ผมว่าถ้า Dr. Cassell ได้มาบรรยายในไทยคงจะต้อง amazing กับ Thai time แน่ๆHA HA... :)

เมื่อ 27-29 กันยายน ที่ผ่านมานี้ผมได้มีโอกาสได้ไปร่วมการประชุม 7th Asia Pacific Hospice Conference 2007 โดยได้รับทุนจาก APHN (Asia Pacific Hospice Network) ต้องขอบคุณอาจารย์เต็มศักดิ์ เป็นอย่างยิ่งที่เสนอชื่อผมทำให้ผมได้ประสบการณ์อันล้ำค่าหลายอย่าง

การเดินทางไปต่างประเทศของผมเตรียมการอย่างรีบร้อนเพราะผมไม่เคยไปต่างประเทศมาก่อน ต้องทำ passport +จองตั๋วเครื่องบินอย่างเร่งด่วน แตในที่สุดก็ผ่านพ้นไปด้วยดี

คณะของเรามีกัน 6 คนคือ อาจารย์ สกล, อาจารย์กานดาวศรี,อาจารย์มโน,คุณนิศาชล และ อาจารย์เต็มศักดิ์ที่เป็นไปถึงก่อนแล้วเพื่อเป็น lecturer ใน pre-conference lecture

APHC2007

บรรยากาศของการประชุมเป็นการประชุมที่เน้นการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ ,model ต่างๆการดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายในแต่ละประเทศ, การบรรยายในหัวข้อที่เป็นในเชิงประสบการณ์และนำเสนองานวิจัย

สิ่งที่ผมสังเกตเห็น พบว่าประเทศที่เข้าร่วมการประชุมมากที่สุดจะเป็นประเทศไต้หวัน และเกาหลีใต้ ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น ได้ไปถามกับผู้เข้าร่วมประชุมได้ความว่า " ในไต้หวันและเกาหลีใต้รัฐบาลส่งเสริมงาน palliative care เป็นอย่างมาก อีกทั่งองค์กรทางศาสนาอย่าง ฉือจี้ ในไต้หวันก็สนับสนุนโดยการที่ให้ทุนแก่แพทย์-พยาบาล-นักบวช ให้มาเข้าร่วมงานนี้ อีกทั้งสนับสนุนทุนวิจัยจนในงานนำเสนอวิจัยประมาณหลายสิบเรื่องเป็นของ ไต้หวัน ซึ่งน่าจะมากที่สุดในการประชุมครั้งนี้"

ผมเห็นความเป็นคนเอเชียในการประชุมนี้ คือ เป็นกันเอง ยิ้มง่าย การแต่งตัวเป็นแบบสบายๆ บางประเทศใช้ชุดประจำชาติ การประชุมจะเปิดประชุมจะมีพิธีการมาก และที่ชัดเจนมากคือ เวลาจะ late เล็กน้อย (30 นาที โดยประมาณ) จนผู้บรรยายชาว american  Dr. Eric Cassell แซวว่าเป็น manila time (ผมว่าถ้า Dr. Cassell ได้มาบรรยายในไทยคงจะต้อง amazing กับ Thai time แน่ๆHA HA... :) )

สิ่งที่ผมประทับใจ ผมได้ฟังการบรรยาย 2 เรื่องที่ทำให้ผมเข้าใจงาน palliative ที่เราทำมากขึ้นนั้นคือ Diagnosing suffering ของ Dr. Eric Cassell และ The power of Hope ของ Ms Liese Groot-Alberts (New Zealand)

Diagnosing suffering เรื่องความทุกข์ทรมานเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นกับผู้ใดแล้วเป็นความเฉพาะของแต่ละปัจเจกบุคคล ไม่สามารถเทียบเคียงกันได้ ความทุกข์เป็นองค์รวมที่เกิดจากความเป็นตัวตนที่มีความซับซ้อน ในทัศนะของ Dr. Cassell บอกว่า "suffering is suffering, is suffering, is suffering" นั่นหมายถึงไม่จำเป็นต้องแบ่งแยกย่อยเป็นด้านๆ ใจความสำคัญคือเข้าใจว่าเขาทุกข์อย่างไรนั่นเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด เป็นไปไม่ได้เลยที่เราจะดูแลเขาได้ดีถ้าไม่ทราบว่าเขาทุกข์อย่างไร การที่จะทราบว่าเขาทุกข์อย่างไรต้องใช้ใจของผู้ดูแลตรวจจับ

The power of Hope ความหวังป็นสิ่งที่ทำให้คน 2 คนที่ป่วยด้วยโรคระยะสุดท้ายแต่ละคนมีความแตกต่าง Ms Liese Groot-Alberts ได้แสดงรูปภาพของผู้ป่วยระยะสุดท้ายแล้วบอกให้เรามองที่แววตา คนที่มีความหวังอยู่ในแววตาจะมีสีหน้าที่มีความสุขถึงแม้จะทุกข์อย่างไรก็ตาม  ความหวังทำให้คนมีชีวิตที่แตกต่าง ความหวังคือแหล่งพลังงานอันมหาศาล

แล้วความหวังมาจากไหน? ความหวังมาจากสิ่งที่อยู่ลึกในจิตใต้สำนึกแล้ว drive ออกมาเป็นสิ่งที่เราเห็น ผมนึกไปถึงจิตวิญญานของแต่ละคนที่ต้องการที่ค้นหาความหมายของชีวิต ที่บางคนก็เป็นเรื่องศาสนา บางคนก็เป็นเรื่องการทำความดี บางคนก็เป็นเรื่องศิลปะ ฯลฯ

เราช่วยผู้ป่วยได้โดยไม่ปล่อยให้เขาโดดเดี่ยว ใช้อดีดที่ดีของผู้ป่วยมาเติมเต็มกำลังใจให้ผู้ป่วยและครอบครัวก้าวเดินต่อไปได้

สิ่งที่ผมได้รับ

1.มิตรภาพจากคนที่เราไม่เคยรู้จักมาก่อน Dr. Gene  family doctor ชาวฟิลิปปินส์ ที่ได้แลกเปลี่ยนแนวคิดกันหลายเรื่องและพาผม-อาจารย์เต็มศักดิ์-อาจารย์กานดาวศรี ทัวร์รอบมะนิลา

2.ข้อคิดดีๆ จากอาจารย์ สกล "การทำงาน palliative care จะไม่มีวัน burn out ถ้าเรารู้จักมีความสุขกับการทำสิ่งที่ดี มากกว่าคาดหวังในผลของการกระทำ" 

3.แนวคิดใหม่ในการพัฒนางาน+ไฟที่เต็มร้อย

ทิ้งท้ายด้วยบทกลอนและภาพแห่งมิตรภาพในมานิลาครับ

"ขอบคุณโอกาสที่เข้ามา            ขอบคุณเวลาที่เลยผ่าน

ขอบคุณความทุกข์ที่เป็นดั่งอาจารย์   ขอบคุณความฝันที่นำทาง

ขอบคุณผู้ป่วยและครอบครัว    ขอบคุณความหวาดกลัวที่เดินเคียงข้าง  

ถึงแม้ทางตันไม่เห็นทาง            ความหวังยังสว่างอยู่กลางใจ "

Dr.Gene