางชิ้นก็ยังสามารถใช้ประโยชน์ได้อยู่  แต่มีอีกหลายชิ้นในปัจจุบันไม่ได้ใช้แล้ว  เพราะมีเครื่องมือสมัยใหม่ที่มีความสามารถสูงกว่ามาแทนที่  หลังจากที่พักกินน้ำกินท่ากันแล้ว  ก็จะไปดูที่นาข้าวกันต่อ

             คุณลุงบุญมาเป็นนักเรียนชาวนาที่ขยันคนหนึ่ง  คุณลุงบุญมาตัดสินใจเลือกการทำเกษตรปลอดสารพิษ  โดยในขณะนี้กำลังอยู่ช่วงของการลดละการใช้สารเคมี  ซึ่งก่อนหน้าที่เจ้าตัวบอกว่าได้ใช้สารเคมีอย่างหนัก  แปลงที่ไปเยี่ยมชมเป็นผืนนาจำนวน  5  ไร่  ปลูกข้าวพันธุ์หอมปทุม  หว่านเมื่อเดือนธันวาคม  2547  ได้หว่านข้าวจำนวน  3  ถังต่อไร่  มีการใส่ปุ๋ยจำนวน  2  ครั้ง  ครั้งแรกเมื่อข้าวอายุได้  20  วัน  และครั้งต่อมาเมื่อข้าวมีอายุได้เดือนกว่า  วันที่ไปเยี่ยมชมนั้น  ข้าวมีอายุได้ประมาณ  70  วัน  ไปดูอะไรบ้างในแปลงนา  เราๆท่านๆได้ดูต้นข้าวที่เจริญเติบโตอยู่ในหลักของการลดการใช้สารเคมีในนาข้าวโดยใส่ปุ๋ยชีวภาพผสมปุ๋ยสูตร  16-0-0  โดยใช้ปุ๋ยชีวภาพ  600  กิโลกรัม  ผสมกับปุ๋ยสูตร  150  กิโลกรัม  ต้นทุนของปุ๋ยทั้งสองชนิด  ปุ๋ยชีวภาพได้จากกองทุนปุ๋ยหมักชีวภาพของกลุ่มนักเรียนชาวนาที่คุณลุงบุญมาเป็นสมาชิกอยู่  ซึ่งซื้อในราคาสมาชิก  ตันละ  500  บาท  ส่วนปุ๋ยสูตรซื้อหามาจากตลาดร้านค้ามีราคาถุงละ  490  บาท  (ถุงละ  50  กิโลกรัม) 
ต่อมาได้มีโอกาสไปเที่ยวบ้าน  เยี่ยมนา  และชมสวน  แห่งที่  3  เป็นบ้านของคุณน้าละมัย  ซึ่งอยู่ใกล้ๆบ้านคุณลุงบุญมา  ก่อนจะเข้าไปถึงสวนถึงนา  ก็แวะพักเหนื่อยยังใต้ถุนบ้านกันก่อน  อากาศที่ร้อนแรงด้วยแสงของพระอาทิตย์ทำให้คุณกิจร้อนและเหนื่อยอยู่บ้าง  แต่พอได้กินน้ำกินท่าและนั่งพักรับลมสักครู่หนึ่ง  ก็ทำให้ทุกคนหายเหนื่อยกันเลย  จะไม่ให้หายเหนื่อยกันได้อย่างไร  เจ้าของบ้านอย่างคุณน้าละมัยได้เด็ดมะม่วงมาให้ชิมเป็นตะกร้าๆเลย  คราวนี้เรียกว่ากองทัพเดินด้วยท้องเสียจริงๆ  ใครบ้างที่ไม่สนใจเล่า… มะม่วงที่คุณละมัยปลูก  ชาวสุพรรณเรียกกันว่า  พันธุ์แก้วลืมรัง  หลังจากที่ได้ชิมมะม่วงแล้ว  ก็ต้องไปดูให้ถึงต้นกันหน่อย  ปรากฏพบว่ามะม่วงแก้วลืมรังพวงใหญ่  มีลูกดกโตเต็มสวนเต็มต้นเลย    เดินผ่านสวนมะม่วง  จึงไปพบบ่อเลี้ยงปลา  และนาข้าว  ไปดูข้าวในแปลงนา  7  ไร่  มีการใส่ปุ๋ย  2  รอบ  เช่นเดียวกันคุณลุงบุญมา  กล่าวคือ  คุณน้าละมัยกำลังอยู่ในช่วงของการลดละการใช้สารเคมีในนาข้าวและในสวนมะม่วง  โดยหันมาใช้ปุ๋ยชีวภาพผสมกับปุ๋ยสูตร  16-0-0  และต้นข้าวที่หว่านไปเมื่อเดือนพฤศจิกายน  2547  วันที่ไปเยี่ยมข้าวมีอายุได้ประมาณ  100  วัน  ได้ใช้ยาสมุนไพรที่หมักเองฉีดพ่นในนาข้าว  ฉีดไปแล้ว  3 ครั้ง  ฉีดพ่นครั้งแรกตอนที่ข้าวอายุได้  20  วัน  ครั้งต่อมาเมื่อต้นข้าวอายุได้  40  วัน  และครั้งสุดท้ายเมื่ออายุได้  2  เดือน     

บ้านหลังที่  3  ที่ไปเยี่ยมชมเป็นบ้านของคุณพี่นุกุล  นักเรียนชาวนาโรงเรียนวัดดาว  คุณพี่นุกุล  สระโจมทอง  เป็นสมาชิกองค์การบริหารส่วนตำบลวัดดาวด้วย  บ้านตั้งอยู่ในบ้านสังโฆ  ตำบลวัดดาว  อำเภอ  บางปลาม้า  จังหวัดสุพรรณบุรี  ในขณะนี้กำลังอยู่ในช่วงของการลดละการใช้สารเคมีในนาข้าวอยู่

             ชมนาข้าวของคุณพี่นุกุลจำนวน  5  ไร่  ติดอยู่ริมถนนลาดยางมะตอย  นาข้าวเขียวชอุ่มเป็นข้าวพันธุ์หอมปทุม  วันที่ไปเยี่ยมชมต้นข้าวกำลังอยู่ได้  76  วัน  ซึ่งได้ใส่ปุ๋ยไปแล้ว  2  ครั้งๆละ  50  กิโลกรัม  โดยที่ครั้งแรกใส่ปุ๋ยหมักชีวภาพ  ส่วนในครั้งต่อมาใส่ปุ๋ยสูตร  16-0-0  คุณนุกุลตั้งมั่นอย่างแรงกล้าที่จะลดการใช้สารเคมีเป็นอย่างมาก 

             นอกจากนี้  คุณพี่นุกุลยังสนใจการนำเชื้อจุลินทรีย์ไตรโครเดอร์มา  โดยทำการขยายเชื้อเอง  ซึ่งก็เป็นผลสืบเนื่องมาจากการที่โรงเรียนชาวนาได้พานักเรียนชาวนาไปศึกษาดูงานที่มหาวิทยาลัย เกษตรศาสตร์  วิทยาเขตกำแพงแสน  เมื่อปลายปีที่ผ่านมา  (ปี  พ.ศ.2547)

บ้านหลังที่  4  ได้ไปเยี่ยมบ้านเยี่ยมนาของคุณลุงสุข  เชื้อหนองปรง  นักเรียนชาวนาในโรงเรียนชาวนาบ้านดอน  อำเภออู่ทอง  จังหวัดสุพรรณบุรี  ซึ่งคุณกิจหลายต่อหลายคนกำลังให้กำลังใจคุณสุขที่จะลดการใช้สารเคมีในนาข้าว  และเป็นที่น่ายินดีที่คุณสุขเองก็กำลังทดลองใช้ฮอร์โมนสมุนไพรกับต้นข้าว

             นาของคุณลุงสุขที่ได้ไปเยี่ยมเมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์  (ปี  พ.ศ.2548)  มีพื้นที่  7  ไร่  หว่านข้าวพันธุ์คลองหลวง  ขาวปทุม  และขาวสุพรรณ  หว่านไปเมื่อกลางเดือนมกราคม  วันที่ไปเยี่ยมนั้นต้นข้าวมีอายุได้กว่า  30  วันแล้ว  แต่ต้นข้าวต้นเล็กมากๆจนน่าตกใจ  เพื่อนๆนักเรียนชาวนาจึงได้พากันสอบถาม  พบว่า  คุณลุงสุขได้ฉีดพ่นยาฆ่าหญ้าไปในช่วงหว่านข้าว  และส่งผลกระทบต่อต้นข้าว  ทำให้ต้นข้าวเจริญเติบโตช้ามากๆ  พอเพื่อนๆนักเรียนชาวนาทราบปัญหา  โดยทันที  คุณกิจก็ทำหน้าที่ช่วยเหลือเพื่อน  หลายคนแนะนำให้คุณสุขใช้ฮอร์โมนชีวภาพฉีดพ่นต้นข้าวแทน  แทนที่จะไปพึ่งปุ๋ยยูเรียจากตลาดร้านค้า  ไม่ต้องไปซื้อให้เสียเวลา  ให้ใช้ฮอร์โมนที่ทำขึ้นกันเองนี่แหละ…  ดีที่สุดและเป็นทางออกของนักเรียนชาวนาวิถีเกษตรชีวภาพ  เพื่อสุขภาวะที่ดีของนักเรียนชาวนา  เพื่อสิ่งแวดล้อมที่ดีด้วย

จากการที่ได้มีโอกาสไปเที่ยวบ้าน  เยี่ยมนา  ชมสวนของนักเรียนชาวนา  ทำให้คุณกิจและคุณอำนวยได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้กันอย่างมากมายหลายหลากและอย่างกว้างขวาง  ความจริงที่ปรากฏอยู่นั้น  อยู่ที่บ้าน  อยู่แปลงนา  ซึ่งอยู่ในวิถีชีวิตของนักเรียนชาวนา  เราๆท่านๆได้รับทราบสถานการณ์และปัญหาของแต่ละคน  เพราะได้ไปเรียนรู้จากบ้านจากนา  ได้เห็นตัวอย่างของความมุ่งมั่น  เพราะได้ไปพูดคุยเรียนรู้กันที่คันนาริมทุ่ง  เรียนรู้จากของจริง  ชีวิตจริง  เป็นการเรียนรู้ร่วมกันและเป็นการร่วมด้วยช่วยกัน…สุขภาวะที่ดีทางสังคม

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย 

คำสำคัญ (keywords): uncategorized
หมายเลขบันทึก: 13907
เขียน:
แก้ไข:
อ่าน:
สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ

ความเห็น (0)