ใครๆ ถ้ามีโอกาสก็อยากมีกิจการเป็นของตนเองทั้งสิ้น
ไม่ว่าจะร่ำเรียนมาทางสายอาชีพใด
ยกเว้นผู้ที่มีบิดามารดาร่ำรวยอยู่แล้วก็ทำแค่เพียงต่อยอดธุรกิจ
หรือนำเงินไปลงทุนทางด้านอื่นๆ ที่ตนคิดว่าทำได้
ซึ่งจะประสบความสำเร็จหรือไม่ก็ไม่เดือดร้อนมากนัก
แต่สำหรับชนชั้นกลางลงไปที่ต้องการเป็นเจ้าของกิจการเรื่องทุนเป็นเรื่องใหญ่
วันนี้จะมาคุยให้ฟังถึงว่า
“วิธีการหาทุนและลงทุนในโลกแห่งความเป็นจริงเป็นอย่างไร”
ก่อนอื่นที่จะหาทุนมาลงคงต้องเริ่มจากไอเดียว่าจะทำธุรกิจใด
ประเภทที่ทำตามแบบคนอื่นแต่เรามีทุนน้อยให้เลิกคิด
จงคิดถึงธุรกิจที่เงินทุนเพียงพอและแตกต่าง
ลองนึกถึงโรตีสายไหมที่ขายตามข้างทาง ถ้าคุณไม่มีจุดขายที่ต่างกว่า
ป่วยการที่จะคิดลงทุน
เพราะเจ้าที่ขายอยู่คนซื้อก็ไม่รู้ว่าจะซื้อเจ้าไหนอยู่แล้ว
แต่ถ้าในเงินทุนเดียวกัน คุณสามารถทำสายไหมรูปแบบที่ดึงดูดกว่า เช่น
รูปดอกไม้ รูปสัตว์ อยู่ในบรรจุภัณฑ์ที่สวยงามสะอาด อย่างนี้ค่อยน่า
และถ้าคุณสามารถจัดวางตกแต่งให้ดึงดูดตาเด็กๆ
คุณก็จะสร้างความโดดเด่นขึ้นมา
แบบนี้ล่ะครับคือตัวอย่างของความน่าลงทุน
คือเริ่มจากไอเดียที่มีโอกาสเป็นไปได้อยู่บนจุดแข็งและความพร้อมของผู้ลงทุน
อย่างไรก็ตาม
ในความจริงเงินที่จะใช้ในการลงทุนมาจาก 2 แหล่งคือ “ เงินที่สะสมมา
กับเงินกู้หรือเงินคนอื่น” สำหรับเงินออมมีหลักคิดแบบนี้ครับ
ต้องถามตัวเองว่าเงินจำนวนเท่าใดที่เราใช้ลงทุนแล้วเจ๊งได้
เรียกว่าถ้าขาดทุนแล้วไม่เดือดร้อน หรือพอหาใหม่ได้
ผมไม่แนะนำให้เล่นหมดหน้าตัก คือต้องเผื่อเหลือเผื่อขาดไว้บ้าง
แต่ก็ขึ้นอยู่ที่ว่าชีวิตของคุณๆ อยู่ในช่วงใด บางคนมั่นใจตนเองสูง
อายุยังน้อย อาจจะวางเดิมพันหมดหน้าตักแบบได้เสีย
ซึ่งก็ไม่ผิดเพราะยังพอมีกำลังหาได้ใหม่
แต่สำหรับคนมีครอบครัวหรือมีภาระ
ก็ต้องเล่นอย่างระมัดระวังหน่อย
มีอีกทางสำหรับการเล่นกับเงินสะสมที่ไม่มากคือ
ระดมทุนหรือหาเพื่อนร่วมทุน หลายรายประสบความสำเร็จมาแล้ว เช่น
หนังสือ A-day และยังมีอีกมากที่ทำแบบเดียวกัน
คือพอมีเงินอยู่บ้างแต่ไม่พอ และมีธุรกิจหรือสินค้าที่พอมองเห็นโอกาส
จึงประกาศหาเพื่อนร่วมลงทุน
ถ้าคุณๆ มีไอเดียแล้ว
แต่มีทุนไม่พอ และไม่รู้จักใครมาก
ขอแนะนำให้มองหาระดมทุนจากพรรคพวกก่อน
ตรงนี้ก็เป็นการวิจัยว่าไอเดียเราขายได้หรือไม่
เพราะเมื่อพูดถึงเงินผู้ลงทุนย่อมต้องการกำไรสูงสุด ถ้ามีคนยอมลงทุน
นั่นก็แสดงว่าเขาเห็นโอกาสบางอย่าง เมื่อไม่ได้ลงทุนคนเดียว
เป็นการระดมทุน ก็ต้องทำให้แน่ใจว่าเราคือเสียงเด็ดขาด
หรือกลุ่มของเรามีเสียงข้างมาก
ทั้งนี้เพื่อป้องกันปัญหาที่จะเกิดขึ้นในอนาคต
ที่ทั้งกำไรและขาดทุนก็มีปัญหา
แต่ต้องคิดไว้ในใจเสมอนะครับ
คุณเอาเงินคนอื่นๆ มาลงทุน ผู้ลงทุนต้องได้ผลตอบแทนกรณีมีกำไร
แต่เท่าที่เห็น เมื่อมีกำไรคนที่บริหารชอบคิดว่าเราทำเหนื่อยแทบตาย
ผู้ถือหุ้นไม่เห็นได้ทำอะไรเลย
พาลคิดว่าจะเบียดบังผลประโยชน์แบบนี้ถือว่าไม่สุจริตและจะมีปัญหาตามมามากมาย
การระดมทุนดีตรงที่ว่าลดความเสี่ยง
และมีพันธมิตรมาช่วยคิดหลายหัวมากขึ้น
กลับมาที่เงินลงทุนจากเงินสะสมอีกที
ให้ไอเดียง่ายๆ คือถ้าลงทุนได้เองคนเดียวประเสริฐสุด
แต่ถ้าต้องระดมทุนให้มองหาจากพรรคพวก
เพื่อลองขายไอเดียการลงทุนและป้องกันการโดนขโมยไอเดีย
(ตอนนี้เวลาคุณจะขายความคิด
กรุณาให้ผู้เข้าร่วมประชุมเซ็นสัญญาการรักษาความลับด้วยนะครับ
เดี๋ยวไอเดียดีๆของคุณจะกลายเป็นของคนอื่นๆ อย่างนึกไม่ถึง)
รวมไปถึงการมีสิทธิ์มีเสียงในการบริหารแบบตัดสินใจได้รวดเร็ว
หรือบางกรณีที่มีปัญหาต้องใช้เสียงข้างมากในการตัดสิน
อีกแหล่งหนึ่งของเงินคือ
การกู้หรือใช้เงินคนอื่น นี่ผมหมายถึงการใช้เงินกู้มาเพื่อการลงทุน
โดยคุณๆไม่มีทุนอยู่เลย
ข้อพิจารณาแรกสุดคือการได้มาซึ่งการอนุมัติเงินกู้ซึ่งต้องทำเป็นโครงการไม่ว่าจะเป็นกู้จากธนาคาร
หรือพวกเงินทุน (Capital Venture) แต่ก็กลับมาที่จุดตั้งต้น
ธนาคารจะถามว่ามีหลักทรัพย์ใด (ซึ่งส่วนใหญ่จะให้กู้ประมาณ 80
เปอร์เซ็นต์ของหลักทรัพย์ ยกเว้นอสังหาริมทรัพย์) จะนำมาค้ำประกัน
ซึ่งถ้าคุณไม่มีธนาคารจะปิดประตูใส่หน้าคุณ
แต่สำหรับพวกเงินทุนจะพิจารณาความเป็นไปได้ของโครงการ
ฝีมือและชื่อเสียงของคุณว่าก็ว่าเถอะครับ
ไอ้เจ้าการสร้างฝีมือและชื่อเสียงนี่ยากกว่าการหาเงินทุนซะอีก
เพราะเวลาที่คุณมีชื่อเสียงและฝีมือ คุณย่อมมีทุนอยู่แล้ว
ปัญหาก็กลับมาตั้งต้น ณ จุดเดิม แล้วควรทำอย่างไร
ให้นึกถึงเอสเอ็มอีแบงก์ไว้ในเบื้องต้น พูดง่ายๆ
ว่าพยายามเอาเงินในระบบซะก่อน
เพราะนอกระบบอัตราดอกเบี้ยมันแพงมาก
แต่ถ้าในระบบไม่ได้จริงๆ
ก่อนคิดกู้นอกระบบลองใช้ระบบแชร์ซึ่งดอกดูเหมือนจะถูกกว่า
และยังการันตีได้ว่าคุณๆ ยังคงพอมีเครดิต
อีกทางสำหรับมนุษย์เงินเดือนที่อยากจะเป็นเถ้าแก่คือ พวกสินเชื่อบุคคล
(ดอกเบี้ยสูงสุด 18% ต่อปี ไม่รวมค่าธรรมเนียม)
ซึ่งดอกเบี้ยดูเหมือนสูง แต่ยังดีกว่าเงินกู้นอกระบบอยู่มาก
สรุปว่าการกู้เงินควรใช้ระบบการเงินในระบบธนาคาร
หรือแย่สุดก็คือพวกสินเชื่อบุคคล และพึงสังวรณ์ว่าดอกเบี้ยขึ้นทุกวัน
กำไรที่ได้มาต้องใช้หนี้ให้หมดเร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้
แล้วกลับมาใช้กำไรหมุนในบริษัทให้ได้