ในปีพ.ศ. ๒๕๔๕ รัฐบาลจีนได้เปลี่ยนชื่อเมืองจงเตี้ยน (อีกครั้ง จากเดิมที่มีชื่อในภาษาธิเบตว่า เจี้ยนถัง)เป็น "แชงกริ-ลา" ให้ชัดๆเป็นทางการซะเลยแน่ะ แต่ภาษาจีนเขาออกเสียงว่า "เซียงเกอ หลี ลา" - Xiang Ge Le La แปลว่า ที่ซึ่งสุริยันจันทราประทับในดวงจิต

เมื่อวานบ่ายน้ำขึ้นเร็วมาก เช้านี้ยิ่งขึ้นมาอีก อ่านหนังสือพิมพ์เจอว่าทางนายกเทศมนตรีพระนครศรีอยุธยาตำหนิว่าผู้เกี่ยวข้องกับการควบคุมะดับน้ำไม่มีการบอกเตือนเลย ในตัวเมืองนั้นรับน้ำจากหลายสาย ที่บ้านยังเป็นจากแค่เขื่อนป่าสัก ซึ่งก็ไม่ได้บอกเตือนอะไรหมือนกัน สงสารคนที่ได้รับผลกระทบรุนแรง

เลยคิดว่าหากน้ำจะสูงขึ้นเรื่อยๆเดี๋ยวจะเลียบยูนนานไม่จบทริป เลยตั้งใจเขียนให้จบวันนี้ ไม่ต้องห่วงนะคะที่บ้านยังพอไหวอยู่

       ...........................................................................................

คณะเดินทางออกจากลี่เจียง ณ จุดโค้งแรกแม่น้ำแยงซี มาจนเข้าเขตชายขอบที่ราบสูงธิเบต ในเขตที่เรียกว่า "เขตปกครองตนเองชนชาติธิเบตแห่งตี๋ชิง"  ซึ่งมีศูนย์กลางอยู่ที่เมืองจงเตี้ยน ภูมิประเทศส่วนนี้เป็นทุ่งหญ้ากว้างใหญ่ พลเมืองส่วนใหญ่เป็นชนชาติธิเบต เขตจังหวัดตี๋ชิงนี้อยู่ทางตะวันตกเฉียงเหนือสุดของมณฑลยูนนาน ติดที่ราบสูงธิเบต และเป็นรอยต่อกับมณฑลเสฉวน

เราอยู่ที่ระดับความสูงจากระดับน้ำทะเล ๓๓๐๐ เมตร อาการ Altitude Illness ส่งผลค่อนข้างชัดกับหลายคนในคณะ รวมทั้งผู้เขียน มีตั้งแต่เวียนศีรษะ คลื่นไส้ ผะอืดผะอม ไมเกรนกิน

(ภาพจากหนังสือ Yunnan, A Land of Multiple Colors)

คำว่า"จง" นั้นหมายถึงศูนย์กลาง หรือสิ่งที่กว้างใหญ่อันเป็นศูนย์กลาง ส่วน"เตี้ยน" นอกจากจะแปลว่าทุ่งหญ้าแล้ว ยังอาจแปลว่า อาณาจักร ได้ด้วย

ความที่ดินแดนที่ราบสูงธิเบตมีความหลากหลายทางวัฒนธรรมและอุดมสมบูรณ์ด้วยทรัพยากรล้ำค่าจากธรรมชาติ แต่เข้าถึงยาก ทำให้เป็นเหมือนดินแดนต้องห้าม และประตูแห่งจงเตี้ยนยังปิดตายจากสายตาโลกภายนอกตลอดช่วงที่จีนเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นคอมมิวนิสต์ตั้งแต่ปีพ.ศ.๒๔๙๒ ซึ่งก็เป็นธรรมดาของมนุษย์ที่อะไรที่เขาห้ามเนี่ย ดูช่างท้าทายให้ค้นหา ประจักษ์แก่สายตาตนเองให้ได้

เจมส์ ฮิลตัน นักเขียนชาวอังกฤษได้จินตนาการถึงดินแดนราวเมืองสวรรค์แห่งหนึ่งชื่อ "แชงกริ-ล่า Shangri-La" ที่ซ่อนตัวอยู่ในหุบเขา ในเมืองนี้อากาศราวฤดูใบไม้ผลิทั้งปี ขณะที่ภายนอกมีแต่หิมะหนาวเหน็บ ผู้คนมีความสุขสบาย ไร้กังวล ชีวิตที่มีกายกับจิตวิญญาณเป็นหนึ่งเดียวกับธรรมชาติ เจมส์ ฮิลตันจึงเขียนนิยายชื่อ The Lost Horizon ในปี ค.ศ. ๑๙๓๓ แล้วฮอลลีวูดนำมาสร้างเป็นภาพยนตร์ในปี ๑๙๔๔ ทำให้ผู้คนทั่วโลกต่างฝันหาดินแดนนี้กัน จนทำให้คำว่า Shangri-La นี้มีความหมายถึงเมืองทางอุดมคติบนผืนโลก หรือ Utopia

จากนั้นใครๆก็พากันเสาะหาว่าดินแดนจุดใดของที่ราบสูงธิเบตที่เป็นแรงบันดาลใจให้เจมส์ ฮิลตัน เขียนนิยายเรื่องนี้ เจ้าหน้าที่จีนในยุค Visit China Year จึงไม่รีรอที่จะโหนกระแสนี้และระบุหลายจุดทีเดียวที่ถูกกล่าวอ้างว่าเป็นเมืองแมนแดนสวรรค์ แน่นอนที่"จงเตี้ยน" ก็เป็นหนึ่งในนั้น

ในปีพ.ศ. ๒๕๔๕ รัฐบาลจีนได้เปลี่ยนชื่อเมืองจงเตี้ยน (อีกครั้ง จากเดิมที่มีชื่อในภาษาธิเบตว่า เจี้ยนถัง)เป็น "แชงกริ-ล่า" ให้ชัดๆเป็นทางการซะเลยแน่ะ แต่ภาษาจีนเขาออกเสียงว่า "เซียงเกอ หลี ลา" - Xiang Ge Le La แปลว่า ที่ซึ่งสุริยันจันทราประทับในดวงจิต

นี่ยังไม่ได้เข้าในเมืองจงเตี้ยน แต่ภาพนี้สวยพอที่จะทำให้จินตนาการว่าเป็น แชงกริ-ล่า ที่เห็นแต่ไกลเป็นจุดสีทองคือ วัดธิเบต "ซงจ้านหลิน" ที่เราจะแวะกันก่อน (ภาพจากหนังสือเล่มเดียวกัน) มองแต่ไกลงามสง่าละม้ายคล้าย พระราชวังโปตาลา ที่กรุงลาซา ของธิเบต

ถ่ายภาพผ่านหน้าต่างกระจกรถที่กำลังแล่นเข้าใกล้วัดซงจ้านหลิน ท่ามกลางสายฝน วัดนี้สร้างในสมัยทะไลลามะองค์ที่ ๕ ด้วยศิลปะสถาปัตยกรรมอันอลังการน้องๆพระราชวังโปตาลา เลยได้อีกสมญาว่า Little Potala ผู้เขียนเลยคิดในใจว่าดีแล้วที่มาเห็นที่นี่ สังขารคงลากไปไม่ถึงพระราชวังโปตาลาต้นแบบแน่ๆ

 

วัดนี้เขาพามาชมเพราะเป็นวัดนิกายลามะแบบธิเบตที่ใหญ่ที่สุดในมณฑลยูนนาน อายุเก่าแก่กว่า ๓๐๐ ปี กว่าจะไต่บันไดขึ้นไปนมัสการ พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรได้ก็พักไปเป็นระยะ เขาให้ทำอะไรช้าๆ ไหว้เสร็จออกมานั่งพักมองดูพระวัยรุ่นห่มจีวรสีออกแดงน้ำตาล ใส่รองเท้าผ้าใบไนกี้ เดินกันจีวรปลิว

ออกจากวัดจึงเข้าสู่ตัวเมืองจงเตี้ยน

แม้ผู้คนที่เราพบเห็นจะยิ้มแย้มแจ่มใส เป็นมิตรมาก โดยเฉพาะไกด์สาวท้องถิ่นที่ใส่เสื้อผ้าแบบพื้นเมืองธิเบตประยุกต์เข้ากับกางเกงยีนส์และบูทสูง แต่ตัวเมืองจงเตี้ยนนั้นช่างไร้เสน่ห์แห่งธิเบตอย่างสิ้นเชิง เห็นแต่ตึกแถวแท่งๆแบบจีนๆ ไม่มีวิสัยทัศน์เรื่องความงาม คุณธีรภาพ โลหิตกุลใช้คำว่า"สถาปัตยกรรมที่ดูไร้รสนิยม" ซึ่งผู้เขียนเห็นด้วยอย่างยิ่ง

เพราะฉนั้นความงามของแชงกริ-ล่า จึงไม่ได้อยู่ในตัวเมืองจงเตี้ยนแน่นอน นักท่องเที่ยวฝรั่งมักมาที่จงเตี้ยนเพื่อเป็นจุดเดินทางต่อไปยังธิเบตโดยเครื่องบิน

อย่างไรก็ตามที่นี่เขาก็มี"เมืองโบราณจงเตี้ยน" ที่รัฐบาลจีนบูรณะให้งดงามจากการมองเห็นความสำเร็จของ"เมืองโบราณต้าหยัน" ที่ลี่เจียง แต่เป็นการพยามสร้างขึ้นใหม่ในแบบโบราณ ของเก่าเหลือแค่บ้านชาวธิเบตที่อายุ ๔๐๐ ปี หลังเดียวที่รอดจากน้ำมือพวกเรดการ์ด ในสมัยปฏิวัติวัฒนธรรม โธ่เอ๋ย ที่รอดมาได้ก็เพราะพวกเรดการ์ดใช้เป็นที่พัก

แวะเดินชมเมืองโบราณ(ปลอมๆ) แล้วก็พากันเดินลึกเข้าไปถึง วัดต้าฝอ อยู่บนเนินเขาใจกลางเมืองโบราณจงเตี้ยน ไกด์บอกว่าให้ไปร่วมหมุน "กงล้อมนตราทองคำ" ขนาดใหญ่ที่สุดในโลก น้ำหนัก ๖๐ ตัน สูง ๑๙ เมตร จารึกบทสวดมนต์ ๑๒,๔๐๐ ล้าน ตัวอักษร

ตามความเชื่อของพุทธศาสนานิกายมหายานตันตระแบบธิเบตนี้ เขาบอกว่าการหมุนกงล้อที่เป็นแท่งเหล็กจารึกบทสวดมนต์นี้เปรียบเสมือนได้สวดมนต์โดยไม่ต้องสวดเอง ใช้วิธีลัดก็ได้บุญ ดังไปถึงสวรรค์นั่นแน่ะ

นี่กงล้อมนตราแบบธรรมดา วัดใกล้ๆที่เราไปชมต้นชาภูเขาหมื่นดอก ตอนที่แล้ว

และนี่กงล้อมนตราที่ใหญ่ที่สุดในโลก ให้เปรียบเทียบกันดู

เขามีแกนให้จับแล้วช่วยกันหมุน ผู้เขียนหมุนไปยังไม่ได้รอบเลย ต้องขอลา ฝนตกคนมาหมุนน้อย ไม่ไหวค่ะ

กลางคืนเขาพากันไปชมระบำธิเบต และลิ้มรสสุกี้ธิเบตที่ลือว่าเผ็ดร้อนกว่าอาหารไทย ผู้เขียนป่วยขนาดอาเจียน ไม่ได้ไปกับคณะ นอนหยอดน้ำซุปเกี๊ยวที่โรงแรมที่พักในเมืองจงเตี้ยนซึ่งหรูมาก

วันรุ่งขึ้นบินกลับลงไปที่คุนหมิง เพื่อต่อเครื่องกลับกรุงเทพ ลงมาที่ต่ำแค่ ๑๘๐๐ เมตรจากระดับน้ำทะเล อาการป่วยหายเป็นปลิดทิ้ง มีฝนมากมาย ไม่สมกับที่ชื่อว่า "เมืองที่มีฤดูใบไม้ผลิตลอดปี" ความเจริญของคุนหมิงนั้นน่าทึ่ง และมีคนบอกว่าอสังหาริมทรัพย์แพงกว่ากรุงเทพเสียอีก

กลับถึงกรุงเทพโดยสวัสดิภาพ เป็นอันจบการเดินทางสู่เมืองแมนที่ปลายฟ้า