ในช่วงระหว่างของการเรียนรู้ในโรงเรียนชาวนา
มีอยู่หลายช่วงที่ได้มีโอกาสไปเยี่ยมเยือนเพื่อนนักเรียนชาวนาถึงบ้าน
จึงได้ไปเรียนรู้วิถีชีวิตและวิถีเกษตรของนักเรียนชาวนา
ด้วยเพราะนักเรียนชาวนามีกระบวนทัศน์ที่แตกต่างจากชาวนาทั่วไป
เมื่อเข้าไปในบ้านนักเรียนชาวนา
ได้เห็นกองปุ๋ยหมักชีวภาพอยู่เป็นกองๆ
เห็นโอ่งหมักฮอร์โมนชีวภาพอยู่หลายใบ
บางบ้านก็เห็นกระถางทดลองปลูกข้าว
นี่เป็นฝีมือของคุณกิจนักปฏิบัติตัวจริง
เพราะกิจกรรมการเรียนรู้อยู่ในวิถีชีวิต
เป็นจุดเริ่มต้นเล็กที่จะนำไปสู่วิถีชีวิตอันมีสุขภาวะ
กิจกรรมการเยี่ยมบ้าน เที่ยวนา ชมสวน นั้น นับว่าได้ประโยชน์อยู่หลายสถาน ประการแรก เพื่อเปิดบ้านเป็นแหล่งการเรียนรู้และเป็นเวทีในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ เพราะนอกเหนือจากสถานที่ที่เลือกใช้จัดกิจกรรมของโรงเรียนชาวนาแล้ว บ้าน สวน และไร่นา ล้วนแล้วแต่สามารถใช้เป็นแหล่งการเรียนรู้ได้ทั้งนั้น คุณกิจทั้งหลายจะเสนอหรือโหวตว่าในแต่ละครั้งจะไปเยี่ยมบ้านใคร ใครได้มีโอกาสเป็นเจ้าภาพ คุณกิจก็จะกลายเป็นคุณอำนวยไปด้วยในตัว กลายเป็นครูคนเก่งที่จะต้องถ่ายทอดการเรียนรู้ให้แก่คุณกิจที่เป็นเพื่อนนักเรียนและคุณอำนวยที่เป็นเจ้าหน้าที่ภาคสนาม ทำให้เราๆท่านๆได้ร่วมกันเรียนรู้เทคนิควิธีการ เรียนรู้ปัญหาและหาทางออก สิ่งใดที่ดีมีประโยชน์เพื่อนๆก็จะขอนำไปประยุกต์ใช้บ้าง และสิ่งใดที่เพื่อนอยากเข้าไปร่วมแก้ไขปัญหาก็จะให้การช่วยเหลือกันไป เพื่อนเยี่ยมเพื่อนและเพื่อนช่วยเพื่อน เป็นสุขภาวะทางใจและทางสังคม
ประโยชน์อีกประการหนึ่ง กิจกรรมนี้ถือเป็นการเชื่อมความสัมพันธ์ความสามัคคีในหมู่นักเรียนชาวนา เพราะว่าบางคนมาจากคนละหมู่บ้านกันก็ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน ก็ได้มารู้จักกันในคราวที่ได้มาเป็นนักเรียนชาวนานี่แหละ และคุณอำนวยอย่างเจ้าหน้าที่ภาคสนามยังได้ถือเอาโอกาสนี้ไปเยี่ยมบ้านเยี่ยมครอบครัวของนักเรียนชาวนาไปด้วย การที่ได้ไปพูดคุยกับสมาชิกในครอบครัวด้วยความห่วงใยก็เป็นการแสดงออกเพื่อสร้างความคิดความเข้าใจในการเรียนรู้ให้ทุกคนได้เรียนรู้ร่วมกัน
ระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ (2548) ได้มีโอกาสไปเยี่ยมบ้านคุณลุงชุ่ม นักเรียนชาวนาโรงเรียนชาวนาวัดดาว (อำเภอบางปลาม้า จังหวัดสุพรรณบุรี) ที่ใต้ถุนบ้านของคุณลุงชุ่ม เราๆท่านๆจะได้เห็นกองผ้าจำนวนมาก เพราะที่บ้านหลังนี้…แม่บ้านเย็บผ้าเป็นอาชีพเสริม พอเดินอ้อมไปหลังบ้านก็พบถังพลาสติกใบใหญ่นับสิบใบ นั่นเป็นถังหมักกุ้งเพื่อทำเป็นน้ำหมัก
คุณกิจอย่างนักเรียนชาวนาเป็นผู้ที่เยี่ยมเยือนได้ใช้เวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้…ซักถามรายละเอียดจากเจ้าของผลงานอย่างคุณลุงชุ่ม จึงทำให้ทราบว่าฮอร์โมนกุ้งนี้มีส่วนผสมที่หาได้ในท้องถิ่นและมีขั้นตอนการหมักที่ไม่ยุ่งยากเลย เพียงแต่หากุ้งฝอยมาประมาณ 200 กิโลกรัม มาล้างให้สะอาดแล้วนำไปโม่ให้ละเอียด นำมาหมักผสมคลุกเคล้ากับน้ำมะพร้าว 20 ลิตร กากน้ำตาล 25 กิโลกรัม และจุลินทรีย์ 1 ลิตร คุณลุงชุ่มได้หมักกุ้งไว้นานเกือบ 2 เดือน ก็สามารถเอาน้ำหมักกุ้งไปใช้กับพืชได้แล้ว ส่วนผสมมีอยู่แถวๆบ้าน จึงทำให้นักเรียนชาวนาหลายคนเป็นคุณกิจที่รักการเรียนรู้ต่างก็จดบันทึกรายละเอียด หลายคนก็ขอดูผลงาน…เมื่อเปิดฝาถังดู กลิ่นหอมคล้ายๆกลิ่นน้ำปลาก็ลอยเข้าจมูก
ชมการทำน้ำหมักแล้วก็หันมาชมนาข้าวกันต่อ ที่นาจำนวน
25 ไร่ เจ้าของนาได้ปลูกข้าวพันธุ์สุพรรณ 1
ซึ่งหว่านเมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน 2547
คุณลุงชุ่มได้ยกผืนนาทั้งหมดเป็นแปลงทดลองการปลูกข้าวปลอดสารเคมี
ซึ่งคุณชุ่มอยู่ในระหว่างการลดละสารเคมี
ความพยายามลดการใช้ปุ๋ยสูตร 16-20-0
ซึ่งมีราคาตันละ 9,200 บาท
ต้นทุนนี้กำลังจะลดลงโดยหันมาใช้ปุ๋ยหมักชีวภาพแทน
ต้นข้าวตอนที่ไปเยี่ยมชมดูกำลังมีอายุได้ 109 วัน
ต้นข้าวออกรวงเหลืองอร่ามกลางท้องทุ่ง
และได้เก็บเกี่ยวไปเมื่อสิ้นเดือนกุมภาพันธ์
ขณะที่ต้นข้าวมีอายุได้ 116
วัน
บ้านหลังที่ 2
ที่เราๆท่านๆสามารถไปเยี่ยมได้เสมอๆ คือ
บ้านของคุณลุงบุญมา ตัวบ้านนั้นตั้งอยู่ที่บ้านโพธิ์ตะควน
ตำบลวัดดาว อำเภอบางปลาม้า จังหวัดสุพรรณบุรี
ชาวบ้านในหมู่บ้านนี้ส่วนใหญ่จะเป็นชาวลาวพวน
เมื่อเข้าไปถึงตัวบ้านแล้ว ก็อดที่เดินชมรอบๆบ้านหลังนี้ไม่ได้ เพราะเห็นมีเครื่องไม้เครื่องมือเก่าอยู่หลายชิ้นหลายอัน ซึ่งคุณลุงบุญมาได้เก็บสะสมเอาไว้ บางชิ้นก็ยังสามารถใช้ประโยชน์ได้อยู่ แต่มีอีกหลายชิ้นในปัจจุบันไม่ได้ใช้แล้ว เพราะมีเครื่องมือสมัยใหม่ที่มีความสามารถสูงกว่ามาแทนที่ หลังจากที่พักกินน้ำกินท่ากันแล้ว ก็จะไปดูที่นาข้าวกันต่อ
คุณลุงบุญมาเป็นนักเรียนชาวนาที่ขยันคนหนึ่ง
คุณลุงบุญมาตัดสินใจเลือกการทำเกษตรปลอดสารพิษ
โดยในขณะนี้กำลังอยู่ช่วงของการลดละการใช้สารเคมี
ซึ่งก่อนหน้าที่เจ้าตัวบอกว่าได้ใช้สารเคมีอย่างหนัก
แปลงที่ไปเยี่ยมชมเป็นผืนนาจำนวน 5 ไร่
ปลูกข้าวพันธุ์หอมปทุม หว่านเมื่อเดือนธันวาคม 2547
ได้หว่านข้าวจำนวน 3 ถังต่อไร่
มีการใส่ปุ๋ยจำนวน 2 ครั้ง
ครั้งแรกเมื่อข้าวอายุได้ 20 วัน
และครั้งต่อมาเมื่อข้าวมีอายุได้เดือนกว่า
วันที่ไปเยี่ยมชมนั้น ข้าวมีอายุได้ประมาณ 70
วัน ไปดูอะไรบ้างในแปลงนา
เราๆท่านๆได้ดูต้นข้าวที่เจริญเติบโตอยู่ในหลักของการลดการใช้สารเคมีในนาข้าวโดยใส่ปุ๋ยชีวภาพผสมปุ๋ยสูตร
16-0-0 โดยใช้ปุ๋ยชีวภาพ 600 กิโลกรัม
ผสมกับปุ๋ยสูตร 150 กิโลกรัม
ต้นทุนของปุ๋ยทั้งสองชนิด
ปุ๋ยชีวภาพได้จากกองทุนปุ๋ยหมักชีวภาพของกลุ่มนักเรียนชาวนาที่คุณลุงบุญมาเป็นสมาชิกอยู่
ซึ่งซื้อในราคาสมาชิก ตันละ 500 บาท
ส่วนปุ๋ยสูตรซื้อหามาจากตลาดร้านค้ามีราคาถุงละ 490
บาท (ถุงละ 50
กิโลกรัม)
ต่อมาได้มีโอกาสไปเที่ยวบ้าน เยี่ยมนา
และชมสวน แห่งที่ 3 เป็นบ้านของคุณน้าละมัย
ซึ่งอยู่ใกล้ๆบ้านคุณลุงบุญมา ก่อนจะเข้าไปถึงสวนถึงนา
ก็แวะพักเหนื่อยยังใต้ถุนบ้านกันก่อน
อากาศที่ร้อนแรงด้วยแสงของพระอาทิตย์ทำให้คุณกิจร้อนและเหนื่อยอยู่บ้าง
แต่พอได้กินน้ำกินท่าและนั่งพักรับลมสักครู่หนึ่ง
ก็ทำให้ทุกคนหายเหนื่อยกันเลย
จะไม่ให้หายเหนื่อยกันได้อย่างไร
เจ้าของบ้านอย่างคุณน้าละมัยได้เด็ดมะม่วงมาให้ชิมเป็นตะกร้าๆเลย
คราวนี้เรียกว่ากองทัพเดินด้วยท้องเสียจริงๆ
ใครบ้างที่ไม่สนใจเล่า… มะม่วงที่คุณละมัยปลูก
ชาวสุพรรณเรียกกันว่า พันธุ์แก้วลืมรัง
หลังจากที่ได้ชิมมะม่วงแล้ว ก็ต้องไปดูให้ถึงต้นกันหน่อย
ปรากฏพบว่ามะม่วงแก้วลืมรังพวงใหญ่
มีลูกดกโตเต็มสวนเต็มต้นเลย เดินผ่านสวนมะม่วง
จึงไปพบบ่อเลี้ยงปลา และนาข้าว ไปดูข้าวในแปลงนา
7 ไร่ มีการใส่ปุ๋ย 2 รอบ
เช่นเดียวกันคุณลุงบุญมา กล่าวคือ
คุณน้าละมัยกำลังอยู่ในช่วงของการลดละการใช้สารเคมีในนาข้าวและในสวนมะม่วง
โดยหันมาใช้ปุ๋ยชีวภาพผสมกับปุ๋ยสูตร 16-0-0
และต้นข้าวที่หว่านไปเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2547
วันที่ไปเยี่ยมข้าวมีอายุได้ประมาณ 100 วัน
ได้ใช้ยาสมุนไพรที่หมักเองฉีดพ่นในนาข้าว ฉีดไปแล้ว 3
ครั้ง ฉีดพ่นครั้งแรกตอนที่ข้าวอายุได้ 20
วัน ครั้งต่อมาเมื่อต้นข้าวอายุได้ 40 วัน
และครั้งสุดท้ายเมื่ออายุได้ 2
เดือน
บ้านหลังที่ 3 ที่ไปเยี่ยมชมเป็นบ้านของคุณพี่นุกุล นักเรียนชาวนาโรงเรียนวัดดาว คุณพี่นุกุล สระโจมทอง เป็นสมาชิกองค์การบริหารส่วนตำบลวัดดาวด้วย บ้านตั้งอยู่ในบ้านสังโฆ ตำบลวัดดาว อำเภอ บางปลาม้า จังหวัดสุพรรณบุรี ในขณะนี้กำลังอยู่ในช่วงของการลดละการใช้สารเคมีในนาข้าวอยู่
ชมนาข้าวของคุณพี่นุกุลจำนวน 5 ไร่ ติดอยู่ริมถนนลาดยางมะตอย นาข้าวเขียวชอุ่มเป็นข้าวพันธุ์หอมปทุม วันที่ไปเยี่ยมชมต้นข้าวกำลังอยู่ได้ 76 วัน ซึ่งได้ใส่ปุ๋ยไปแล้ว 2 ครั้งๆละ 50 กิโลกรัม โดยที่ครั้งแรกใส่ปุ๋ยหมักชีวภาพ ส่วนในครั้งต่อมาใส่ปุ๋ยสูตร 16-0-0 คุณนุกุลตั้งมั่นอย่างแรงกล้าที่จะลดการใช้สารเคมีเป็นอย่างมาก
นอกจากนี้ คุณพี่นุกุลยังสนใจการนำเชื้อจุลินทรีย์ไตรโครเดอร์มา โดยทำการขยายเชื้อเอง ซึ่งก็เป็นผลสืบเนื่องมาจากการที่โรงเรียนชาวนาได้พานักเรียนชาวนาไปศึกษาดูงานที่มหาวิทยาลัย เกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน เมื่อปลายปีที่ผ่านมา (ปี พ.ศ.2547)
บ้านหลังที่ 4 ได้ไปเยี่ยมบ้านเยี่ยมนาของคุณลุงสุข เชื้อหนองปรง นักเรียนชาวนาในโรงเรียนชาวนาบ้านดอน อำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี ซึ่งคุณกิจหลายต่อหลายคนกำลังให้กำลังใจคุณสุขที่จะลดการใช้สารเคมีในนาข้าว และเป็นที่น่ายินดีที่คุณสุขเองก็กำลังทดลองใช้ฮอร์โมนสมุนไพรกับต้นข้าว
นาของคุณลุงสุขที่ได้ไปเยี่ยมเมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์ (ปี พ.ศ.2548) มีพื้นที่ 7 ไร่ หว่านข้าวพันธุ์คลองหลวง ขาวปทุม และขาวสุพรรณ หว่านไปเมื่อกลางเดือนมกราคม วันที่ไปเยี่ยมนั้นต้นข้าวมีอายุได้กว่า 30 วันแล้ว แต่ต้นข้าวต้นเล็กมากๆจนน่าตกใจ เพื่อนๆนักเรียนชาวนาจึงได้พากันสอบถาม พบว่า คุณลุงสุขได้ฉีดพ่นยาฆ่าหญ้าไปในช่วงหว่านข้าว และส่งผลกระทบต่อต้นข้าว ทำให้ต้นข้าวเจริญเติบโตช้ามากๆ พอเพื่อนๆนักเรียนชาวนาทราบปัญหา โดยทันที คุณกิจก็ทำหน้าที่ช่วยเหลือเพื่อน หลายคนแนะนำให้คุณสุขใช้ฮอร์โมนชีวภาพฉีดพ่นต้นข้าวแทน แทนที่จะไปพึ่งปุ๋ยยูเรียจากตลาดร้านค้า ไม่ต้องไปซื้อให้เสียเวลา ให้ใช้ฮอร์โมนที่ทำขึ้นกันเองนี่แหละ… ดีที่สุดและเป็นทางออกของนักเรียนชาวนาวิถีเกษตรชีวภาพ เพื่อสุขภาวะที่ดีของนักเรียนชาวนา เพื่อสิ่งแวดล้อมที่ดีด้วย
จากการที่ได้มีโอกาสไปเที่ยวบ้าน เยี่ยมนา
ชมสวนของนักเรียนชาวนา
ทำให้คุณกิจและคุณอำนวยได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้กันอย่างมากมายหลายหลากและอย่างกว้างขวาง
ความจริงที่ปรากฏอยู่นั้น อยู่ที่บ้าน อยู่แปลงนา
ซึ่งอยู่ในวิถีชีวิตของนักเรียนชาวนา
เราๆท่านๆได้รับทราบสถานการณ์และปัญหาของแต่ละคน
เพราะได้ไปเรียนรู้จากบ้านจากนา
ได้เห็นตัวอย่างของความมุ่งมั่น
เพราะได้ไปพูดคุยเรียนรู้กันที่คันนาริมทุ่ง
เรียนรู้จากของจริง ชีวิตจริง
เป็นการเรียนรู้ร่วมกันและเป็นการร่วมด้วยช่วยกัน…สุขภาวะที่ดีทางสังคม